ประธานรัฐสภา ‘พึ่ง ศรีจันทร์’ ผู้ไม่ยอมก้มหัวให้รัฐประหาร 2490
“นายพึ่ง ศรีจันทร์ ทำหน้าที่เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรเปิดประชุมไปอย่างปกติ ไม่ยอมรับรู้ต่อสถานการณ์รัฐประหาร เพราะถือว่าการรัฐประหารนั้นคือการกบฏ (ต่อรัฐบาล) เป็นการผิดกฎหมาย”
สุพจน์ ด่านตระกูล
พลันเมื่อได้รับฟังข่าวการเมืองเกาหลีใต้ถึงการเรียกประชุมสภาผู้แทนราษฎรด่วน เพื่อหักล้างการประกาศกฎอัยการศึก (Martial Law) ในค่ำคืนวันที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา[1] ห้วงคำนึงของผู้เขียนก็ประหวัดนึกถึงประวัติศาสตร์การรัฐประหารของประเทศไทยเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 หรือ 77 ปีก่อน ในค่ำคืนที่กองกำลังติดอาวุธนำรถถังเข้าคุกคามถึงที่พักท่านรัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พร้อมประโยคบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยว่า “ที่มานี่ เราจะมาเปลี่ยนรัฐบาล” ซึ่งท่านผู้หญิงพูนศุขก็สวนกลับไปทันควันว่า “ทำไมมาเปลี่ยนที่นี่ ไม่มาเปลี่ยนกันที่สภาเล่า”[2]
ครั้งนั้นถึงแม้ฝ่ายรัฐนาวาของพลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ภายใต้การหนุนนำของนายปรีดี พนมยงค์ จะถูกล้มจนผู้นำฝ่ายบริหารต้องหลบหนีแบบกระเจิดกระเจิง แต่อย่างน้อยยังพบว่ามีการกระทำขัดขืนเชิงสัญลักษณ์จากหัวหน้าฝ่ายนิติบัญญัตินามว่า ‘พึ่ง ศรีจันทร์’ ด้วยการยืนหยัดเรียกประชุมสมาชิกรัฐสภาโดยไม่เกรงกลัวต่ออำนาจเถื่อน!
ปฐมบทวงจรอุบาทว์
รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490
รายละเอียดของรัฐประหารครั้งนั้น ผู้เขียนเคยนำเสนอเป็นบทความไว้หลายชิ้น โดยใช้หลักฐานชั้นต้นจากฝั่งรัฐบาลประชาธิปไตย ได้แก่ ‘ธำรงหนี’ 8 พฤศจิกายน 2490 จุดสิ้นสุดอำนาจของคณะราษฎรสายพลเรือน[3] และปรีดีหนีทั้ง 2 ครั้ง คือ ‘หลากเรื่องเล่า เมื่อปรีดีหนีครั้งแรก’[4] กับความพยายามกลับมาชิงอำนาจคืนแต่พ่ายแพ้จนถูกเรียกว่า ‘กบฏวังหลวง’ ด้วยบทความ ‘ปรีดีหนี ครั้งหลัง พ.ศ.2492’[5]
ด้านฝ่ายผู้ก่อการรัฐประหาร ภายในอัตชีวประวัติของพลตำรวจโท สล้าง เริ่มรุจน์ (พ.ศ.2462-2539) นักเรียนนายร้อยทหารบกร่วมรุ่นกับพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ได้บันทึกถึงปฏิบัติการคราวนั้นไว้อย่างน่าสนใจไว้ดังนี้
“ภาวะการเมืองสุกงอมเต็มที่ จึงมีการก่อการรัฐประหาร โดยการนำของ พล.ท.หลวงชำนาญยุทธศาสตร์ (ผิน ชุณหะวัณ) การประชุมนัดหมายครั้งสุดท้ายที่ บก.ม.พัน 1 รอ. พล.อ.หลวงอดุลเดชจรัส ขณะนั้นเป็น ผบ.ทบ. และ อตร.ได้มาที่สโมสร ม.พัน 1 รอ. แจ้งกับ พ.ท.กฤช ว่าเรื่องจะทำรัฐประหารน่ะ ตร.เขาทราบหมดแล้ว เช้ามืดจะลงมือจับกุม พ.ท.กฤช จึงกลับเข้าไปในกองพัน พอดีพบกับ ร.อ.