โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โยนีหินหมื่นปีกับระดูศักดิ์สิทธิ์ อำนาจและภาพแทนการเกิดนิรันดร์ ในวัฒนธรรมอินเดียสมัยบรรพกาล

The Momentum

อัพเดต 27 มี.ค. 2568 เวลา 21.01 น. • เผยแพร่ 26 มี.ค. 2568 เวลา 10.00 น. • THE MOMENTUM

ยังคงอยู่ในเดือนมีนาคม และเดือนแห่งวันวันสตรีสากล ผู้เขียนจึงอยากขอหยิบยกเรื่องราวที่น่าสนใจมาต่อยอดจากคราวก่อน โดยจะลงลึดไปถึงพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดหนึ่งของร่างกายผู้หญิงตามความเชื่อของฮินดูอย่าง ‘โยนี’ และ ‘ระดู’

เหตุหนึ่งที่อยากยกเรื่องนี้มาพูดถึงนั้นก็เพราะว่า ระยะหลังมานี้ผู้เขียนสังเกตเห็นคนไทยเริ่มหันไปนับถือเทวีเก่าแก่องค์หนึ่งแห่งรัฐอัสสัม ซึ่งท่านมีรูปปรากฏดั้งเดิมเป็นโยนีธรรมชาติ ถึงขั้นมีการเดินทางไปมูกันถึงเทวาลัยของท่านในเมืองกุวาหติ ประเทศอินเดีย ดังนั้นแล้วเพื่อความเข้าใจที่มากขึ้น จึงขอชักชวนผู้อ่านมาทำความรู้จักความเชื่อเรื่องโยนีในอนุทวีปอินเดียกันอีกสักสัปดาห์

โยนีหินหมื่นปี: สัญญะแห่งเพศหญิงและการให้กำเนิดยุคบรรพกาล

ก่อนจะเข้าเรื่องของเราในวันนี้ ผมเคยพูดอยู่บ่อยครั้งว่า การนับถือผู้หญิงหรือการบูชาสิ่งที่มีลักษณะเกี่ยวพันกับสตรีเพศ เป็นสิ่งที่มีมานานแล้วและยังพบได้ทั่วทั้งโลก เนื่องด้วยความศักดิ์สิทธิ์ในเรื่องของความอุดมสมบูรณ์ (Fertility) เพราะเป็นเพศที่สามารถให้กำเนิดชีวิตและเลี้ยงดูบุตร ตัวอย่างเช่น ในสมัยหินเก่าตอนต้น (Upper Paleolithic) ในยุโรปช่วงประมาณ 3.5-2.5 หมื่นปีมาแล้ว ปรากฏงานศิลปกรรมรูปผู้หญิงที่สำคัญเรียกว่า ‘วีนัส’ มีลักษณะผู้หญิงที่มีหน้าขาและสะโพกใหญ่ ซึ่งมีการสันนิษฐานว่าเป็นรูปคล้ายผู้หญิงท้อง เพื่อสื่อถึงพระแม่ธรณี หรือในประเทศไทยก็มีภาชนะดินเผาที่เรียกว่า ‘หม้อมีนม’ อายุราว 3,800-4,000 ปี จากแหล่งโบราณคดีหนองราชวัตร อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี

ภาชนะดินเผา (หม้อมีนม) จากแหล่งโบราณคดีหนองราชวัตร (ที่มา: กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร)

บาโคเฟน (Bachofen) และลิวอิส เอช. มอร์แกน (Lewis H. Morgan) นักมานุษยวิทยาผู้ศึกษาด้านเพศสภาวะ เสนอว่า ในอดีตสังคมโลกนี้คงปกครองด้วยระบบที่ผู้หญิงมีอำนาจเหนือชายหรือมาตาธิปไตย (Matriarchy) บางสังคมมีการสืบสายทางฝ่ายหญิง และร่องรอยจากนิทานปรัมปราคติที่ผู้หญิงเป็นผู้ปกครองเผ่าพันธุ์ การเคารพบูชาผู้หญิง มีผู้ปกครองเป็นราชินี หรือมีร่องรอยว่ามีการฆ่าเด็กชายแรกเกิด ก็เพื่อแสดงความแข็งแรงของหญิงและความอ่อนแอของชาย

