โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เช็กอีกที! พรรคไหนบ้างที่เคยบอกว่า จะจัดทำ”รัฐธรรมนูญประชาชน” ผ่านการเลือกตั้งสสร.

iLaw

อัพเดต 10 ม.ค. 2568 เวลา 11.12 น. • เผยแพร่ 10 ม.ค. 2568 เวลา 11.12 น. • iLaw

14-15 กุมภาพันธ์ 2568 การเดินทางของรัฐธรรมนูญประชาชนกำลังจะเขยิบขึ้นอีกก้าว เพราะกำลังจะมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อให้มีการเสนอร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ซึ่งจะเปิดทางให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ขึ้นมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นของประชาชน และมีที่มาอันชอบธรรมจากประชาชนจริงๆ

อย่างไรก็ดี การจะผ่านร่างฉบับนี้ได้นั้นไม่ง่าย เพราะต้องอาศัยเสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) รวมกันอย่างน้อย 351 เสียง โดยต้องเป็นเสียงของสว. อย่างน้อย 67 เสียงด้วย ก่อนที่จะถึงวันนั้นลงมติโดยรัฐสภาอยากชวนทุกคนร่วมย้อนความทรงจำด้วยกันว่า มีพรรคการเมืองไหนบ้างที่เคยให้สัญญากับประชาชนทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้งว่า จะให้มีสสร.เพื่อเดินทางสู่รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

เพื่อความเข้าใจง่ายจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักดังต่อไปนี้

กลุ่ม 1: พวกเธอมันแน่! ยืนยันตลอดว่าของมันต้องมี

สำหรับกลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่สส. และคนของพรรคการเมืองพูดถึงเรื่องรัฐธรรมนูญประชาชนและสสร. มาโดยตลอดหรือค่อนข้างมีความชัดเจนสูงว่า จะผลักดันหรือสนับสนุนให้สสร. เกิดขึ้นจริงได้

พรรคเพื่อไทย: แม่ทัพรัฐบาล ประกาศเดินหน้าแต่พ่วงหลายเงื่อนไข

พรรคเพื่อไทยมีแนวทางชัดเจนในเรื่องการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนมาโดยตลอดถือได้ว่า เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของพรรคที่จะต้องดำเนินการให้เกิดขึ้น โดยประกาศไว้ในนโยบายชัดเจนว่า รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนนี้จะต้องมีที่มาจากสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนและต้องมีการลงประชามติรับรองอีกครั้ง โดยในวันปราศรัยครั้งใหญ่ของพรรค เศรษฐา ทวีสินในฐานะแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้ว่า

“เราจะมีรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน เป็นกฎหมายสูงสุดของระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เราจะไม่มีการโค่นล้มรัฐธรรมนูญหรือก่อการรัฐประหารอีกเพราะเป็นเรื่องน่ารังเกียจ มีการบังคับใช้กฎหมายที่ชัดเจนและเป็นธรรม ใครหน้าไหนที่ล้มรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนต้องได้รับโทษอย่างเหมาะสม ถูกตราหน้าว่าเป็นอาชญากรของชาติ”

เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดทนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย

ต่อมาหลังจากการฉีก MOU ของพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกลที่จัดตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ พรรคเพื่อไทยแถลงกับสื่อมวลชนเเพิ่มเติมว่า การผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญและสรร.ต้องกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ ผ่านการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งแรกให้มีการจัดทำประชามติและจัดตั้งสสร.เลือกตั้ง สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วนให้เกิดขึ้น เมื่อรัฐธรรมนูญเสร็จสมบูรณ์ก็จะยุบสภาจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

