โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

’ศก.เดนมาร์ก‘ สะเทือน Novo Nordisk หุ้นอุ้มประเทศ ถูกภาษียา 250% ถล่ม

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 09 ส.ค. 2568 เวลา 21.22 น. • เผยแพร่ 10 ส.ค. 2568 เวลา 05.05 น.

บริษัท “โนโว นอร์ดิสค์ เอ/เอส“ (Novo Nordisk A/S) เป็นบริษัทยาชั้นนำของเดนมาร์ก หรือว่าว่าเรียกได้ว่าเป็น หุ้นอุ้ม “ตลาดหุ้นเดนมาร์ก” เพราะมีส่วนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจเดนมาร์ก เติบโตถึง 3.5% ในปีที่ผ่านมา ซึ่งสูงกว่าหลายประเทศในยุโรป และการเติบโตนี้ส่วนหนึ่งมาจากผลประกอบการที่ยอดเยี่ยมของ Novo Nordisk

แต่ทว่าบริษัทกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ จากนโยบายภาษีของประธานาธิบดี “โดนัล ทรัมป์” จากที่ประกาศเก็บภาษียาเพียงเล็กน้อยในตอนแรก ก่อนที่จะขึ้นเป็น 150% และ 250% ในท้ายที่สุด พร้อมกับการรักษาความเป็นผู้นำในตลาดผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักที่มีการแข่งขันสูงในสหรัฐอเมริกา

การเติบโตอย่างรวดเร็วของ Novo Nordisk ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้เกิดความกังวลว่าเศรษฐกิจเดนมาร์กกำลัง “พึ่งพาบริษัทเพียงแห่งเดียวมากเกินไป” และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เกิดความกังวลว่าปัญหาของ Novo Nordisk จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของเดนมาร์กหรือไม่ ทั้งในแง่ของการเลิกจ้างพนักงานจำนวนมาก หรือการเป็นภาระทางเศรษฐกิจของประเทศ

ทำไม Novo Nordisk ถึงเป็นหุ้นอุ้มประเทศ?

Las Olsen หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Danske Bank A/S กล่าวว่า การผลิตยาของ Novo Nordisk ถูกนับรวมอยู่ในผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP เดนมาร์กโดยตรง ดังนั้น การปรับลดความคาดหวังใด ๆ ก็ตามของบริษัท จะส่งผลกระทบต่อตัวเลขการเติบโตของประเทศ "เกือบจะทันที" ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสุขภาพทางการเงินของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของเดนมาร์ก

"ถ้าการเติบโตของบริษัท Novo ลดลง การเติบโตของ GDP เดนมาร์กก็จะลดลงตามไปด้วย"

หากย้อนดูข้อมูลในอดีตที่ผ่านมา จะเห็นผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น ในไตรมาสแรก ยอดขายยาที่ลดลงของ บริษัท Novo ส่งผลให้เศรษฐกิจของเดนมาร์กหดตัวลงเล็กน้อยในไตรมาสแรกที่ผ่านมา และแม้ว่าบริษัท Novo ยังคงเติบโตอยู่ แต่ถ้าเศรษฐกิจโดยรวมของเดนมาร์กหยุดเติบโต ก็หมายความว่าเดนมาร์กจะสิ้นสุดสถานะการเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตสูงสุดในยุโรปทันที

นอกจากนี้ Novo Nordisk มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อ ตลาดแรงงานเดนมาร์ก โดยมีพนักงานโดยตรงในประเทศมากกว่า 30,000 คน ซึ่งหากมีการเลิกจ้างเกิดขึ้นตามที่ CEO คนใหม่ของบริษัทได้กล่าวไว้ ศูนย์กลางการผลิตสำคัญอย่างเมืองคาลุนด์บอร์ก และเมืองแบ็กสแวร์ดจะได้รับผลกระทบโดยตรง

ในช่วงต้นปี 2023 ถึง 2024 การเติบโตของการจ้างงานภาคเอกชนในเดนมาร์กครึ่งหนึ่ง มาจากการขยายตัวของบริษัท Novo Nordisk เพียงแห่งเดียวแบบไม่รวมภาคเกษตรกรรม ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าสุขภาพของบริษัทมีผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อทั้งเศรษฐกิจและการจ้างงานของเดนมาร์ก

