โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

Business Today Thai Politics 6 ธันวาคม 2567

Businesstoday

อัพเดต 06 ธ.ค. 2567 เวลา 17.08 น. • เผยแพร่ 06 ธ.ค. 2567 เวลา 10.08 น. • Businesstoday

‘แพทองธาร’ ยันรัฐบาลไม่มีแผนขึ้นแวตเป็น 15%

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องหารือในกรณีที่มีข่าวว่า รัฐบาลจะขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มหรือVAT เป็น15% ซึ่งประกอบไปด้วยนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมกับคณะที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี

โดยได้ข้อสรุปดังนี้ นายกรัฐมนตรียืนยันว่า 1. ไม่มีการปรับภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT เป็น 15% 2. กระทรวงการคลังซึ่งกำลังศึกษาการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทย ซึ่งต้องมองทั้งระบบให้ครบทุกมิติและเป็นธรรม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 3. ที่ผ่านมาแต่ละประเทศในโลกหากจะมีการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศอื่นๆนั้นต้องใช้เวลาศึกษาและปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปบางประเทศใช้เวลาปรับเปลี่ยนกว่า 10 ปี และ 4. นโยบายหลักของรัฐบาลคือ การลดรายจ่ายของประชาชน เพิ่มรายได้ขยายโอกาส และลดรายจ่ายภาครัฐ และเพิ่มประสิทธิภาพของภาครัฐ ควบคู่กันไป กับการหาโอกาสจากการสร้างรายได้ใหม่ๆให้ประชาชน ทั้งหมดนี้ เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชนคนไทย

“ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจค่ะว่า การทำงานของรัฐบาล เราดำเนินการด้วยความรัดกุม รับฟังทุกภาคส่วน และยึดประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้ง เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยของเราทุกคนค่ะ” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นายกฯสั่งเตรียมพร้อมรับลูกเรือประมงไทยจากเมียนมา

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยเมื่อเวลา 11:00 น. ว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้รับรายงานว่า ในส่วนของประเทศไทยได้เตรียมพร้อมในการรอรับ 4 คนไทยที่จะข้ามกลับมา ที่จังหวัดระนอง ซึ่งจากการรายงานจากส่วนหน้าพื้นที่จังหวัดระนองแจ้งว่า คาดว่าจะเป็นช่วงบ่ายวันนี้ที่จะส่งคนไทยมายังจังหวัดระนอง บริเวณ ท่าเรือประภาคาร ขณะนี้ อยู่ระหว่างการทำรายละเอียดของคณะกรรมการส่วนชายแดนท้องถิ่นหรือ TBC ของทั้งสองประเทศอยู่

กระทรวงสาธารณสุขได้ รายงานว่าได้เตรียมความพร้อมไว้คือ แผนการดูแลเยียวยาจิตใจผู้ได้รับผลกระทบทั้ง 4 คนและครอบครัวโดยทีมสุขภาพจิตของ รพ.ระนอง และมีทีมแพทย์ประกอบด้วย นายแพทย์นรเทพ อัศวพัชระ นายแพทย์ สสจ.ระนอง นายแพทย์นิคม มะลิทอง ผู้อำนวยการ รพ.ระนอง รองแพทย์ รพ.ระนอง จิตแพทย์ แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน พยาบาลจิตเวช พยาบาลหน่วยปฐมพยาบาล ทีมเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ รพ.ระนอง

ทีมกรมสุขภาพจิต นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ได้สั่งทีมสุขภาพจิตเตรียมข้อมูลพื้นฐานของทั้ง 4 ครอบครัว และได้เตรียมพร้อมให้การประเมินและดูแลทั้ง 4 ครอบครัวเมื่อเดินทางมาถึง โดยรพ.ระนอง จะนำรถพยาบาลไปรับทั้ง 4 คนและนำมาที่ รพ.ระนอง เพื่อตรวจร่างกายและประเมินสุขภาพจิต เบื้องต้นก่อน