ถัดมาไม่ถึงเดือนกลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญที่นำรายชื่อเสนอคำถามประชามติหรือ #CONFORALL จำนวน 205,739 รายชื่อเสนอข้อเรียกร้องต่อพรรคเพื่อไทยให้รับคำถามประชามติจากประชาชนเข้าสู่การประชุมครม. ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทยในขณะนั้นให้ความเห็นว่า เรื่องดังกล่าวต้องมีการปรึกษากับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ร่วมด้วย แต่ในมุมของพรรคยังคงต้องผลักดันเรื่องนี้ให้เป็นประเด็นหลัก อีกทั้งในมุมของชูศักดิ์ ศิรินิล ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทยที่มารับหนังสือมองว่า คำถามของภาคประชาชนและมุมของตนมีความใกล้เคียงกันอาจทำให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญสะดวกมากขึ้น

รัฐบาลเพื่อไทยชุดแรกถือกำเนิดขึ้นพร้อมผู้นำรัฐบาลอย่างเศรษฐา ทวีสิน แถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาครั้งแรก โดยกำหนดให้การจัดทำรัฐธรรมนูญประชาชนเป็นวาระเร่งด่วน โดยเร่งหารือในการจัดทำประชามติที่ให้ความสำคัญกับประชาชนทุกภาคส่วนร่วมกันออกแบบกฎกติกาที่ทันสมัย เป็นประชาธิปไตยและเป็นที่ยอมรับของสังคม เน้นการใช้เวทีของรัฐสภาหารือแนวทางการจัดทำรัฐธรรมนูญให้เกิดขึ้น แต่ยังคงเงื่อนไขว่าจะยึดรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและไม่แก้ไขในหมวด 2 พระมหากษัตริย์

แม้ปัจจุบันจะเปลี่ยนเป็นรัฐบาลชุดใหม่ ประเด็นดังกล่าวปรากฏขึ้นในคำแถลงนโยบายของแพทองธาร ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคเพื่อไทยเป็นการยืนยันให้เห็นว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนและสสร.เป็นเรื่องเร่งด่วน โดยเน้นย้ำว่า รัฐธรรมนูญจะต้องสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากลและเคารพพหุวัฒนธรรมด้วย

7 มกราคม 2567 วิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.แบบบัญชีรายชื่อและหัวหน้าวิปฯ รัฐบาล ยื่นเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เข้าสู่ที่ประชุมพรรคเพื่อไทย และวันต่อมาพรรคเพื่อไทยมีมติเห็นชอบให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (สส.) ลงชื่อยื่นเสนอเข้ารัฐสภา สาระสำคัญยังคงเว้นการแก้ไขหมวด 1 และ 2 อย่างแน่นอน

พรรคประชาชน: เสนอมาราธอนมาแล้วหลายชุด

ฝ่ายค้านตัวหลักอย่างพรรคประชาชนพูดเรื่องนี้เอาไว้ชัดเจนมาตั้งแต่สมัยเป็นพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกลจนมาสู่พรรคประชาชน ซึ่งปรากฏอยู่ในนโยบายหลักของพรรคด้วย แนวทางการจัดทำรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนเน้นย้ำว่า ต้องมีการร่างใหม่ให้เกิดรัฐธรรมนูญที่มีที่มาจากประชาชน ผ่าน สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด

สส.ของพรรคประชาชน เคยยื่นเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนและสสร.มาแล้วหลายครั้งผ่านความพยายามหลายรูปแบบ เช่น การเพิ่มหมวด 15/1 (ว่าด้วยการร่างรัฐธรรมนูญใหม่) หรือการแก้มาตรา 256 ให้ซับซ้อนน้อยลงและทำประชามติแค่สองครั้ง ซึ่งข้อเสนอเรื่องรัฐธรรมนูญจากพรรคนี้ยังไม่เคยผ่านการพิจารณาจากรัฐสภา จนกระทั่งเป็นผู้นำในการยื่นเสนอการแก้มาตรา 256 ภายใต้รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร อีกครั้งหนึ่ง