และไม่มีที่ใดในเดนมาร์กที่ได้รับประโยชน์จากความมั่งคั่งของ Novo มากเท่ากับเมืองคาลุนด์บอร์กซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตหลักของบริษัท โดยนับตั้งแต่ปี 2011 รายได้จากภาษีนิติบุคคลที่บริษัทจ่ายให้เมืองเพิ่มขึ้นมากกว่าสิบเท่า อัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

รวมทั้ง การขยายโรงงานและจ้างงานอย่างรวดเร็วของ Novo ได้กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยมีธุรกิจ มหาวิทยาลัย และโครงการวิจัยใหม่ ๆ หลั่งไหลเข้ามาในเมือง รวมถึงมีการลงทุนด้านที่อยู่อาศัยและโครงสร้างพื้นฐานอย่างมหาศาล

มูลค่าบริษัทลดฮวบ-หุ้นร่วงหนัก กระทบนักลงทุนเดนมาร์ก

ในสัปดาห์นี้ มูลค่าตลาด Novo Nordisk ลดลงไปเกือบ 1 แสนล้านดอลลาร์ หลังจากที่บริษัทได้ปรับลดคาดการณ์กำไรเป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้ โดยให้เหตุผลเรื่องภาษียา 250% การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นและการมียาเลียนแบบในสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงลงถึง 23% ซึ่งเป็นการลดลงในวันเดียวที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ และราคาหุ้นยังคงปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง

ข่าวร้ายของ Novo Nordisk ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชาวเดนมาร์กในทันที โดยเฉพาะผู้ที่ถือหุ้นของบริษัท ตามการประมาณการของ Sydbank A/S เฉพาะในวันอังคารวันเดียว ชาวเดนมาร์กสูญเสียเงินลงทุนไปประมาณ 5.8 พันล้านดอลลาร์จากพอร์ตการลงทุน

มิคาเอล บัค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสมาคมผู้ถือหุ้นเดนมาร์ก กล่าวว่า "จะมีผู้ถือหุ้นจำนวนมากที่ขาดทุน ซึ่งอาจส่งผลต่อการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และเป็นไปได้ว่านักลงทุนชาวเดนมาร์กบางส่วนอาจชะลอการตัดสินใจซื้อของใหญ่ๆ เช่น รถยนต์คันใหม่ หรือการจองทริปพักผ่อนราคาแพง"

โดมิโนเอฟเฟกต์ 'เศรษฐกิจเดนมาร์ก'

นักเศรษฐศาสตร์ต่างเตือนว่า หากสถานการณ์ของ Novo Nordisk ยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบต่อ “การส่งออก” ของประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในความกังวลหลักของหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินของรัฐบาล โดยก่อนหน้านี้หน่วยงานดังกล่าวได้ปรับลดการคาดการณ์การส่งออกในเดือนพร้อม.ค.มาแล้วหลังจากที่ Novo ออกคำเตือนเกี่ยวกับผลกำไร นอกจากนี้ วิกฤตการณ์นี้ยังอาจส่งผลกระทบต่อ “อัตราดอกเบี้ย” ของประเทศอีกด้วย

โซเรน คริสเตนเซน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Sydbank เตือนว่าไม่ควรกังวลกับสถานการณ์ของ Novo Nordisk จนเกินเหตุ เพราะนักวิเคราะห์ยังคงคาดการณ์ว่ารายได้และกำไรของบริษัทจะยังคงเติบโตไปจนถึงสิ้นทศวรรษนี้ และตราบใดที่ Novo ยังคงมีกำไรเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจของเดนมาร์กก็จะยังได้รับประโยชน์อยู่

คริสเตนเซนเสริมว่า Novo กำลัง "อยู่ในสถานะที่เปราะบางกว่าที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อย และหากสถานการณ์เลวร้ายลง ผลกระทบจะเกิดขึ้นในหลายส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคการผลิตอุตสาหกรรมและการส่งออกของประเทศซึ่งเป็นส่วนที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด"

ที่ผ่านมา ผลผลิตจำนวนมหาศาลของบริษัท Novo Nordisk ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจของเดนมาร์กในหลายด้าน ทั้งดุลบัญชีและค่าเงิน โดยผลิตภัณฑ์จำนวนมากของ Novo ช่วยให้เดนมาร์กมีดุลบัญชีเกินดุล และการส่งออกที่แข็งแกร่งของบริษัทช่วยหนุนให้ค่าเงินโครนเดนมาร์กแข็งค่าขึ้น

อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ของบริษัท Novo ย่ำแย่ลงจนส่งผลกระทบต่อการส่งออกอย่างหนัก เดนมาร์กอาจต้องพิจารณา เปลี่ยนนโยบายและปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแทน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

นอกจากนี้ Las Olsen ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในเดนมาร์กว่า การชะลอตัวของบริษัท Novo Nordisk อาจส่งผลกระทบต่อการระดมทุนในด้านต่าง ๆ ที่สำคัญ เช่นการวิจัยและด้านสังคม

ที่ผ่านมามูลนิธิ Novo Nordisk ได้เพิ่มการสนับสนุนทางการเงินอย่างมหาศาลให้กับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์, การดูแลสุขภาพ และโครงการทางสังคม ซึ่งการระดมทุนเหล่านี้ได้แรงหนุนจากกำไรมหาศาลของยาชื่อดังอย่าง Wegovy ยาลดน้ำหนักและ Ozempic ยารักษาเบาหวา โดยในปัจจุบัน มูลนิธิ Novo Nordisk ให้ทุนสนับสนุนการทำงานและเงินเดือนของนักวิทยาศาสตร์กว่า 9,500 คน ดังนั้น หากบริษัทชะลอตัวลง อาจทำให้การสนับสนุนเหล่านี้ลดลงไปด้วย

เดนมาร์กพึ่งพา Novo Nordisk มากเกินไป

หลายคนกังวลบทบาทที่ใหญ่เกินไปของ Novo Nordisk ในประเทศ ซกึ่งคล้ายกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตอย่างกรณีของ Nokia ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมของฟินแลนด์ ซึ่งในช่วงต้นยุค 2000 การตกต่ำของ Nokia ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงจนฉุดรั้งเศรษฐกิจโดยรวมของฟินแลนด์ให้ซบเซาตามไปด้วย ทำให้หลายฝ่ายหวั่นเกรงว่าเดนมาร์กอาจต้องเผชิญชะตากรรมที่คล้ายกัน

ในปีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีเมตเต้ เฟรเดอริกเซน แห่งเดนมาร์ก ยอมรับว่ารัฐบาลจำเป็นต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงที่เกิดจากการที่บริษัท Novo Nordisk มีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจ พร้อมยืนยันว่าสถานการณ์ของเดนมาร์กแตกต่างจากกรณีของ Nokia ในฟินแลนด์ เนื่องจากเศรษฐกิจของเดนมาร์กไม่ได้พึ่งพาแค่ภาคส่วนยาเพียงอย่างเดียว

เดนมาร์กมีจุดแข็งทางเศรษฐกิจหลายประการที่ช่วยลดความเสี่ยง เพราะแม้ว่า Novo จะเติบโตอย่างมาก แต่มีผลกระทบต่อการจ้างงานและค่าจ้างโดยรวมของประเทศเพียงเล็กน้อย และเดนมาร์กมีแรงงานต่างชาติจำนวนมาก ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของตลาด ทำให้ระบบเศรษฐกิจมีความยืดหยุ่นสูง

โซเรน คริสเตนเซน กล่าวว่า แม้ผลกระทบจากปัญหาของ Novo Nordisk อาจไม่ชัดเจนในภาพรวมระดับประเทศ แต่ในระดับท้องถิ่นจะรู้สึกได้ค่อนข้างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดการผลิตหรือการลงทุนของบริษัทจะส่งผลกระทบไปยังเครือข่ายซัพพลายเออร์และผู้รับเหมาที่พึ่งพา Novo อยู่ ซึ่งจะสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจในพื้นที่นั้น ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

Olsen กล่าวว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความรุ่งเรืองของ Novo นำไปสู่การเติบโตของ GDP, ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น, รายได้ภาษี และบัญชีเดินสะพัดเกินดุล ดังนั้น “หากสถานการณ์เป็นไปในทางตรงกันข้าม ผลกระทบทั้งหมดก็จะกลับด้าน"

นี่เป็นเครื่องยืนยันว่า หาก Novo ประสบปัญหา จะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อทุกภาคส่วนที่เคยได้รับประโยชน์จากการเติบโตของบริษัทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเมืองสำคัญอย่าง คาลุนด์บอร์กที่พึ่งพาบริษัทแห่งนี้อย่างสูง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...