โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“อนุทิน” ประกาศแผน “Reset โครงสร้างประเทศ” ชี้เป็นช่วงเวลาท้าทายที่สุดของไทย

การเงินธนาคาร

อัพเดต 08 ต.ค. 2568 เวลา 18.34 น. • เผยแพร่ 08 ต.ค. 2568 เวลา 08.24 น.

นายกรัฐมนตรีเผยยุทธศาสตร์หลัก "สร้างรายได้ ลดรายจ่าย ลดหนี้" มุ่งแก้ปัญหาความมั่นคง ปราบคอร์รัปชัน และเร่งเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานสากล อัดฉีดเศรษฐกิจฐานรากแสนล้านผ่านโครงการ "คนละครึ่งพลัส" พร้อมวางกรอบโตใหม่หลังเศรษฐกิจโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอินโดจีน

วันที่ 8 ต.ค. 2568 - นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Reset โครงสร้างประเทศ Recover เศรษฐกิจไทย” ในงาน “CEO Econmass Awards 2025” และงานสัมมนาใหญ่เศรษฐกิจไทยประจำปี 2568 จัดโดย สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ณ โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ รางน้ำ โดยยอมรับว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุด จากปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจโลกหลายมิติ ทั้งสงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการปฏิวัติเทคโนโลยี รวมถึงการมาถึงของ AI ซึ่งส่งผลให้ภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

พร้อมกับยืนยันว่า "ปีหน้าจะมีการเลือกตั้งแน่นอนเพราะจะมีการยุบสภา"

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การปรับตัวช้าจะไม่เพียงแต่ทำให้ประเทศเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ยังเสียอำนาจต่อรองในเวทีโลกด้วย ดังนั้นการ รีเซ็ตโครงสร้างประเทศ จึงเป็นจุดที่ต้องสะท้อนความเป็นจริงเพื่อปรับระบบที่ไม่ตอบโจทย์และวางรากฐานใหม่ โดยเป้าหมายสูงสุดของประเทศคือ ความมั่นคงในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการต่างประเทศ ซึ่งต้องรักษาสมดุลไม่ให้มิติใดมิติหนึ่งเป็นตัวถ่วง

โดยยืนยันว่าการรีเซ็ตไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายเท่านั้น แต่เป็นการปรับเปลี่ยน วิธีคิด วิธีทำงาน และ วิธีบริหารความร่วมมือ จากทุกภาคส่วน

“เราต้องปรับเปลี่ยนระบบการทำงานทั้งโครงสร้างความเป็นประเทศต่างจากความเป็นบริษัทตรงที่บริษัทส่วนใหญ่อาจมีกำไรเป็นเป้าหมายสูงสุด แต่ประเทศเป้าหมายสูงสุดคือความมั่นคงในหลายมิติไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม การต่างประเทศ ซึ่งต้องรักษาสมดุลให้ได้เพื่อไม่ให้มิติใดมิติหนึ่งตกลงหรือเป็นตัวถ่วงมิติอื่น

การรีเซ็ตประเทศจึงไม่ใช่เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงนโยบายแต่เป็นการเป็นวิธีคิดและวิธีทำงานและวิธีบริหารความร่วมมือซึ่งเราต้องใช้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งรัฐเอกชนและประชาชนที่ต้องปรับตัวและให้ความร่วมมือไปพร้อมๆกัน”

มิติที่ 1 : การรีเซ็ตความมั่นคงและการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

นายอนุทินกล่าวถึงประเด็นแรกด้านความมั่นคง โดยชี้ว่าเศรษฐกิจจะเดินหน้าได้ ประเทศต้องมีความมั่นคงทั้งภายในและภายนอก รัฐบาลกำลังใช้ พลังการทูต การทหาร และพลังทางเศรษฐกิจ ในการแก้ปัญหาความมั่นคงตามแนวชายแดน เพื่อเปลี่ยนความตึงเครียดให้เป็นความร่วมมือและนำสันติภาพกลับคืนมา

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลกำลังจัดการกับปัญหาภัยสังคมจากต่างประเทศที่ไม่เคยมีมาก่อน อาทิ ยาเสพติด, การพนันข้ามชาติ, และการหลอกลวงทางเทคโนโลยี ซึ่งไม่เพียงทำลายชีวิตประชาชน แต่ยังกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศด้วย รัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกันแบบ Unity โดยยึดหลักความยุติธรรม โปร่งใส และไม่เลือกปฏิบัติ นอกจากนี้ ยังเร่งปราบปรามการ ทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงในระบบเศรษฐกิจ

เพื่อยกระดับประเทศสู่มาตรฐานสากล รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อเตรียมความพร้อมในการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา)

มิติที่ 2: การรีเซ็ตเศรษฐกิจและมาตรการกระตุ้นฐานราก

การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในมิติการรีเซ็ตเศรษฐกิจ มุ่งเน้นไปที่เป้าหมายสำคัญ 4 ด้าน คือ การสร้างรายได้, ลดรายจ่าย, ลดหนี้, และ ส่งเสริมภาคเกษตร-SME