สำหรับพรรคประชาชนในฐานะพรรคฝ่ายค้านระดับเชิงนโยบายอาจไม่ได้เห็นมากเท่าไหร่ นอกจากเสนอเข้ารัฐสภาแล้วยังต้องทำงานทางความคิดกับรัฐสภามากอยู่พอสมควร หลายครั้งที่พรรคเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญจะถูกบรรดา สส. และ สว. หลายคนออกมาแสดงความเห็นคัดค้าน จนพริษฐ์ วัชระสินธุ ในฐานะของโฆษกพรรคออกตัวพร้อมทำความเข้าใจกับทุกฝ่ายอยู่เสมอ

พรรคชาติไทยพัฒนา: เราเอาด้วยแต่ไม่ต้องรีบร้อน

พรรคชาติไทยพัฒนาชูธงเรื่องนี้เอาไว้อย่างชัดเจนเพราะเป็นหนึ่งในนโยบาย WOW Thailand เรื่องที่ 1 ทางพรรคพร้อมผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนโดยให้มาจาก สสร. เป็นคนร่างรัฐธรรมนูญตามแบบฉบับที่รัฐบาลสมัยบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี เคยทำสำเร็จมาแล้วในปี 2539 ก่อนจะได้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540

ต่อมาแนวทางรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนแบบ "บรรหารโมเดล" ก็เริ่มมีเงื่อนไขเพิ่มเข้ามา จากการให้สัมภาษณ์ของวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนาระบุว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญประชาชนนี้จะต้องไม่แตะต้องกับมาตรา 1 บททั่วไป มาตรา 2 พระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญ อีกทั้งไม่ปรับปรุงแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ด้วย ส่วน สสร. ยังคงยืนยันตามเดิมว่าต้องเกิดขึ้น รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนยังไม่ได้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องรีบแก้ไข ยังคงมีปัญหาความเดือดร้อนอื่นที่ประชาชนรอการแก้ไขอยู่

พรรคไทยสร้างไทย: ตอนนั้นตัวเด่น ตอนนี้เดาไม่ถูก

พรรคไทยสร้างไทยมีการเสนอประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญประชาชนและสสร.เลือกตั้งมาตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งปี 2566 ทางพรรคเคยร่วมจัดกิจกรรมเข้าชื่อ 50,000 รายชื่อเพื่อเสนอเข้าสู่รัฐสภาในขณะนั้น ต่อมาเมื่อเข้าสู่สนามเลือกตั้งอย่างเป็นทางการก็ได้นำมาเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่ใช้หาเสียงด้วย ภายใต้เงื่อนไขว่า การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยังคงไม่แตะ "หมวด 1 หมวด 2" ของรัฐธรรมนูญ แต่จนกระทั่งต้นปี 2568 ที่พรรคนี้มีสส. อยู่ในฐานะฝ่ายค้านก็ยังไม่เห็นความเคลื่อนไหวเพิ่มเติม

พรรคประชาชาติ: ไม่ได้เขียนนโยบาย แต่บอกเห็นด้วย

พรรคประชาชาติไม่มีนโยบายออกมาชัดเจนในเรื่องนี้ แต่ได้เคยมีการกล่าวถึงรัฐธรรมนูญในเวทีดีเบตอนาคตประเทศไทย เปิดเวทีภาคใต้ พบแม่ทัพพรรคการเมือง กับนโยบายกินได้ จัดโดยเครือเนชั่นกรุป โดยทวี สอดส่องเลขาธิการพรรคในขณะนั้นกล่าวไว้ว่า พรรคประชาชาติมีนโยบายทำให้รัฐธรรมนูญต้องมีที่มาจากประชาชนเป็นผู้ร่างโดยตรง ซึ่งต่อมาทวีได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และวันมูฮัมหมัด นอร์ มะทา จากพรรคประชาชาติเล่นบทบาทสำคัญเป็นประธานรัฐสภา