สล้าง ที่สนามฝึก ท่านบอกว่า เขาจะทำรัฐประหารกันจะเอากับเขาไหม ข้าก็ตอบว่าเคยอยู่กองพันเดียวกันทำอะไรก็ทำด้วยกัน ท่านก็บอกยังงั้นก็ไปเตรียมคนจ่ายอาวุธกระสุนได้ ข้าจึงรีบไปแจ้ง พ.ท.ทวน ชื่นม่วง ทราบ ให้ท่านมาที่กองร้อย เตรียมทหารพร้อมแล้ว ที่ประชุมคณะรัฐประหารได้สั่งเปลี่ยนเวลาจากก่อนสว่างมาเป็นออกจากหน่วยเวลา 24.00 น. ข้าออกมาหยุดรถเมล์ 4 คัน เข้ามาจอดที่สโมสร ม.พัน 1 รอ. นำกำลังขึ้นรถบรรทุก รถ ปกบ.ตั้งบนหลังคารถ จุดที่คำสั่งให้เข้ายึดคือกระทรวงกลาโหม เส้นทางเคลื่อนที่ศรีย่าน ผ่านหลังพระที่นั่งอนันต์ สวนอัมพร – ราชดำเนิน กระทรวงกลาโหม ขณะผ่านสวนอัมพรมีงานเต้นรำ[6] นายกฯ หลวงธำรงค์นาวา สวัสดิ์ยังเต้นรำอยู่ รถรบ (รถถัง) 2 คันถูกสั่งให้ไปจับหลวงธำรงค์ ความจริงก็เป็นแผนตีปลาหน้าไซ หลวงประดิษฐ์ฯ ก็เช่นเดียวกัน ใช้รถถัง 2 คันไปจับ ท่านก็ลงเรือจ้างหลบไปหาทหารเรือพระราชวังเดิม นายกฯ หลวงธำรงค์ก็ขึ้นรถออกทางประตูข้างไป รถถังจอด 4 มุมกลาโหม ข้าวางกำลังตามแนวคลองหลอดหลังกระทรวง บก. ตั้งที่ศาลเจ้าหลักเมือง เพราะข่าวแจ้งว่าเสรีไทยหลบออกไปรวมกำลังนอกพระนคร แล้วจะนำกำลังเข้ายึดพระนครต่อไป เป็นคืนวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 บก.คณะรัฐประหารตั้งที่ชั้น 2 กระทรวงกลาโหม ห้องจเรทหารบก รอรายงานการจับกุมบุคคลสำคัญต่าง ๆ พอใกล้สว่าง ปรากฏว่ากำลังบางส่วนเกิดลังเลใจว่าใครจะนำใคร ได้พบกับ ร.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ กับ พ.ท.กฤช ปุณกันต์ จึงแจ้งให้ทราบ และให้รายงานให้ พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ ทราบ ต่อจากนั้น พล.ท.ผิน ท่านก็ลงมาจาก บก.ที่สนามหน้ากระทรวง ประชุมนายทหารแล้วแจ้งให้ทราบว่าได้ให้ คุณเผ่า ศรียานนท์ ไปเชิญ พล.ท.หลวงพิบูลสงครามมาเป็นหัวหน้า ครั้งแรกท่านไม่ยอมมา ครั้งที่ 2 จัดขบวนทหารนำหมวดหนึ่ง ท่านจึงยอมมาเมื่อใกล้รุ่ง คณะรัฐประหารดีใจมากแบกท่านขึ้นมาไชโยโห่หิ้วกันพักใหญ่
หลังจากนั้นพอสาง ๆ ผู้คนเริ่มมาฟังข่าวที่ท้องสนามหลวง แถลงการณ์ของคณะรัฐประหาร เริ่มทยอยออกมาอ่านให้ประชาชนฟัง ก็ได้แถลงเหตุผลที่ต้องทำรัฐประหาร ซึ่งประชาชนยอมรับฟังและเห็นชอบด้วย มีประกาศตั้ง บก.ขึ้นที่ห้องหน้ามุกกระทรวง ให้นายทหารรายงานตัว จัดตั้ง บก.ฝ่ายต่าง ๆ เล่นเอาหาโต๊ะผู้ใหญ่ไม่ถูก ต่อมาอีกวันหนึ่งก็ย้ายการยึดที่ริมคลองหลอดมายึดที่เขาดินข้างรัฐสภา ประมาณ 10 วันกว่าก็กลับมาเตรียมพร้อมอยู่ที่กองพัน คณะรัฐประหารมี 3 รุ่น รุ่น หนึ่งรุ่นก่อการคบคิดกัน รุ่น 2 รุ่นออกปฏิบัติการ รุ่น 3 รุ่นร่วมทำงาน จำนวนทั้งหมด 300 คน มีการฟอร์มคณะรัฐบาลเพื่อบริหารงาน มีคณะรัฐประหารเข้าไปเป็นมากที่สุด นอกนั้นก็ฟอร์มกรรมการบริหารคณะรัฐประหาร มีฝ่ายกำลังพล ฝ่ายบริหาร ฝ่ายเศรษฐกิจ”[7]
