“อนุทิน” ประกาศแผน “Reset โครงสร้างประเทศ” ชี้เป็นช่วงเวลาท้าทายที่สุดของไทย
นายกรัฐมนตรีเผยยุทธศาสตร์หลัก "สร้างรายได้ ลดรายจ่าย ลดหนี้" มุ่งแก้ปัญหาความมั่นคง ปราบคอร์รัปชัน และเร่งเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานสากล อัดฉีดเศรษฐกิจฐานรากแสนล้านผ่านโครงการ "คนละครึ่งพลัส" พร้อมวางกรอบโตใหม่หลังเศรษฐกิจโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอินโดจีน
วันที่ 8 ต.ค. 2568 - นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Reset โครงสร้างประเทศ Recover เศรษฐกิจไทย” ในงาน “CEO Econmass Awards 2025” และงานสัมมนาใหญ่เศรษฐกิจไทยประจำปี 2568 จัดโดย สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ณ โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ รางน้ำ โดยยอมรับว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุด จากปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจโลกหลายมิติ ทั้งสงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการปฏิวัติเทคโนโลยี รวมถึงการมาถึงของ AI ซึ่งส่งผลให้ภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
พร้อมกับยืนยันว่า "ปีหน้าจะมีการเลือกตั้งแน่นอนเพราะจะมีการยุบสภา"
นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การปรับตัวช้าจะไม่เพียงแต่ทำให้ประเทศเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ยังเสียอำนาจต่อรองในเวทีโลกด้วย ดังนั้นการ รีเซ็ตโครงสร้างประเทศ จึงเป็นจุดที่ต้องสะท้อนความเป็นจริงเพื่อปรับระบบที่ไม่ตอบโจทย์และวางรากฐานใหม่ โดยเป้าหมายสูงสุดของประเทศคือ ความมั่นคงในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการต่างประเทศ ซึ่งต้องรักษาสมดุลไม่ให้มิติใดมิติหนึ่งเป็นตัวถ่วง
โดยยืนยันว่าการรีเซ็ตไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายเท่านั้น แต่เป็นการปรับเปลี่ยน วิธีคิด วิธีทำงาน และ วิธีบริหารความร่วมมือ จากทุกภาคส่วน
“เราต้องปรับเปลี่ยนระบบการทำงานทั้งโครงสร้างความเป็นประเทศต่างจากความเป็นบริษัทตรงที่บริษัทส่วนใหญ่อาจมีกำไรเป็นเป้าหมายสูงสุด แต่ประเทศเป้าหมายสูงสุดคือความมั่นคงในหลายมิติไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม การต่างประเทศ ซึ่งต้องรักษาสมดุลให้ได้เพื่อไม่ให้มิติใดมิติหนึ่งตกลงหรือเป็นตัวถ่วงมิติอื่น
การรีเซ็ตประเทศจึงไม่ใช่เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงนโยบายแต่เป็นการเป็นวิธีคิดและวิธีทำงานและวิธีบริหารความร่วมมือซึ่งเราต้องใช้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งรัฐเอกชนและประชาชนที่ต้องปรับตัวและให้ความร่วมมือไปพร้อมๆกัน”
มิติที่ 1 : การรีเซ็ตความมั่นคงและการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
นายอนุทินกล่าวถึงประเด็นแรกด้านความมั่นคง โดยชี้ว่าเศรษฐกิจจะเดินหน้าได้ ประเทศต้องมีความมั่นคงทั้งภายในและภายนอก รัฐบาลกำลังใช้ พลังการทูต การทหาร และพลังทางเศรษฐกิจ ในการแก้ปัญหาความมั่นคงตามแนวชายแดน เพื่อเปลี่ยนความตึงเครียดให้เป็นความร่วมมือและนำสันติภาพกลับคืนมา
ในขณะเดียวกัน รัฐบาลกำลังจัดการกับปัญหาภัยสังคมจากต่างประเทศที่ไม่เคยมีมาก่อน อาทิ ยาเสพติด, การพนันข้ามชาติ, และการหลอกลวงทางเทคโนโลยี ซึ่งไม่เพียงทำลายชีวิตประชาชน แต่ยังกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศด้วย รัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกันแบบ Unity โดยยึดหลักความยุติธรรม โปร่งใส และไม่เลือกปฏิบัติ นอกจากนี้ ยังเร่งปราบปรามการ ทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงในระบบเศรษฐกิจ
เพื่อยกระดับประเทศสู่มาตรฐานสากล รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อเตรียมความพร้อมในการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา)
มิติที่ 2: การรีเซ็ตเศรษฐกิจและมาตรการกระตุ้นฐานราก
การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในมิติการรีเซ็ตเศรษฐกิจ มุ่งเน้นไปที่เป้าหมายสำคัญ 4 ด้าน คือ การสร้างรายได้, ลดรายจ่าย, ลดหนี้, และ ส่งเสริมภาคเกษตร-SME