ลักษณะทางชีววิทยาของผู้หญิงมีเพื่อให้กำเนิดชีวิตใหม่ (ความเป็นแม่) เฉกเช่นผืนแผ่นดินหรือผืนน้ำซึ่งมอบชีวิตและอาหารการกิน อีกทั้งระดูของสตรียังเป็นเลือดที่แสดงถึงวัยเจริญพันธุ์ของสตรี สะท้อนถึงความพร้อมให้กำเนิดแรงงาน โดยกรณีของระดูนี้ถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก เพราะเป็นเอกลักษณ์ทางชีวภาพที่เด่นชัดและแตกต่างจากชายอย่างชัดเจน

หลักฐานหนึ่งในอินเดียที่มีอายุเก่าแก่มากคือ ‘ศักติศิลา’ (Shakti Stones) หรือหินบากอร์ (Baghor Stone) โดยย้อนไปเมื่อราวปี 1980 นักโบราณคดีในสังกัดของ เจ. เดสมอนด์ คลาร์ก (J. Desmond Clark) และจี.อาร์. ชาร์มา (G.R. Sharma) ได้พบชิ้นส่วนหินรูปสามเหลี่ยมอายุราว 1.1 หมื่นปีมาแล้ว ณ หมู่บ้านเมเธาลี (Medhauli) ในหุบเขาโสน (Son Valley) รัฐมัธยประเทศ

ศักติศิลาจากหมู่บ้านเมเธาลี รัฐมัธยประเทศ (ที่มาhttps://www.chamundaswamiji.com/baghor-stone-11000-year-old-shakti/)

หินสามเหลี่ยมนั้นแกะสลักลวดลายแล้วเจิมด้วยสีแดง ตั้งอยู่บนลานกลมล้อมรอบเศษหิน อิฐ หรือหินทราย ชาวบ้านในพื้นที่ให้การเคารพบูชาหินสามเหลี่ยมนี้สืบต่อกันในฐานะ ‘หินเจ้าแม่’ ความพิเศษของศักติศิลาก็คือ ลวดลายเรขาคณิตรูปสามเหลี่ยมซ้อนกันบนหินรูปทรงสามเหลี่ยมอีกทีหนึ่ง ซึ่งลายดังกล่าวชักนำจินตนาการของเราให้หวนนึกถึงอวัยวะเพศของผู้หญิงได้อย่างชัดเจน อีกทั้งความลึกลับซับซ้อนของลวดลาย ก็เหมือนความซับซ้อนของช่องคลอดสตรีไม่มีผิดเพี้ยน

หลักฐานชิ้นนี้ถูกตีความว่า เป็นการนับถือสัญลักษณ์ของเพศหญิง ที่แทนด้วยหินสามเหลี่ยม ส่วนวงกลมหินหรือแท่นที่วางนั้นแทนครรภ์มารดาหรือก็คือ ‘มดลูก’ นั่นเอง และด้วยความที่แท่นเปรียบได้กับมดลูกและมีศักติศิลาวางหันออกโชว์รูปลักษณ์ออกเปิดเผย ก็ยิ่งสะท้อนภาพของการเกิดให้เด่นชัดขึ้นไปอีก กล่าวคือด้วยลักษณะการจัดวางเช่นนี้ทำให้นึกถึงท่าคลอดบุตรหรือท่าร่วมเพศ (เหมือนเจ้าแม่ลัชชาเคารี) เพราะหากสตรีไม่อยู่ในท่าทางเช่นนี้ อวัยวะเพศจะไม่เปิดออกให้เห็นองค์ประกอบต่างๆ ได้อย่างชัดเจน

ดังนั้นการก้มลงกราบไหว้เเท่นฐานนี้ก็เหมือนการที่ผู้ศรัทธาหลุดออกมาจากช่องคลอด นี่คือการเน้นย้ำถึงพลังแห่งการสร้างสรรค์ของโยนีได้อย่างน่าสนใจ และเมื่อประกอบกับการกำหนดอายุทางโบราณคดีด้วยแล้ว ศักติศิลานี้จึงเป็นตัวแทนอำนาจของโยนียุคบรรพกาลที่มีลมหายใจครบสมบูรณ์ สะท้อนถึงการนับถือผู้หญิงในฐานะผู้ให้กำเนิด ผู้เป็นแม่ ด้วยระบบสัญลักษณ์ที่สื่อถึงอวัยวะเพศหญิง