พรรคเป็นธรรม: เห็นด้วย แต่ยังไม่มีรายละเอียด

พรรคเป็นธรรม เคยประกาศเป็นนโยบายไว้ก่อนการเลือกตั้งปี 2566 ว่าเห็นด้วยกับแนวทางการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ "ทั้งฉบับ" คล้ายกับพรรคประชาชน แต่ไม่พบรายละเอียดเพิ่มเติม รวมทั้งเรื่อง สสร. ด้วย

กลุ่ม 2: ไม่ใช่นโยบาย แต่ร่วมรัฐบาลแล้วก็เอาก็ได้

สำหรับพรรคการเมืองในกลุ่มนี้เรียกได้ว่า เป็นกลุ่ม "อำนาจเก่า" ที่ได้เป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้งปี 2562 และก่อนการเลือกตั้งในปี 2566 ไม่ได้ให้ความชัดเจนเป็นรูปธรรม ไม่ได้ประกาศไว้เป็นนโยบายหลักของพรรคที่โฆษณาหาเสียงว่าจะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน แต่เมื่อเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยที่มีแนวนโยบายชัดเจนเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนก็จึงแสดงความคิดเห็นทำนองว่า เห็นด้วยให้มีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนและสสร. แต่มีเงื่อนไขประกอบที่แข็งตัวมาก ซึ่งพรรคการเมืองเหล่านี้จะลงมติตามที่เคยพูดไว้หรือไม่ก็เป็นเรื่องที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด

พรรคภูมิใจไทย: เห็นด้วยให้มีสสร. แต่ต้องล็อคหมวด 1 และ 2

พรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีนโยบาย เกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนหรือสสร.มาตั้งแต่แรกเริ่มในช่วงของการหาเสียง แต่พรรคแสดงท่าทีไม่เป็นปฏิปักษ์กับข้อเรียกร้องนี้มาตลอด วันที่ 24 กันยายน 2566 กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และกรรมการบริหารพรรคแถลงกับสื่อมวลชนว่า มติของพรรคภูมิใจไทยเห็นควรว่า จะต้องมีการแก้ไขทั้งฉบับและให้มี สสร. เกิดขึ้นจึงต้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 แต่มีข้อยกเว้นจะต้องไม่แตะต้องหมวด 1 บททั่วไปและหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญ

ด้านอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเคยกล่าวไว้หลังการเลือกตั้งปี 2566 ว่า หากจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อยากให้แก้ไขทั้งฉบับผ่านกระบวนการสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.)

พรรคประชาธิปัตย์: มีจุดยืนให้มีสสร.เลือกตั้ง แต่ไม่ทั้งหมด

พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ประกาศนโยบายเรื่องรัฐธรรมนูญประชาชนและสสร.มาตั้งแต่แรกเริ่ม ทว่า 3 กุมภาพันธ์ 2566 เพจเฟซบุ๊กของพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความว่า ราเมศ รัตนชเวงโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ในสมัยนั้นให้ความเห็นว่า พรรคมีจุดยืนชัดเจนตั้งแต่เริ่มแรกคือให้มี สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จำนวน 200 คนมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนในแต่ละจังหวัดจำนวน 150 คน ส่วนอีก 50 คน จะผสมผสานผู้มีประสบการณ์ เช่น สสร. ที่มาจากการเลือกของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชนสาขารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวน 10 คน ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมืองการบริหารราชการแผ่นดินหรือการร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 10 คน สมาชิกซึ่งรัฐสภาคัดเลือก จำนวน 20 คน และในส่วนของพรรคให้ความสำคัญกับนิสิตนักศึกษาคนรุ่นใหม่ที่จะมีกระบวนการสมัครเพื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเลือกเป็น จำนวน 10 คน เป็นระบบผสมที่จำเป็นจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญบางส่วนในการยกร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญและให้ความสำคัญกับประชาชนที่มีความสนใจในทุกจังหวัดให้มีการเลือกตั้ง สสร แต่ละจังหวัดตามสัดส่วนของจำนวนประชากร