ลดค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่าย: รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการลดค่าครองชีพต่าง ๆ รวมถึงลดค่าพลังงานและค่าขนส่ง นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะกิจ “คนละครึ่งพลัส” โดยคาดการณ์ว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงการเติมเงินเข้าในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 20,000ล้านบาท เพื่อเสริมสร้างรายได้และกระจายการใช้จ่ายในวงกว้าง

เกษตรและพลังงานยั่งยืน: รัฐบาลจะเสริมความมั่นคงทางการเกษตรและพลังงานด้วยแนวทาง Smart Farming และสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) โดยเฉพาะ พลังงานแสงอาทิตย์ ในภาคครัวเรือนและเกษตร รวมถึงการบริหารจัดการสินค้าเกษตรเพื่อสร้าง เศรษฐกิจสีเขียว และสอดคล้องกับกติกาใหม่ของโลก

เสริมศักยภาพเอกชนและ SME: รัฐบาลตระหนักถึงแรงกดดันจากสงครามการค้าและความผันผวนของตลาดโลก จึงเร่งเจรจาข้อตกลงภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tax Agreements) พร้อมผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล ด้วยการนำ AI และ Big Data มาปรับใช้ในการผลิต การค้า และบริการ รวมถึงสนับสนุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น Semi-Conductor, Electronic ขั้นสูง, และคลีนเทคโนโลยี เพื่อผลักดันการเติบโต

นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายในมิตินี้ว่า "วันนี้เรามีเศรษฐกิจที่เติบโตช้ากว่าประเทศในภูมิภาคอินโดจีน แต่เชื่อว่าด้วยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดีที่วางมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นพื้นฐาน โครงสร้างการผลิตอุตสาหกรรม เกษตรกรรม สังคมจะเป็นแต้มต่อแต่ตอนนี้เราต้องรีเซ็ตเพื่อโตใหม่”

มิติที่ 3 : การรีเซ็ตสังคมและทุนมนุษย์รองรับสังคมสูงวัย

รัฐบาลได้วางกรอบการเติบโตของเศรษฐกิจโดยคงความเป็นศูนย์กลางทางการค้าและดำรงความเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ซึ่งต้องควบคู่ไปกับการฟื้นฟูศักยภาพของคนไทยทุกคนในภาวะที่ประเทศกำลังเข้าสู่ สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ สวนทางกับอัตราการเกิดใหม่ที่ลดลง

นายอนุทินเน้นย้ำว่า ต้องทำให้ผู้สูงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและ ไม่เป็นตัวถ่วง ของประเทศ โดยการสร้างระบบที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุมีรายได้ มีงานทำ ซึ่งมีการพูดถึงการ ปรับอายุเกษียณราชการ รัฐบาลจะสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพ, การดูแลผู้ป่วยผู้สูงวัย, และการปรับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ

นอกจากนี้ต้องไม่ปล่อยให้ปัญหาเด็กเกิดน้อยกลายเป็นวิกฤต โดยกระทรวงที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันส่งเสริมให้เด็กไทยเกิดและเติบโตอย่างมีคุณภาพ ด้วยการศึกษาที่เท่าทันโลกและโอกาสในการพัฒนาทักษะ

มิติที่ 4 : การรีเซ็ตสิ่งแวดล้อมและดิจิทัลเพื่อความยั่งยืน

การรีเซ็ตสุดท้ายคือการรีเซ็ตสิ่งแวดล้อมและดิจิทัล เพื่อตอบรับการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 อย่างจริงจัง โดยรัฐบาลจะดำเนินการ
จัดตั้ง ตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต ที่ได้มาตรฐานผลักดันพลังงานสะอาดในภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้สินค้าไทยเป็นที่ยอมรับในเวทีโลกและไม่เสียเปรียบทางการค้าโดยออกกฎหมายสำคัญต่าง ๆ เช่น พ.ร.บ. จัดการอากาศสะอาด และ พ.ร.บ. เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตามหลัก SDG (Sustainable Development Goals)

ในส่วนของ ดิจิทัล รัฐบาลจะเร่งสร้าง รัฐบาลดิจิทัล ที่เชื่อมโยงทั้งระบบทั่วประเทศ ผลพลอยได้คือความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ซึ่งจะเป็นผลบวกโดยตรงต่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

นายกรัฐมนตรีสรุปว่า "ไม่มีรัฐบาลไหนที่จะรีเซ็ตได้เพียงลำพัง เราต้องการพลังจากภาครัฐ เอกชน แรงงาน ประชาชน ในทุกภาคส่วน เป้าหมายของประเทศไม่ใช่แค่ประเทศไทยที่ต้องการฟื้นตัว แต่จะเป็นประเทศไทยที่พร้อมเติบโตอย่างยั่งยืนและแซงเพื่อนบ้านให้ได้ เป็นหนึ่งในภูมิภาคให้ได้"

อ่านข่าวอื่น ๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...