โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘ประทีป สันติวัฒนา’ รุ่น3 กลุ่มน้ำมันรำข้าวคิง มุ่งสู่ธุรกิจไฮแวลู สุขภาพ-เครื่องสำอาง

The Better

อัพเดต 15 พ.ย. 2567 เวลา 07.08 น. • เผยแพร่ 14 พ.ย. 2567 เวลา 14.42 น. • THE BETTER
กลุ่มน้ำมันรำข้าวคิง ภายใต้ผู้บริหารเจนฯ3 ‘ประทีป สันติวัฒนา’ ด้วยวิสัยทัศน์ จะไม่เก่งแค่น้ำมันพืชรำข้าว แต่มุ่งสู่ยั่งยืนด้วยธุรกิจมูลค่าสูงนวัตกรรมเพื่อสุขภาพ ยา และเครื่องสำอางพารายได้สู่หมื่นล.บาท

หลัง ‘ประทีป สันติวัฒนา’ เข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) กลุ่มน้ำมันรำข้าวคิงในฐานะผู้บริหารรุ่น3 พร้อมพาองค์กรมุ่งสู่ปีที่ 48 ด้วยวิสัยทัศน์เข้าสู่ยุคแห่งการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยจะใช้ความเชี่ยวชาญด้านวัตถุดิบรำข้าวนานร่วม 4 ทศวรรษ มาต่อยอดพร้อมพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกมาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง

จากแนวคิดดังกล่าว ‘ประทีป’ บอกว่า จะต้องวางเส้นทางการทำตลาดให้สอดคล้องกับธุรกิจในปัจจุบันที่ดำเนินการอยู่ ให้ไปพร้อมกับกลุ่มธุรกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่ม (High Value Business) ขององค์กรในอนาคต

ประทีป กล่าว “ปัจจุบันบริษัทฯ มีทีมวิจัยและพัฒนา (R&D) ผลิตภัณฑ์กว่า 30 คน เพื่อศึกษาสินค้าใหม่ๆ ที่น่าสนใจในการทำตลาดแต่ทั้งนี้จะต้องไม่ไปทับซ้อนกับสินค้าที่ซัพพลายเออร์ หรือ คู่ค้าของบริษัทฯ ทำตลาดอยู่แล้ว” พร้อมเสริมว่า “ขณะนี้ยังได้พัฒนาและทำสินค้าเพื่อสุขภาพ อย่าง เครื่องดื่มรำข้าวไรซ์ลี่ ออกมาทำตลาดซึ่งเป็นสินค้าที่ยังไม่มีใครทำมาก่อน แม้ว่าในช่วงแรกจะไม่ได้สร้างยอดขายได้แบบก้าวกระโดด แต่คาดว่าจะทำให้มีรายได้ใหม่เพิ่มเข้ามาราว 300 ล้านบาทในปี 2573”

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ศึกษาพร้อมพัฒนานวัตกรรมสินค้าใหม่ ๆ ที่ได้จากวัตถุดิบรำข้าวเพิ่มเพื่อทำตลาดในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง อาทิ Rice Bran Wax แว็กซ์จากการสกัดน้ำมันรำข้าว ซึ่งยังสามารถนำไปใช้ได้ในหลากหลายอุตสาหกรรม อีกด้วย รวมไปถึงการต่อยอดธุรกิจในผลิตยา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลุ่มสินค้าที่บริษัทฯ ให้ความสนใจ ซึ่งในแต่ละปีจะมีสินค้า ราว 1-2 รายการ(Item)ใหม่ออกสู่ตลาดนับจากนี้ไป

ลงทุน 1.5 พันล.เสริมแกร่งไลน์ผลิต

ประทีป กล่าวว่า จากแนวทางดังกล่าว จะยังสอดคล้องกับแผนดำเนินงานของบริษัทฯ โดยเตรียมใช่งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานใหม่แห่งที่ 3 ในจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการบริหารจัดการวัตถุดิบพร้อมแผนการลงทุนพัฒนาเครื่องจักรให้กลุ่มน้ำมันรำข้าวคิงให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น คาดจะแล้วเสร็จและพร้อมที่จะเดินหน้าผลิตได้ในช่วงปลายปี 2568

จากปัจจุบันบริษัทฯ มีโรงงาน 3 แห่งตั้งอยู่ที่ จังหวัด สมุทรปราการ , อยุธยา และ นคราชสีมา มีกำลังการผลิตรวมกว่า 1,550 ตันรำข้าวต่อวัน สามารถผลิตน้ำมันรำข้าวดิบได้มากถึง 88,000 ตันต่อปี และโรงกลั่นมีกำลังการผลิตรวมอยู่ที่ประมาณ 350 ตันน้ำมันดิบต่อวัน สามารถผลิตน้ำมันสำเร็จรูปได้มากถึง 60,000 ตันต่อปี