จากนั้นจะประเมินปัญหาเรื่อง การตอบสนองของจิตใจต่อความเครียดรุนแรง (reaction to severe stress) เพื่อป้องกันโรคเครียดภายหลังเผชิญเหตุการณ์รุนแรง หรือ โรค PTSD ระยะยาว พร้อมทั้ง วางแผนการดูแลปัญหาโรค PTSD ในครอบครัว โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก นอกจากนี้กระทรวงสาธารณสุขจะช่วยวางแผนด้านอาชีพและเศรษฐกิจให้กับครอบครัวรวมทั้ง

การเชื่อมโยงในการวางแผนและลงพื้นที่ ทั้ง MCATT ในพื้นที่ระนอง และหน่วยงานของกรมสุขภาพจิตของ กระทรวงโดยรพ.ระนอง ได้จัดทีมจิตแพทย์และหอผู้ป่วย หากมีความจำเป็นต้องแอดมิด ก็สามารถแอดมิดได้ที่ รพ.ระนอง หรือรพ.สวนสราญรมย์
ขณะนี้ทราบกำหนดการเบื้องต้นแล้วว่า คณะลูกเรือทั้ง 4 ท่าน จะออกเดินทางจากเกาะสอง เวลา 12.30 น.โดยสารทางเรือสปีดโบ๊ท ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ถึงฝั่งระนอง ที่ท่าเรือประภาคาร ซึ่งทางทีมแพทย์สาธารณสุขพร้อมสำหรับการรับตัวคณะลูกเรือทันที่เดินทางทาถึง

“ภูมิธรรม” รับ JTC ยังไม่คืบ ลั่นเกาะกูดเป็นของไทย

วันที่ 6 ธันวาคม 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค (เจทีซี) ว่า ยังไม่คืบหน้า อยู่ระหว่างหารือ เป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ ยังไม่ได้แจ้งว่าจะเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันไหน

เมื่อถามถึงกระแสข่าวจากสื่อกัมพูชา ระบุว่า ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา บอกเกาะกูดยังไม่ตกลงว่าเป็นของใคร ต้องรอเจรจา นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่ทราบว่า ฮุน มาเนต พูดอย่างไร แต่ยืนยันชัดเจนว่าเกาะกูดเป็นของไทย ตอนที่คุยกันไม่ได้มีปัญหาเรื่องนี้ และตนเองไม่ได้คุยกับฮุน มาเนต

ส่วนตัวมองว่าเราเป็นรัฐบาลต้องดูข้อเท็จจริงที่ชัดเจนก่อนค่อยออกความเห็น เพราะเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเป็นการเมืองระหว่างประเทศ ถ้าเพียงแค่ฟัง และได้รับทราบมาแล้วมีท่าทีออกไปเลยคงไม่เหมาะสำหรับการเมืองระหว่างประเทศ

“พีระพันธุ์” ลุยพื้นที่น้ำท่วม เร่งเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย สงขลา – พัทลุง

วันนี้ ( 6 ธันวาคม 2567) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพร้อมคณะเดินทางลงพื้นที่ จังหวัดสงขลาและจังหวัดพัทลุง เพื่อตรวจติดตามสถานการณ์และช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย

โดยได้เดินทางไปยัง คลองระบายน้ำที่ 1 คลองภูมินาถดำริ (สะพานคลอง ร.1) ตำบลท่าช้าง อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา จากนั้นได้เดินทางต่อไปยัง ศาลากลางจังหวัดสงขลา เป็นประธานการประชุม ติดตามสถานการณ์และช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย และกำกับติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาคพื้นที่เขตตรวจราชการที่ 5

ในช่วงบ่ายวันนี้ ยังได้ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดพัทลุง ที่หอประชุมโรงเรียนพนางตุง ตำบลพนางตุง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง พร้อมทั้งตรวจเยี่ยม ให้กำลังใจและมอบสิ่งของให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลพนางตุง ตำบลทะเลน้อย และ ตำบลมะกอกเหนือ จากนั้น จึงเดินต่อไปยังพื้นที่ประสบอุทกภัย (น้ำทะเลหนุน) ที่ทะเลน้อย อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เพื่อตรวจติดตามสถานการณ์น้ำทะเลหนุน และโครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขององค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง

“การเดินทางไปตรวจราชการครั้งนี้เพื่อติดตามสถานการณ์และติดตามการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างเร่งด่วน ขอยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมข่วยเหลือ ฟิ้นฟู เยียวยาให้พี่น้องประชาชนผู้ประสบอุทกภัยอย่างเต็มที่ ” นายพีระพันธุ์ กล่าว

สำหรับสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดพัทลุง ตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2567 – มีพื้นที่ประสบอุทกภัยจำนวนทั้งหมด 11 อำเภอ 64 ตำบล 613 หมู่บ้าน 1 เทศบาล (10 ชุมชน)มีผู้ประสบภัยได้รับความเดือดร้อน จำนวน 304,178 คน 117,713 ครัวเรือน ซึ่งในวันนี้ยังมีพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมเหลืออยู่เพียง 5 อำเภอ 16 ตำบล 61 หมู่บ้าน ซึ่งทุกภาคส่วนในพื้นที่จังหวัดพัทลุงได้ร่วมกันลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนในจังหวัดพัทลุงอย่างต่อเนื่องแล้ว

“เอกนัฏ” สั่งล้างบางเหล็กเส้นไร้คุณภาพ ยึดของกลางกว่า 200 ล้าน

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกะทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีการนำเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต และเหล็กข้ออ้อย ที่ไม่ได้มาตรฐานมาจำหน่ายในท้องตลาด จึงได้ส่งชุดตรวจการณ์สุดซอย กระทรวงอุตสาหกรรม นำโดย นางสาว ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงาน รมว.อุตสาหกรรม, นายเอกนิติ รมยานนท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม, นายนนทิชัย ลิขิตาภรณ์

ผู้อำนวยการกองตรวจการมาตรฐาน 1 สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และเจ้าหน้าที่ สมอ. เข้าตรวจสอบ บริษัทแห่งหนึ่งใน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ที่ได้ขยายผลมาจากโฆษณาขายเหล็กเส้นบนแพลตฟอร์มออนไลน์ในราคาถูกกว่าความเป็นจริง ซึ่งก็พบว่ามีการผลิตเหล็กเส้นที่ไม่ได้มาตรฐานตามข้อร้องเรียน

“เจ้าหน้าที่ สมอ. ได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 44 แห่ง พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เข้าตรวจสอบภายในโรงงาน และโกดังสินค้า สามารถยึดอายัดเหล็กเส้นที่ไม่ได้มาตรฐานน้ำหนักหมื่นกว่าตัน มูลค่ากว่า 200 ล้านบาท พร้อมสั่งให้บริษัทเรียกคืนสินค้าที่จำหน่ายไปกลับคืนมา และดำเนินดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดต่อไป”

นายเอกนัฏ กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือเหล็กเส้นที่ไม่ได้มาตรฐานเหล่านี้ เป็นส่วนประกอบสำคัญทั้งเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต เหล็กข้ออ้อย ที่ใช้ในการหล่อเป็นตัวเสาหรือตัวคาน สำหรับงานก่อนสร้างอาคาร, คอนโดมิเนียม, ถนนคอนกรีต และสะพาน ซึ่งล้วนแล้วแต่สุ่มเสี่ยงให้เกิดโศกนาฏกรรมร้ายแรงกับพี่น้องประชาชน จึงต้องเร่งจับกุมปราบปราม และบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด

รวมทั้งในส่วนของแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ปล่อยให้มีการโฆษณาขายสินค้าไม่ได้มาตรฐานก็จะถูกดำเนินคดีด้วย เพราะถือว่ามีความผิดในฐานะผู้โฆษณา และร่วมจำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน มีโทษปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“ขอความร่วมมือแพลตฟอร์มออนไลน์ช่วยกันตรวจสอบบัญชีผู้ใช้ที่ขายของบนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆสามารถประสานมายัง สมอ.ในการเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อการตรวจสอบสินค้าไม่ได้มาตรฐาน โดยศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของ สมอ. พร้อมให้คำแนะนำและบริการ เพื่อให้ผู้บริการต่างๆและประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็วและเชื่อถือได้จาก สมอ.” นายเอกนัฏ กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...