บันทึกนี้นับว่ามีจุดชวนสะดุดใจในแง่ที่ว่า พล.อ.อดุล อดุลเดชจรัส (หลวงอดุลฯ) เจ้าของฉายานายพลตาดุ ผู้กุมกองกำลังทหารของฝ่ายรัฐบาลขณะนั้นได้แจ้งให้ฝ่ายรัฐประหารรู้ตัวก่อนว่าจะมีการจับกุม? (เน้นตัวเข้มโดยผู้เขียน)
ทั้งนี้มีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยเรื่องตำแหน่งของบุคคล ในช่วงรัฐประหาร หลวงอดุลฯ มิได้ดำรงตำแหน่ง ‘อตร.’ ส่วนหลวงพิบูลสงครามยามนั้นดำรงสถานะยศสูงสุดที่ ‘จอมพล’ แล้ว
พึ่ง ศรีจันทร์ (พ.ศ.2450-2535)
ชีวประวัตินักประชาธิปไตยผู้ทรหด อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2490[8]
บนเรือนแพหลังหนึ่งที่เทียบท่าอยู่ในลำน้ำยม หมู่บ้านท่าทราย อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย เด็กชายคนหนึ่งลืมตาดูโลกเมื่อวันอังคาร เดือนเจ็ด ปีมะแม พ.ศ.2450 ได้ชื่อว่า ‘พึ่ง’ การจดจำวันเดือนปีเกิดขณะนั้นยังเป็นแบบโบราณ อีกทั้งในปีที่เกิดยังไม่มีพระราชบัญญัติขนานนามสกุล (พ.ศ.2456) ต่อมาเมื่อเข้าโรงเรียนจึงเพิ่งได้ระบุวันเกิดแบบสากลว่าเกิดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ.2450 และนามสกุลที่ใช้ได้รับจากการนำชื่อปู่คือ ‘ศรี’ และ ชื่อย่าคือ ‘จันทร์’ ผนวกรวมกันเป็น ‘ศรีจันทร์’
ด.ช.พึ่ง ศรีจันทร์ กำพร้ามารดาเมื่ออายุเพียง 5 ปี และต่อมาอีก 2 ปีก็ได้สูญเสียบิดาไปอีกเมื่ออายุเพียง 7 ขวบ เขาได้รับการเลี้ยงดูต่อมาโดยคุณตาและคุณยาย ต่อมาเมื่ออายุ 9 ขวบได้โอกาสศึกษาหนังสือขอมจนแตกฉานกับพระภิกษุรูปหนึ่งจากจังหวัดพิษณุโลก เมื่ออายุได้ 11 ขวบใน พ.ศ.2461 ได้เริ่มศึกษาที่โรงเรียนประชาบาลในบ้านเกิดและต่อด้วยระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนมณฑลตัวอย่าง จ.พิษณุโลก จนถึงชั้นมัธยม 6 โดยมีผลการศึกษาดีเลิศระดับติดอันดับ 1-5 มาตลอด
ต่อมายังชีพด้วยการรับจ้างจารหนังสือขอมลงในใบลานพระพุทธศาสนา ล่วงถึงต้น พ.ศ.2468 เมื่อก้าวเข้าสู่วัยหนุ่ม พึ่งมุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานครด้วยความใฝ่ฝันที่จะเป็นนักเรียนนายร้อย แม้จะพลาดหวังถึงสองปีซ้อน เขากลับไม่ย่อท้อและเปลี่ยนเส้นทางไปศึกษากฎหมาย จนได้รับปริญญาเนติบัณฑิตในปีพุทธศักราช 2471
ระยะที่เรียนกฎหมายนี้ เขาได้รู้จักกับบุคคลสองท่านที่สำคัญต่อชีวิตในเวลาต่อมา หนึ่งคือพระยามานราชเสวี ผู้ให้โอวาทแก่นายพึ่งว่า “เธอเรียนกฎหมายเพื่อรักษาความเป็นธรรมของสังคม เพื่อรักษาระเบียบวินัยของสังคมใช่ไหม?”[9] และอีกหนึ่งท่านคือหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) นักกฎหมายหนุ่มเจ้าของดุษฎีบัณฑิตจากประเทศฝรั่งเศส ซึ่งขณะนั้นเพิ่งเรียนจบกลับมารับราชการเป็นผู้ช่วยเลขานุการกรมร่างกฎหมายและเป็นอาจารย์สอนในโรงเรียนกฎหมายแห่งนี้ด้วย
เนติบัณฑิตหนุ่ม ทนายความราษฎร
