ไชยชนก ชิดชอบ เลือดใหม่-บ้านใหญ่ ค่ายสีน้ำเงิน กับภารกิจพาภูมิใจไทยเข้าสู่พื้นที่การเมืองกระแส
The Structure
อัพเดต 16 เม.ย. 2568 เวลา 21.08 น. • เผยแพร่ 16 เม.ย. 2568 เวลา 14.08 น. • The Structureวันนี้คนที่ติดตามการเมืองทุกคน คงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก “นก” ไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และยังเป็นลูกชายของเนวิน ชิดชอบ หลังจากเขาได้สร้างปรากฎการณ์พูดว่าจะไม่มีวันเห็นด้วยกับ “กาสิโน” กลางการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่สนใจว่าจะอยู่ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่
ซึ่งการกระทำครั้งนั้นได้สร้างแรงกระเพื่อมในหลายช่องทาง ทั้งภายในพรรคภูมิใจไทยเองที่อาจมีหลายคนมองว่าเป็นการวางตัวที่ไม่เหมาะสมในฐานะ สส.และเลขาธิการพรรค
รวมถึงพรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำรัฐบาลที่อาจตั้งข้อสงสัยว่า เป็นเกมต่อรองทางการเมืองอะไรของพรรคภูมิใจไทย และครูใหญ่แห่งบุรีรัมย์หรือไม่
ขณะเดียวกันท่าทีของไชยชนก ชิดชอบ ก็เป็นที่ชื่นชอบและถูกใจมวลชนฝั่งอนุรักษ์นิยมและกลุ่มคนที่กำลังคัดค้านกาสิโน อยู่นอกสภาฯ เป็นอย่างมาก ถึงขั้นถูกนำไปเปรียบเทียบกับ สส.และผู้นำพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคเลยทีเดียว
ภายในวันเดียว สื่อทุกสำนักทั่วทั้งประเทศไทยได้รายงานเกี่ยวกับคำพูดของ ไชยชนก ชิดชอบ และทำให้สปอตไลต์จากทั่วทุกสาระทิศส่งมาที่ชื่อของเขา จากที่ก่อนหน้านั้นไม่ค่อยมีใครรู้จักเขาในแวดวงการเมืองสักเท่าไร
—
บังเอิญ ตั้งใจ หรือเป็นกลยุทธ์
—
ทั้งที่หากเราย้อนฟังดูการอภิปรายตัวเต็มจะพบว่า ประโยคเหล่านั้นเป็นเพียงแค่พูดเกริ่นนำก่อนที่เขาตั้งใจจะสื่อว่า ตอนนี้มีเรื่องที่ควรพิจารณามากกว่า พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร หรือแม้แต่ พ.ร.บ.ภาษีบ้านเกิดเมืองนอน ที่พรรคภูมิใจไทยกำลังนำเสนอ
แต่เป็นเรื่องของภัยพิบัติที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่และเศรษฐกิจของคนไทยทั่วประเทศ จึงอยากให้รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและเร่งทำเรื่องนี้ให้เป็นวาระแห่งชาติเท่านั้น
แต่นั่นไม่สำคัญ…เมื่อวันนี้สปอตไลต์ในวงการการเมืองช่วงก่อนปิดสงกรานต์ ถูกส่องไปที่ไชยชนก ชิดชอบหมดแล้ว
หากจะมองว่านี่เป็นการวางกลยุทธ์ในการสร้างตัวตน หรือ แสดงจุดยืนบางประการของนักการเมืองหนุ่มในวัย 35ปี ก็ต้องถือว่า “ไม่ธรรมดา” เลยทีเดียว
—
ก่อนเข้าสู่เส้นทางการเมือง
—
ไชยชนก ชิดชอบ วัย 35ปี ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ เขต 2ในการเลือกตั้งปี 2566และได้รับเลือกเป็นเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 24มีนาคม พ.ศ. 2567แทนศักดิ์สยาม ชิดชอบ ผู้เป็นอา ที่ลาออกจากตำแหน่ง
โดยประวัติก่อนเข้าสู่เส้นทางการเมือง ไชยชนก เดินทางไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษตั้งแต่อายุ 8ปี โดยจบการศึกษาระดับมัธยมที่โรงเรียน Millfield Preparatory School ก่อนจะจบศึกษาด้านการจัดการการเงินระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยในลอนดอน
หลังจากจบการศึกษา ไชยชนกวัย 25ปีได้เดินทางกลับมายังประเทศไทย พร้อมกัสมัครเข้ารับราชการทหารทันที โดยเป็นทหารกองประจำการ สังกัดกองทัพบก ผลัด 1ในปี 2558