‘ระดู’ เลือดศักดิ์สิทธิ์แห่งโยนีที่เกิดเอง

ในมหากาพย์มหาภารตะและอรรถศาสตร์ของเกาลิยะระบุตรงกันว่า ความสำคัญของเลือดระดูของสตรีนั้นคือ ทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์-ลูกหลานสืบเผ่าพันธุ์ ส่วมคัมภีร์ตันตระยุคหลังบางเล่มเชื่อว่า ผู้หญิงจะไม่มีความบริสุทธิ์จนกระทั่งมีประจำเดือน ถึงขนาดว่า อนุญาตให้หญิงมีความสัมพันธ์ทางเพศกับชายอื่นโดยที่สามีจะเอาผิดไม่ได้ หากเธออ้างว่าเพื่อความสมบูรณ์ของระดู

ในพื้นที่ภาคตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย มีเทศกาลหนึ่งที่น่าสนใจคือ อัมบูบาจีเมลา (Ambubachi Mela) เป็นช่วงเวลา 3 วันที่มีน้ำสีแดงไหลในแม่น้ำพรหมบุตร โดยมีความเชื่อกันว่า น้ำสีแดงนั้นมาจาก ‘โยนิปิฐะแห่งกามรูป’ หรือที่รู้จักแพร่หลายในชื่อ ‘เจ้าแม่กามขยาเทวี’ ถือเป็นช่วงเวลาที่เจ้าแม่ทรงมีระดู และน้ำสีแดงที่ไหลออกมานั้นก็คือประจำเดือนของเจ้าแม่ ตลอดช่วงเวลา 3 วันที่เลือดเจ้าแม่ไหลออกมา วัดของพระนางจะปิดเพื่อควบคุมไม่ให้ผู้คนเข้ามาภายในบริเวณวัด เพราะเชื่อว่าพลังของเจ้าแม่นั้นอยู่ในภาวะ ‘ทรงอำนาจ’ หรือพูดแบบศาสนาชายว่า ‘ไม่สมดุล’

แล้วโยนิปิฐะแห่งกามรูปคืออะไร คำตอบคือ ‘สวยัมภูโยนี’ หรือโยนีที่เกิดเองตามธรรมชาติ หากจะพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คงจะเปรียบได้กับหินยายในวัฒนธรรมไทย พระสวยัมภูโยนีนี้ประดิษฐานอยู่ ณ ฝั่งตะวันตกของเนินนิลาจาล (Nilachal) เมืองกุวาหติ (Guwahati) รัฐอัสสัม ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของวัดสำคัญนามว่า ‘กามขยาเทวีมณเฑียร’ ซึ่งเป็นเทวาลัยสำคัญมากแห่งหนึ่งในศาสนาฮินดู นิกายศากตะ

กามขยาเทวีมณเฑียร ในช่วงเทศกาลอัมบูบาจีเมลา (ที่มา: AFP)

พิศวนารายัน ศาสตรี (Biswanarayan Shastri) นักโบราณคดีอินเดีย เชื่อว่า สถานที่แห่งนี้ได้รับการบูชาโดยคนท้องถิ่นตั้งแต่ช่วงก่อนประวัติศาสตร์ เนื่องจากหินนี้เป็นตาน้ำในถ้ำ ผู้คนในช่วงที่ยังหาของป่าล่าสัตว์อาจเคยมาใช้ประโยชน์จากหินนี้ กระทั่งเมื่อศาสนาฮินดูมีอิทธิพลมายังพื้นที่นี้ หินธรรมชาติที่คล้ายกับโยนีจึงกลายเป็นพระสวยัมภูโยนีในที่สุด

ตามตำนานในศาสนาฮินดู (ศิวปุราณะและสกันทปุราณะ เทวีมหาตมยะ) กล่าวว่า ครั้งหนึ่งหลังการตายลงของพระนางสตี ชายาผู้เป็นที่รักยิ่งของพระศิวะ พระองค์ทรงแบกร่างของพระนางเต้นรำอย่างไร้สติไปทั่วจักรวาล พระวิษณุเห็นทีไม่ได้การ หากพระศิวะเป็นเจ้ายังคงเต้นรำเช่นนี้โลกจะถึงการล่มสลาย พระองค์จึงทรงปล่อยจักรของพระองค์ตัดร่างของพระนางสตีเป็นส่วนๆ ตกลงมายังโลกมนุษย์ (โลก=อินเดีย) ชิ้นส่วนต่างๆ ของพระนางกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เรียกว่า ‘ศักติปิฐะ’ โดยพระสวยัมภูโยนีก็เป็นหนึ่งในชิ้นส่วนของร่างกายของพระนางสตี ด้วยความเป็นชิ้นส่วนที่แสดงความเป็นหญิงมากที่สุด พระสวยัมภูโยนีจึงได้รับการนับถืออย่างมากที่สุดในบรรดาศักติปิฐะทั้งหลาย