ภายหลังได้เป็นเนติบัณฑิต ความตั้งใจเดิมของพึ่งที่คิดจะรับราชการในกรมอัยการที่พระยามานราชเสวีเป็นอธิบดี ด้วยได้รับจดหมายฝากฝังจากนายปรีดี ก็เปลี่ยนไปตัดสินใจเลือกทำงานกับสำนักทนายความของนายเอกยู้ ชันซื่อ ก่อนจะโยกย้ายขึ้นเหนือสู่จังหวัดเชียงใหม่ไปร่วมงานกับหลวงศรีประสาท ด้วยสาเหตุเพียงเพราะ “ความฝันที่จะได้พบสาวงามอย่างสาวเครือฟ้าที่เชียงใหม่”
ต่อจากนั้นอีกเพียงสองปีทนาย พึ่งได้ย้ายงานไปที่จังหวัดอุตรดิตถ์จนได้แต่งงานลงหลักปักฐานที่นี้ นอกจากจะเป็นทนายรับจ้างว่าความในจังหวัดต่างๆ เช่น สุโขทัย พิษณุโลก กำแพงเพชร ตาก เขายังได้บุกร้างถางพงทำไร่อ้อยและทำไม้มะยมป่าสำหรับทำก้านไม้ขีดไฟส่งบริษัทมินแซ โรงงานทำไม้ขีดไฟในกรุงเทพฯ
กระทั่งเมื่อถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ.2475 พึ่ง ศรีจันทร์ เคยเล่าไว้ว่า
“ลุงคิดว่า ถ้าวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ลุงอยู่ที่กรุงเทพฯ ลุงคงได้เข้าร่วมกับท่านปรีดีฯ ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างแน่นอน เพราะลุงเห็นด้วยกับระบอบการปกครองใหม่ที่จำกัดอำนาจกษัตริย์ ตั้งแต่ที่ท่านบรรยายไว้ในกฎหมายปกครองของท่านปรีดีได้ปลุกจิตสำนึกให้ลุงอยากรู้เรื่องการเมือง และอยากจะมีส่วนเข้าร่วมในการเมือง แต่โลกทรรศของลุงมีขอบเขตจำกัดและก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าท่านปรีดีฯ ซึ่งเป็นอาจารย์สอนกฎหมายให้ลุงท่านหนึ่ง จะทำการใหญ่เช่นนั้น จึงสมแล้วที่ท่านจะคิดการใหญ่และเป็นมันสมองคนสำคัญของคณะราษฎร”[10]
พึ่ง ศรีจันทร์ ร่วมสนับสนุนการปฏิวัติครั้งนั้นโดยดำเนินการเป็นศูนย์กลางข่าวการเมืองของจังหวัดอุตรดิตถ์ ชาวบ้านและข้าราชการมักจะสอบถามข่าวคราวการบ้านการเมืองจากเขาเป็นประจำ
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุตรดิตถ์
ในการเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2476 พึ่ง ศรีจันทร์ สมัครลงเลือกตั้งผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ แต่พ่ายแพ้แก่นายฟัก ณ สงขลา แต่ก็ไม่ละความพยายามจนต่อจากนั้นอีก 4 ปี จึงสมหวังได้รับเลือกเป็น ส.ส. ครั้งแรกในการเลือกตั้งคราวที่ 2 ของประเทศสยามเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ.2480 และยังได้รับความไว้วางใจอีกครั้งในปีถัดมาเมื่อรัฐบาลของพระยาพหลพลพยุหเสนายุบสภา และจัดเลือกตั้งใหม่เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ.2481
การได้รับเลือกวาระนี้อยู่ภายใต้รัฐบาลใหม่ของหลวงพิบูลสงคราม (จอมพล ป.) ซึ่งระหว่าง พ.ศ.2484-2488 ได้เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา รัฐบาลของจอมพล ป.พิบูลสงครามจึงได้ต่ออายุสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้อีกสองวาระ วาระละ 2 ปีกระทั่งสงครามโลกยุติลงในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2488