โดยนำมาบรรจุขวดเพื่อทำตลาดสินค้าครอบคลุมทุกความต้องการผู้บริโภค ได้แก่ น้ำมันรำข้าวคิง โอรีซานอล 8,000 ppm, น้ำมันรำข้าวคิง โอรีซานอล 12,000 ppm, และน้ำมันรำข้าวไรซ์ลี่ โอรีซานอล 15,000 ppm รวมถึงผลิตภัณฑ์น้ำมันกลุ่มดูแลสุขภาพ อาทิ ซอร์ตเทนนิ่งน้ำมันรำข้าวคิง ครีมเทียมน้ำมันรำข้าวไรซ์ลี่ และสินค้าใหม่เครื่องดื่มรำข้าวไรซ์ลี่ เป็นต้น

ขณะที่ ปัจจุบัน ตลาดน้ำมันพืชในประเทศไทย คาดมีมูลค่ารวมประมาณ 25,000-26,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็นกลุ่มน้ำมันปาล์ม ราว 70 % กลุ่มน้ำมันถั่วเหลือง 20% กลุ่มน้ำมันรำข้าว สัดส่วน 4-5% และที่เหลือราว 5% จะเป็นกลุ่มน้ำมันพืชอื่นๆ

ประทีป เสริมว่า จากสัดส่วนดังกล่าวของตลาดน้ำมันรำข้าว ซึ่งมีมูลค่าอยู่ราว 1,100 ล้านบาท และเติบโตต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 10% นับจากสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ที่ผ่านมา หนึ่งในปัจจัยหลักที่ผลักดันให้มีผู้เล่นเข้ามาในตลาดน้ำมันรำข้าวรวมไม่ต่ำกว่า 18 แบรนด์ในปัจจุบัน จาก่อนหน้ามีเพียง 4 รายเท่านั้น ซึ่ง ‘คิง’ จะต้องเร่งทำตลาดเพื่อรักษาผู้นำตลาดอันดับ 1 ด้วยครองส่วนแบ่งกว่า 85%

“ด้วยสินค้าในตลาดที่มีอยู่มากถึง 18 แบรนด์ ซึ่งจะต้องแข่งขันกันด้วยคุณประโยชน์ด้านสุขภาพซึ่งสินค้าน้ำมันรำข้าวในไทยถือเป็นสินค้าระดับพรีเมียม เมื่อเทียบกับราคาน้ำมันปาล์มต่อลิตรเฉลี่ย 40 บาทต่อขวด ส่วนน้ำมันรำข้าวอยู่ที่ 60-70 บาทต่อขวดแต่หากมีการจัดโปรโมชั่นสินค้าจะมีราคาลดลงมาเพื่อให้แข่งขันได้” ประทีป กล่าวพร้อมเสริมว่า “บริษัทฯ ยังจะเร่งสื่อสารการตลาดผลิตภัณฑ์ในด้านต่างๆ เพื่อให้ความรู้ด้านคุณประโยชน์น้ำมันรำข้าวคิงอย่างต่อเนื่อง ในกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจดูแลสุขภาพ”

ประทีป กล่าวว่า ในด้านการการเติบโตหลักของลุ่มน้ำมันรำข้าวคิง มาจากกลุ่มธุรกิจสินค้าเดิมที่มีอยู่ โดยเฉพาะในส่วนของน้ำมันรำข้าวคิง ที่มีสัดส่วนรายได้ที่ 35% ของบริษัทฯ แบ่งเป็นตลาดในประเทศ 64% และส่งออก 36% ซึ่งอยู่ระหว่างการขยายการทำตลาดสินค้าใหม่อย่างเพิ่มเติมในอนาคต เช่น น้ำมันสลัดหรือ Infused oil ที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศ

ส่วนรายได้อีก 65% มาจากธุรกิจอาหารสัตว์ ซึ่งที่ผ่านมามีการจำหน่ายรำสกัดน้ำมันคุณภาพสูงให้กับตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยรำสกัดของคิงนั้นมีคุณภาพที่ดีมาก สามารถนำไปใช้ในธุรกิจการทำยาให้กับสัตว์ได้ ซึ่งในอนาคตก็จะมีการศึกษาในการพัฒนาธุรกิจตรงนี้ต่อไปในอนาคต ด้วย

จากแนวทางดังกล่าวตามที่ ‘ประทีป’ วางไว้เพื่อรองรับการเติบโตของกลุ่มน้ำมันรำข้าวคิง ที่จะมีรายได้เติบโตถึงในระดับ 10,000 ล้านบาทได้ในอีก 6 ปีหน้า หรือในปี 2573

โดยในปี 2567 คาดจะมีรายได้รวมไม่ต่ำกว่า 8,300 ล้านบาท แบ่งสัดส่วนออกเป็นกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ไม่ใช่น้ำมัน (รวมอาหารสัตว์) ราว 60-65% และ กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร(รวมน้ำมันรำข้าว) ราว 35-40%

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...