พรรคพลังประชารัฐ: เราเคยเสนอให้มี สสร. ด้วยนะ

สำหรับพรรคพลังประชารัฐนั้นไม่พบข้อมูลว่า ประกาศการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเป็นนโยบายของพรรคทั้งก่อนเลือกตั้งและหลังการเลือกตั้ง แต่สำหรับประเด็นของ สสร. หลังการเลือกตั้งปี 2562 ในฐานะแกนนำฝ่ายรัฐบาล สส. ของพรรคพลังประชารัฐเคยเสนอร่างเข้าสู่รัฐสภาในช่วงปี 2563 ร่วมกับพรรคการเมืองอื่นๆ สาระสำคัญ คือ ให้มีสสร. ที่ใช้ระบบเลือกตั้งและสรรหาผสมกัน สัดส่วนคือ 150:50 ซึ่งร่างฉบับนี้ผ่านการพิจารณาในวาระแรก แต่ในวาระที่สามสส. ของพรรคพลังประชารัฐเองเปลี่ยนใจไม่สนับสนุนต่อ หลังจากนั้นพรรคนี้ก็ไม่ได้แสดงท่าทีต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีก

พรรครวมไทยสร้างชาติ: จะแก้ก็ได้ แต่มีเงื่อนไข

พรรครวมไทยสร้างชาติไร้วี่แววของการหาเสียงรัฐธรรมนูญประชาชนมาตั้งแต่ต้น ซึ่งหากมองพรรคการเมืองนี้เป็นพรรคการเมืองที่นำโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ย่อมต้องมีท่าทีปกป้องรัฐธรรมนูญที่จัดทำมาเพื่อการสืบทอดอำนาจให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติอยู่แล้ว

อย่างไรก็ดีเมื่อพรรครวมไทยสร้างชาติได้เข้ามาร่วมเป็นรัฐบาล จากบทสัมภาษณ์ของเอกนัฐ พร้อมพันธุ์เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ ของ 101.World เมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 เคยกล่าวไว้ว่า รัฐธรรมนูญ 2560 ความเห็นส่วนตัวควรมีการแก้ไขอยู่บางประเด็นตามที่ใครหลายคนมองว่าเป็นปัญหา คำถามสำคัญคือปัญหาอยู่ที่ส่วนไหนและควรมีการแก้ไขกันอย่างไรมากกว่า ไม่ได้บอกว่าจะร่างใหม่ทั้งหมด

หลังมีข่าวว่า ข้อเสนอให้เลือกตั้งสสร. ของพรรคประชาชนเข้าสู่การพิจารณา ธนกร วังบุญคงชนะ สส. แบบบัญชีรายชื่อ ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่เห็นด้วยกับรายละเอียดตามร่างที่เสนอมา ขณะเดียวกันในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ย้ำจุดยืนเดิมชัดเจนมาตลอดว่า แก้รัฐธรรมนูญได้ แต่ต้องไม่แตะหมวด 1 และ 2 ซึ่งลักษณะนี้เป็นการแสดงจุดยืนส่วนตัวว่า "ไม่เห็นด้วย" แต่ก็มีความเกรงใจในฐานะที่เป็นนโยบายของรัฐบาลนี้

7 มกราคม 2567 อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติแถลงผลการประชุมของพรรครวมไทยสร้างชาติว่า มติของพรรคเห็นชอบให้สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้แต่มีเงื่อนไขอยู่ด้วยกัน 3 ประการได้แก่

  • ต้องเคารพคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด

  • ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

  • ต้องไม่แตะหรือแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญอย่างเด็ดขาด

กลุ่ม 3: จะชัดเจนกันกี่โมง?