ช่วงสี่ปีแห่งการโรมรันในสงครามมหาเอเชียบูรพานี้เอง ส.ส.พึ่งได้เข้าร่วมขบวนการเสรีไทยกับผู้สำเร็จราชการ ปรีดี พนมยงค์ โดยรับผิดชอบภาคเหนือตอนใต้คือ ‘หน่วยสุโขทัย-อุตรดิตถ์’ ครอบคลุมเขตแดน 4 จังหวัด คือ พิษณุโลก อุตรดิตถ์ สุโขทัย และ ตาก หน่วยปฏิบัติการทหารฝรั่งฝ่ายสัมพันธมิตรให้ฉายาพึ่งว่า ‘General Bee’ หรือ ‘นายพลผึ้ง’[11] หลังสงครามยุติ พึ่ง ศรีจันทร์ ได้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี (ลอย) 2 สมัยในรัฐบาลของ ทวี บุณยเกตุ และ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช
General Bee กับตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรหลังสงคราม
ภายหลังสิ้นสุดสงคราม การกลับมาลงเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2489 นายพึ่งพ่ายแพ้แก่นายสุ่ม ตันติผลาผล ไปเพียงไม่กี่ร้อยคะแนน อย่างไรก็ตาม ภายหลังที่ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่เมื่อ 9 พฤษภาคม พ.ศ.2489 เมื่อมีการจัดเลือกตั้งเพิ่มเติมในวันที่ 5 สิงหาคมศกนั้น จังหวัดอุตรดิตถ์ได้โควตา ส.ส.เพิ่มอีกหนึ่งท่าน ดังนั้นนายพึ่งจึงลงสมัครอีกครั้งหนึ่งในสังกัดพรรคสหชีพและประสบชัยชนะได้เข้าสภาอีกครั้ง และในปีถัดมาเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ.2490 ในสมัยประชุมสามัญ ส.ส.พึ่ง ศรีจันทร์ ก็ได้รับความไว้วางใจรับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร
ทันทีที่ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานฝ่ายนิติบัญญัติ พรรคประชาธิปัตย์ได้ยื่นญัตติเปิดอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจรัฐบาลเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ.2490 การอภิปรายครั้งนั้นนับเป็นประวัติศาสตร์ที่เลื่องลือถึงทุกวันนี้ ถึงความทรหดยืดเยื้อข้ามวันข้ามคืนนาน 7 วัน แม้ว่าประธานพึ่งจะสังกัดพรรคสหชีพอันเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่การทำหน้าที่ของท่านนับว่าเที่ยงธรรมจนได้รับการยอมรับสรรเสริญจากทุกฝ่าย นายใหญ่ ศวิตชาติ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ในสมัยหนึ่งเคยถึงกับเอ่ยปากว่า
“เขาเป็นคนดีที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก เขาเป็นคนซื่อตรงต่ออุดมคติของเขา เขาเข้มแข็งเด็ดขาดและไม่เกรงใจใคร สิ่งที่สำคัญนั้นตลอดเวลาที่เขา-พวกเขามีอำนาจนั้น เขาไม่เคยใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาประดยชน์ใส่ตนเลย เขาทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองจริง ๆ แต่เขากับข้าพเจ้าอยู่คนละพรรคการเมือง เขาคือนายพึ่ง ศรีจันทร์ อดีตรัฐมนตรี รัฐบาลนายทวี บุณยเกตุ และเป็นประธานสภาต่อมาจนเกิดรัฐประหาร พ.ศ.2490”
‘เรียกประชุมสภา’ แม้โดนรัฐประหารแล้ว!