อย่างไรก็ดีจากตำนานในปุราณะข้างต้นทำให้เราทราบว่า การเข้ามาปฏิสัมพันธ์ของศาสนาฮินดูกับหินยายแห่งเนินนิลาจาลนั้นน่าจะเกิดขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 10 เป็นต้นไป จากตาน้ำธรรมชาติจึงแปรสภาพเป็นอวัยวะศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่แห่งจักรวาลที่ราชวงศ์ฮินดูต่างๆ ในพื้นที่แคว้นกามรูป (บริเวณรัฐอัสสัม) นับถือกันสืบมาเรื่อยๆ จนสุดท้ายในคัมภีร์กาลิกะปุราณะได้ให้พระนามใหม่ว่า กามยเทวี พร้อมด้วยการอธิบายรูปลักษณะทางประติมานวิทยาไว้ว่า เป็นเทวีรูปงามมี 6 พักต์ 12 กร ประทับนั่งลลิตาสนะ (ห้อยพระบาทข้างหนึ่ง) บนปัทมบัลลังก์ (ดอกบัว) ซึ่งยื่นออกมาจากพระนาภีของพระศิวะผู้นอนอยู่บนหลังของราชสีห์

เจ้าแม่กามขยาเทวี (ที่มา: Wikipedia)

การจับพระศิวะนอนมีดอกบัวออกจากสะดือ คือการสลับด้านทางประติมานวิทยาของพระวิษณุบรรทมสินธุ์ที่มีพระพรหมออกมาจากพระนาภี มาสวมแทนด้วยเจ้าแม่และทำให้เจ้าแม่ในฐานะตัวแทนของโยนีศักดิ์สิทธิ์ของจักรวาลประทับนั่งอยู่บนดอกบัวในฐานะผู้สร้าง เพียงแต่ว่าในกรณีนี้เจ้าแม่เกิดขึ้นมาจากพระศิวะ ต่างจากพระวิษณุที่เป็นผู้สร้างดอกบัว ทำให้สัญลักษณ์การสร้างทั้งหมดย้ายมาอยู่ที่เจ้าแม่นั่นเอง

จากหลักฐานทั้งหลายนี้แสดงให้เห็นความลุ่มหลงบางอย่างของมนุษย์ ที่จับเข้ากับสถานที่บนเนินที่รัฐอัสสัมและอวัยวะเพศของตัวเองมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ทำให้ตาน้ำธรรมชาติที่ใช้ประโยชน์ในแง่ต่างๆ กลายร่างเป็นครรภ์ศักดิ์สิทธิ์แห่งจักรวาลในศาสนาฮินดูสมัยหลัง

ความลุ่มหลงของคนต่ออวัยวะเพศนั้น มีพลังยากหยั่งถึงจริงๆ นะครับ

ที่มาข้อมูล

ผาสุข อินทราวุธ. รูปเคารพในศาสนาฮินดู.กรุงเทพฯ: ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2522.

เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว. รายงานการวิจัยเรื่อง ความเชื่อและรูปแบบงานศิลปกรรมพระศรีอุมาเทวีในประเทศไทย.กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต, 2558.

คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง, เทวี: เทวสตรีในอินเดีย.กรุงเทพฯ: สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, 2559.

รัศมี ชูทรงเดช, “ผู้หญิง” จากหลักฐานทางโบราณคดี.กรุงเทพฯ: สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, 2559.

ปรานี วงศ์เทศ, เพศ และ วัฒนธรรม. กรุงเทพฯ: นาตาแฮก, 2559.

Gatwood, Lynn E. Devi and the spouse goddess : women, sexuality, and marriage in India. New Delhi : Manohar, 1985.

Devdutt pattanaik. 7 Secrets of the Goddess from the Hindu trinity series. NewDelhi : Westland ltd, 2016.

Chaitanya Kalbag, (2013). Indo-US archaeology team stumbles upon evidence of prehistoric shakti worship in MP เข้าถึงจาก https://www.indiatoday.in/magazine/heritage/story/19820630-indo-us-archaeology-team-stumbles-upon-evidence-of-prehistoric-shakti-worship-in-madhya-pradesh-771928-2013-10-12?fbclid=IwY2xjawJPRcJleHRuA2FlbQIxMAABHUaY7Q8MxSBFX_eJIs_x6Db5nB9D6J63dtrd2JZjjMDQzGpO0F2O5UJ6gg_aem_TfqemctJBHIGzW5guCUddg

Dilip Chakrabarti, (2016). The archaeology of Hinduism

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...