กลุ่มสุดท้ายนี้ เรียกได้ว่า เป็นพรรคการเมืองที่มีสส. จำนวนไม่มาก และยังไม่มีความชัดเจนเรื่องจุดยืนต่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน โดยไม่พบในการประกาศนโยบายก่อนการเลือกตั้ง และยังไม่พบการเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองเหล่านี้ในช่วงที่กำลังจะถกเถียงกันในสภายกใหม่ แม้ว่าคนจากพรรคการเมืองจะเคยตอบคำถามถึงเรื่องนี้อยู่บ้างก็ตามที

พรรคชาติพัฒนา (ชาติพัฒนากล้า) : จะมีแหละ แต่จะพรรคจะเอายังไงอีกเรื่องหนึ่ง

พรรคชาติพัฒนาในช่วงของการเลือกตั้งปี 2566 ลงสมัครในนามพรรคชาติพัฒนากล้า ไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องของรัฐธรรมนูญประชาชนและสสร. ในการหาเสียง แต่มีคำให้สัมภาษณ์ของกรณ์ จาติกวนิช อดีตหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้าในบทความ “ผมอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง” ของ The 101.World ว่า พรรคชาติพัฒนากล้ามองในอนาคตจะมีสสร.มาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อให้ประชาชนรู้สึกมีความเป็นเจ้าของเหมือนกับรัฐธรรมนูญ 2540 แต่ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดในเรื่องของการจะสนับสนุนทั้งสองประเด็น

พรรคเสรีรวมไทย: พูดถึงอยู่ แต่ไม่พูดต่อ

พรรคเสรีรวมไทยยังไม่มีทีท่าที่ชัดเจนทั้งต่อเรื่องรัฐธรรมนูญประชาชนหรือสสร.ตั้งแต่สมัยหาเสียงเลือกตั้ง มีเพียงคำให้สัมภาษณ์ของ รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร ประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนนโยบายพรรคเสรีรวมไทยในขณะนั้นเคยมีการพูดถึงเรื่อง สสร. อยู่บ้างแต่ใจความสำคัญยังคงมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ตัดอำนาจสมาชิกวุฒิสภา(สว.) เลือกนายกรัฐมนตรี หลังการเลือกตั้งในปี 2566 พรรคเสรีรวมไทยได้สส. เพียงคนเดียวและรศ.สมชัย ไม่ได้รับเลือกเป็นสส.

สำหรับพรรคไทรวมพลัง พรรคประชาธิปไตยใหม่และพรรคน้องใหม่อย่างกล้าธรรมยังคงไร้ความชัดเจนทั้งประเด็นรัฐธรรมนูญประชาชนและสสร.

จากข้อมูลทั้งหมดพบว่า เกือบทุกพรรคการเมืองมีความคิดเห็นต่อเรื่องรัฐธรรมนูญประชาชนและสสร.ไปในทิศทางเดียวกันแทบทั้งหมด ไม่มีพรรคการเมืองไหนกล้าปฏิเสธว่ารัฐธรรมนูญไม่ควรมาจากประชาชน หรือควรจะอยู่กับรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 ตลอดไป เพียงแต่ "ท่าที" การวางจังหวะทางการเมือง และการตั้งเงื่อนไขต่อเรื่องการมีสสร. นั้นแตกต่างกันมาก ซึ่งอาจส่งผลโดยตรงต่อการลงมติรับหรือไม่รับหลักการในร่างฉบับที่แตกต่างกัน

หากสส. ของพรรคการเมืองต่างๆ ที่เคยประกาศไว้ทั้งก่อนการเลือกตั้ง และการแถลงจุดยืนของพรรค ลงมติตามที่ประกาศไว้จริงๆ ทุกคน ก็เท่ากับเสียงข้างมากเกือบทั้งหมดของสภาผู้แทนราษฎรพร้อมที่จะให้มีสสร.จากการเลือกตั้ง และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

แต่หนทางข้างหน้า ไม่ได้พึ่งพาเเค่เสียงของ สส. เพียงอย่างเดียว หลังจากนี้ก็ต้องจับตากับ สว. ว่า พวกเขาจะลงมติตามความเห็นของ สส. หรือไม่ หรือจะกล้าลงมติ "ขวาง" ความเห็นของตัวแทนที่ประชาชนเลือกตั้งมา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...