เมื่อเกิดการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 ล้มล้างรัฐบาลของหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์และปรีดี พนมยงค์ เรื่องเล่าวีรกรรมความกล้าหาญของประธานรัฐสภาขณะนั้นอย่างนายพึ่ง ศรีจันทร์ ได้รับการกล่าวขานอย่างกว้างขวาง สุพจน์ ด่านตระกูล เล่าไว้เมื่อ พ.ศ.2536 ว่า
“เผอิญวันที่คณะทหาร (ชุดจอมพลผิน ชุณหะวัณ บิดาของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัน) ทำการรัฐประหาร เป็นวันตรงกับ วันประชุมสภาผู้แทนราษฎรเสียด้วย นายพึ่ง ศรีจันทร์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรมาปฏิบัติหน้าที่ที่รัฐสภาตามปกติ พอถึงเวลาเช้า 10.00 น. (สมัยนั้นสภาประชุม 10.00 น.) ก็เรียกประชุม ซึ่งมี ส.ส.บางคน ส.ส.บางคนมาร่วมประชุมด้วย แต่ไม่มีคณะรัฐมนตรี เพราะคณะรัฐมนตรีหนีการรัฐประหารไปหมด
นายพึ่ง ศรีจันทร์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรเปิดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรตามเวลา โดยไม่คำนึงถึงว่ามีรถถังจอดตั้งปืนจังก้าอยู่หน้ารัฐสภา และไม่คำนึงถึงว่าจะมีทหารแต่งเครื่องสนามมีอาวุธพร้อมมาควบคุมรัฐสภาอยู่
นายพึ่ง ศรีจันทร์ ทำหน้าที่เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรเปิดประชุมไปอย่างปกติ ไม่ยอมรับรู้ต่อสถานการณ์รัฐประหาร เพราะถือว่าการรัฐประหารนั้นคือการกบฏ (ต่อรัฐบาล) เป็นการผิดกฎหมาย
แต่ประธานสภา นายพึ่ง ศรีจันทร์ ประชุมสภาไปไม่ตลอด เพราะพอใกล้เที่ยง พลโทหลวงกาจสงคราม รองหัวหน้าคณะรัฐประหาร ก็นั่งรถถังเข้ามาเชิญตัวประธานสภาผู้แทนราษฎรเถรตรงใจเด็ดผุ้นั้น ไปคุมตัวไว้ที่กระทรวงกลาโหม
แต่ถึงกระนั้น นายพึ่ง ศรีจันทร์ ก็ถูกปล่อยตัวออกมาโดยตั้งข้อหาความผิดใด ๆ ไม่ได้
นายพึ่ง ศรีจันทร์ ก็ยังไม่รับรู้ต่อการรัฐประหารในครั้งนั้น ยังถือว่าเป็นการกบฏอยู่
นี่คือบุคลิกลักษณะของอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรของไทยเราคนหนึ่ง”[12]
อย่างไรก็ตาม เรื่องวันเวลาเรียกประชุมสภานั้น เรื่องเล่าของสุพจน์มีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง เมื่อพบสองบันทึกระยะใกล้กว่า คือ หนึ่ง บันทึกของ ว.ช.ประสังสิต และสอง ของประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์ ระบุตรงกันว่า เป็นวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 หรือนับคล้อยหลังจากวันรัฐประหารอีกถึงสามวัน!
