เงินบาทแข็งค่า มีผลต่ออะไรบ้าง โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
The Bangkok Insight
อัพเดต 01 ต.ค. 2568 เวลา 02.27 น. • เผยแพร่ 01 ต.ค. 2568 เวลา 02.27 น. • The Bangkok Insightส่องผลกระทบค่าเงินบาทแข็งค่า อาจกระทบการตัดสินใจซื้อหรือชะลอการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ซื้อชาวจีน
การมีรัฐบาลใหม่ในช่วงที่ประเทศต้องการการขับเคลื่อนจากทั้งภายในประเทศและต่างประเทศแบบนี้ แน่นอนว่าต้องดูเรื่องของนโยบายรวมไปถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและทิศทางของรัฐบาลต่อไป เนื่องจากหลาย ๆ อย่างคงไม่เหมือนเดิม หรือไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกับรัฐบาลก่อนหน้านี้
การแก้ไขเรื่องของค่าเงินบาท ก็ต้องเป็นการดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ต้องเข้าไปแทรกแซงรัฐบาลคงไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก ซึ่งประเทศไทยอย่างไรก็ตามยังคงเหมาะกับค่าเงินบาทที่ไม่แข็งค่าเกินไป อาจจะอยู่ในช่วงเดียวกับตอนต้นปีมากกว่าตอนนี้ และอาจจะต้องดูเรื่องของการเข้ามาของเงินทุนต่างประเทศที่อาจจะมีการไหลเข้ามามากขึ้น
แต่ก็มีบางปัจจัยที่คงไม่สามารถเข้าไปแก้ไขได้ เช่น การที่ประเทศเพื่อนบ้านใช้เงินบาทในการซื้อขายสินค้าในประเทศ แทนการใช้เงินของประเทศตนเอง ก็มีส่วนให้ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าขึ้น เพราะความต้องในตลาดมีมาก
การที่ราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้นก็มีส่วนในการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาท เพราะประเทศไทยมีทุนสำรองที่เป็นทองคำเยอะมากเช่นกัน และมีนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนหรือซื้อทองคำในประเทศไทยมากขึ้น
ดูแล้วทิศทางของค่าเงินบาทยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยคงต้องมีมาตรการชะลอความร้อนแรงเพื่อไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่ามากเกินไปและไม่ให้กระทบกับการส่งออก การท่องเที่ยว และการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศซึ่งเป็น 3 เครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย
รวมไปถึงการเข้ามาซื้อคอนโดมิเนียมของชาวต่างชาติในประเทศไทยด้วยที่อาจจะเกิดความล่าช้าในการตัดสินใจ หรือขอชะลอการโอนกรรมสิทธิ์ หรือการจ่ายเงินออกไปก่อนเพื่อรอค่าเงินให้อ่อนค่าลงมา เพราะเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินหยวนจีนก็แข็งค่าขึ้นมาเช่นกัน
ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาตลอดตั้งแต่ต้นปี 2568 โดยตั้งแต่ต้นปีมาถึงวันที่ 26 ก.ย. 2568 ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลล่าร์ แข็งค่าขึ้นมาแล้วประมาณ 5.79% จากอัตราแลกเปลี่ยนที่ 34.3667 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์ เมื่อวันที่ 2 ม.ค. ลดลงมาเหลือ 32.38 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์ ก่อนหน้านี้เคยแข็งค่าขึ้นไปมากกว่านี้อีก ตอนนี้ลดลงมาแล้ว ซึ่งปัจจัยที่มีผลต่อการแข็งของค่าเงินบาทอาจจะมาจากการที่ดอลล่าร์อ่อนค่าลงด้วยเมื่อเทียบกับเงินสกุลต่างชาติอื่น ๆ
การที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นนั้น มีผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพราะชาวต่างชาติเป็น 1 กลุ่มคนที่ซื้อคอนโดมิเนียมในประเทศไทยมาต่อเนื่อง โดยเฉพาะชาวจีน เพราะค่าเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินหยวนจีนด้วย โดยตั้งต้นปีเป็นต้นมา ค่าเงินบาทไทยเมื่อเทียบกับหยวนจีนแข็งค่าขึ้นมาประมาณ 3.71%
ตัวเลขดังกล่าว อาจจะไม่มาก แต่ถ้าพิจารณากันที่ประมาณ 5 ล้านบาทชาวจีนต้องใช้เงินหยวนถึง 1,097,864 หยวน แต่ถ้าซื้อตอนต้นปี 2568 จะใช้เงินหยวน 1,057,082 หยวน ชาวจีนต้องใช้เงินเพิ่มมา 40,781 หยวนเลยทีเดียว ถ้าคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 185,729 บาทต่อคอนโดมิเนียมราคา 5 ล้านบาท
แน่นอนว่าอาจจะมีผลต่อการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมของชาวจีนที่ครบกำหนดการโอนกรรมสิทธิ์ในช่วงนี้ เพราะพวกเขาต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นในการโอนกรรมสิทธิ์ อาจจะมีการต่อรองขอชะลอการโอนกรรมสิทธิ์ หรือทางผู้ประกอบการถ้าต้องการเงินจากการโอนกรรมสิทธิ์อาจจะมีการจัดส่วนลด หรือโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อเร่งให้เกิดการโอนกรรมสิทธิ์ และเพื่อไม่ให้ชาวจีนคิดมากเกินไปในเรื่องของค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงไป ชาวจีนเป็นกลุ่มลูกค้าของตลาดคอนโดมิเนียมที่ขายให้กับต่างชาติในทุกๆ ปีช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
คอนโดมิเนียมที่โอนกรรมสิทธิ์โดยชาวต่างชาติประมาณ 40 - 50% จะเป็นชาวจีน หรือประมาณ 4 - 6% ของคอนโดมิเนียมทั้งหมดที่โอนกรรมสิทธิ์ในประเทศไทยในแต่ละปี อาจจะไม่มาก แต่ก็เข้ามาทดแทนกำลังซื้อคนไทยที่ลดลงได้
แต่ถ้าชาวจีนหรือต่างชาติอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น เลือกที่จะชะลอการโอนกรรมสิทธิ์ออกไป ผู้ประกอบการอาจจะต้องยอมเสียผลประโยชน์บ้าง เพื่อทำให้เกิดการโอนกรรมสิทธิ์ เพราะอย่างไรก็ตามชาวต่างชาติที่เซ็นสัญญาจะซื้อจะขายคอนโดมิเนียม และผ่อนดาวน์ไปแล้วยังไงก็คงต้องโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมที่ซื้อไปอยู่แล้ว
บทความโดย: สุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟิลด์ ประเทศไทย
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ส่องมาตรการภาคธุรกิจอสังหาฯ เสนอรัฐบาลใหม่ หวังกระตุ้นตลาด
- อพาร์ทเม้นต์ และหอพัก กำลังลดลง
- ทำเลแนวถนนพระราม 4 เปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง โครงการใหม่ผุดพรึ่บ
ติดตามเราได้ที่