ลดค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่าย: รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการลดค่าครองชีพต่าง ๆ รวมถึงลดค่าพลังงานและค่าขนส่ง นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะกิจ “คนละครึ่งพลัส” โดยคาดการณ์ว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงการเติมเงินเข้าในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 20,000ล้านบาท เพื่อเสริมสร้างรายได้และกระจายการใช้จ่ายในวงกว้าง
เกษตรและพลังงานยั่งยืน: รัฐบาลจะเสริมความมั่นคงทางการเกษตรและพลังงานด้วยแนวทาง Smart Farming และสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) โดยเฉพาะ พลังงานแสงอาทิตย์ ในภาคครัวเรือนและเกษตร รวมถึงการบริหารจัดการสินค้าเกษตรเพื่อสร้าง เศรษฐกิจสีเขียว และสอดคล้องกับกติกาใหม่ของโลก
เสริมศักยภาพเอกชนและ SME: รัฐบาลตระหนักถึงแรงกดดันจากสงครามการค้าและความผันผวนของตลาดโลก จึงเร่งเจรจาข้อตกลงภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tax Agreements) พร้อมผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล ด้วยการนำ AI และ Big Data มาปรับใช้ในการผลิต การค้า และบริการ รวมถึงสนับสนุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น Semi-Conductor, Electronic ขั้นสูง, และคลีนเทคโนโลยี เพื่อผลักดันการเติบโต
นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายในมิตินี้ว่า "วันนี้เรามีเศรษฐกิจที่เติบโตช้ากว่าประเทศในภูมิภาคอินโดจีน แต่เชื่อว่าด้วยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดีที่วางมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นพื้นฐาน โครงสร้างการผลิตอุตสาหกรรม เกษตรกรรม สังคมจะเป็นแต้มต่อแต่ตอนนี้เราต้องรีเซ็ตเพื่อโตใหม่”
มิติที่ 3 : การรีเซ็ตสังคมและทุนมนุษย์รองรับสังคมสูงวัย
รัฐบาลได้วางกรอบการเติบโตของเศรษฐกิจโดยคงความเป็นศูนย์กลางทางการค้าและดำรงความเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ซึ่งต้องควบคู่ไปกับการฟื้นฟูศักยภาพของคนไทยทุกคนในภาวะที่ประเทศกำลังเข้าสู่ สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ สวนทางกับอัตราการเกิดใหม่ที่ลดลง
นายอนุทินเน้นย้ำว่า ต้องทำให้ผู้สูงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและ ไม่เป็นตัวถ่วง ของประเทศ โดยการสร้างระบบที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุมีรายได้ มีงานทำ ซึ่งมีการพูดถึงการ ปรับอายุเกษียณราชการ รัฐบาลจะสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพ, การดูแลผู้ป่วยผู้สูงวัย, และการปรับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ
นอกจากนี้ต้องไม่ปล่อยให้ปัญหาเด็กเกิดน้อยกลายเป็นวิกฤต โดยกระทรวงที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันส่งเสริมให้เด็กไทยเกิดและเติบโตอย่างมีคุณภาพ ด้วยการศึกษาที่เท่าทันโลกและโอกาสในการพัฒนาทักษะ
มิติที่ 4 : การรีเซ็ตสิ่งแวดล้อมและดิจิทัลเพื่อความยั่งยืน
การรีเซ็ตสุดท้ายคือการรีเซ็ตสิ่งแวดล้อมและดิจิทัล เพื่อตอบรับการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 อย่างจริงจัง โดยรัฐบาลจะดำเนินการ
จัดตั้ง ตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต ที่ได้มาตรฐานผลักดันพลังงานสะอาดในภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้สินค้าไทยเป็นที่ยอมรับในเวทีโลกและไม่เสียเปรียบทางการค้าโดยออกกฎหมายสำคัญต่าง ๆ เช่น พ.ร.บ. จัดการอากาศสะอาด และ พ.ร.บ. เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตามหลัก SDG (Sustainable Development Goals)
ในส่วนของ ดิจิทัล รัฐบาลจะเร่งสร้าง รัฐบาลดิจิทัล ที่เชื่อมโยงทั้งระบบทั่วประเทศ ผลพลอยได้คือความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ซึ่งจะเป็นผลบวกโดยตรงต่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
นายกรัฐมนตรีสรุปว่า "ไม่มีรัฐบาลไหนที่จะรีเซ็ตได้เพียงลำพัง เราต้องการพลังจากภาครัฐ เอกชน แรงงาน ประชาชน ในทุกภาคส่วน เป้าหมายของประเทศไม่ใช่แค่ประเทศไทยที่ต้องการฟื้นตัว แต่จะเป็นประเทศไทยที่พร้อมเติบโตอย่างยั่งยืนและแซงเพื่อนบ้านให้ได้ เป็นหนึ่งในภูมิภาคให้ได้"