หลังพ้นจากทหารกองประจำการแล้ว เขาได้กลับมาช่วยดูแลทีมฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และสนามแข่งรถสนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต บุรีรัมย์ (Chang International Circuit) ในฐานะรองผู้อำนวยการสายงานการตลาดและการสื่อสาร บริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จํากัด ในช่วงระหว่างปี 2562-2564
นอกจากนี้เขายังได้เป็นผู้ก่อตั้งบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อีสปอร์ต และมีส่วนร่วมนำทีมชนะเลิศการแข่งขันอารีนาออฟเวเลอร์ ทั้งโปรลีก 2สมัย และระดับนานาชาติในปี พ.ศ. 2564และเป็นผู้เปิดสนามแข่ง Predator Arena อะคาเดมีสำหรับผู้มีใจรักกีฬาอีสปอร์ตขึ้นที่บุรีรัมย์ด้วย
โดยปัจจุบันจากสถิติปี 2566บุรีรัมย์ติดท็อป 5เศรษฐกิจอีสาน ทั้งที่เป็นจังหวัดไม่มีนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่ก็สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ถึง 108,467ล้านบาทในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปี โดยการผลักดันการท่องเที่ยวเชิงกีฬา และอุตสาหกรรมบริการในพื้นที่ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นหนึ่งในผลงานสำคัญจากบ้านใหญ่ตระกูลชิดชอบ
—
กลุ่มเลือดใหม่แห่งค่ายสีน้ำเงิน
—
เมื่อเข้าสู่เส้นทางการเมือง นอกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคแล้ว ไชยชนก ยังถือเป็นหนึ่งใน 16กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยชุดใหม่ หรือกลุ่มยังเติร์กตามแนวคิด “เจนใหม่-บ้านใหญ่-มีของ” ซึ่งหมายถึงนักการเมืองเลือดใหม่ที่มาจากก็ลูกหลานของบ้านใหญ่ในแต่ละพื้นที่
กลุ่มนักการเมืองวัย 30-45ปีที่มาพร้อมกับวิธีคิดแบบคน Gen Y ที่แม้จะเคารพต่อผู้ใหญ่ แต่ก็มีความกล้าที่จะยืนหยัดแนวคิดของตนและพร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบัน เช่นเดียวกับที่สังคมได้เห็นจาก แบต-ภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2ที่เพิ่งสร้างชื่อจากช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงก่อนหน้านี้
โดยไชยชนกได้ระบุว่า ภูมิใจไทยยุคใหม่ไม่ได้ยึดติดกับฝั่งขวา-ซ้าย หรือป้ายของ “หัวขบวนฝั่งอนุรักษ์นิยม”เพราะภูมิใจไทยนั้นเป็นได้ทั้งอนุรักษนิยมและเสรีนิยม ขึ้นอยู่กับว่าประเด็นทางสังคมนั้นควรมีจุดยืนที่เหมาะสมอย่างไร
จึงเป็นที่น่าสนใจว่า “กลุ่มเลือดใหม่ของค่ายสีน้ำเงิน” จะสามารถฝ่ากระแสของความเบื่อหน่ายของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองและวัฒนธรรมการเมืองเก่าๆ จนหันไปเลือกพรรคสีส้มกันอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งปี 2566ที่ผ่านมาได้อย่างไร
เพราะที่ผ่านมา “การเมืองกระแส” ถือเป็นจุดอ่อนสำคัญที่สุดของพรรคภูมิใจไทย ที่เน้นฐานคะแนนเสียงกับการเมืองในพื้นที่เพียงอย่างเดียว
แต่หากวันใดที่พรรคภูมิใจไทยสามารถสร้างการเมืองกระแส และนำมาประสานกับความแข็งแกร่งของการเมืองบ้านใหญ่ในพื้นที่ได้ พวกเขาจะกลายเป็นพรรคการเมืองที่น่าจับตามองที่อาจขึ้นมาแทนที่พรรคเพื่อไทย ที่นับวันจะยิ่งอ่อนแรงและเสื่อมความนิยมลงเรื่อยๆ จากปัญหาในการบริหารราชการแผ่นดินและพิษเศรษฐกิจที่เจออยู่ในทุกวันนี้