ว.ช.ประสังสิต เขียนไว้หลังรัฐประหารเพียงสองปีในหนังสือของเขาพิมพ์เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ.2492 ว่า
“ในวันที่ 12 เวลาเช้า พลโทผิน ชุณหะวันได้เชิญบรรดาข้าหลวงภาคประชุมหารือปรับความเข้าใจเรื่องระบอบการปกครองประเทศชาติ เวลาบ่าย นายพึ่ง ศรีจันทร์ ประธานสภาสมัยรัฐบาลถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ว่า สภาผู้แทนยังไม่ถูกยุบ และสมาชิกก็ยังไม่ขาดจากสมาชิกภาพ จึงได้เรียกประชุมสภาผุ้แทนราษฎรตามระเบียบวาระ มีสมาชิกไปประชุม 2-3 คน ผลที่สุดนายพึ่ง ศรีจันทร์ก็ถูกคณะรัฐประหารจับตัวไปสั่งสอน”[13]
สอดคล้องกับบันทึกของ ‘ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์’ อดีตเลขาธิการรัฐสภาที่บันทึกไว้ใน พ.ศ.2517 ว่า
“เมื่อวันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน เลขาธิการสภาได้ออกระเบียบวาระและหนังสือเชิญสมาชิกเพื่อ ประชุมในวันพุธที่ 12 พฤศจิกายนตามปกติ ในวันประชุมสภาตามที่นัดหมายไว้ก่อนแล้ว สมาชิกสภาผู้แทนประมาณ 20 คน ถือว่าได้รับหนังสือประชุมจากเลขาธิการสภาแล้วจึงได้มาประชุมตามปกติ เสมือนไม่ได้มีรัฐประหาร (มิได้มีประกาศให้ยุบสภาโดยชัดแจ้ง) ครั้นถึงเวลาตามนัด ประธานสภาก็ได้ขึ้นบัลลังก์แจ้งว่าสมาชิกมาไม่ครบองค์ประชุม ขอเลิกการประชุม
เหตุนี้ พลโท หลวงกาจสงคราม ผู้หนึ่งในคณะรัฐประหาร ให้นายทหารมาเชิญประธานสภา เลขาธิการสภา และข้าพเจ้าไป ณ กระทรวงกลาโหม เพื่อสอบสวนเหตุที่มีสมาชิกสภาได้ มาประชุมตามที่กล่าวแล้ว
นายพึ่ง ศรีจันทร์ ประธานสภาชี้แจงว่า ในฐานะประธานสภา ได้มีคำสั่งให้เลขาธิการสภาออกหนังสือนัดประชุมสมาชิกสภาไปแล้วตั้งแต่ 7 พฤศจิกายน (ก่อนวันรัฐประหาร) ประธาน จึงได้มาแจ้งให้สมาชิกสภาที่มาประชุมตามหนังสือที่นัดให้ทราบ
ส่วนเลขาธิการสภาและข้าพเจ้าให้การว่า มิได้เข้าประชุมด้วย แม้เจ้าหน้าที่สภาก็ไม่ได้ ให้ไปเข้าประชุม ที่มีสมาชิกสภามา ณ สภานั้นเข้าใจว่าจะมาสนทนาปราศัยกันตามปกติ รัฐประหารได้กักตัวไว้ชั่วระยะหนึ่ง แล้วก็ปล่อยตัวกลับ”[14]
ปัจฉิมบท
จากบันทึกสองชิ้นหลังเป็นที่แน่ชัดว่า การจงใจแสดงตนขัดขืนต่อการรัฐประหารของประธานรัฐสภา นายพึ่ง ศรีจันทร์ นี้ บังเกิดขึ้นภายหลังรัฐประหารหลายวันอยู่ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นยังพอสะท้อนให้เห็นอุดมการณ์ประชาธิปไตยของหัวหน้าฝ่ายนิติบัญญัติว่า ‘ใจถึงพึ่งได้’ อยู่บ้าง และนับเป็นการยุติบทบาทอำนาจทางการเมืองของนายพึ่ง ศรีจันทร์ อย่างสมศักดิ์ศรีนักการเมืองระดับชาติด้วยสถานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภายใต้ระบอบประชาธิปไตย
ปีถัดมา ภายหลังนายควง อภัยวงศ์ ถูกจี้ให้ลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันจักรี พ.ศ.2491 แล้วจอมพล ป. พิบูลสงครามขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศแทน ปลายเดือนกรกฎาคมปีนั้นหนังสือพิมพ์สยามนิกรเสนอข่าวพาดหัวว่า “ทองเปลวฟ้องหลวงธำรง, พึ่ง ให้ศาลพิสูจน์รัฐธรรมนูญโมฆะหรือไม่” พร้อมเสนอภาพคู่ของอดีตประธานรัฐสภาพึ่งและอดีตนายกรัฐมนตรีหลวงธำรงฯ บนหน้าหนึ่ง ประเด็นข่าวคือการฟ้องร้องโดย ดร.ทองเปลว ชลภูมิ ต่อทั้งคู่เป็นเชิงสัญลักษณ์ว่า “รัฐประหารต้องลงนามในรัฐธรรมนูญ ประธานผู้สำเร็จลงนามไม่ถูกต้อง” ขยายความว่า “สิ่งที่ ดร.ทองเปลวต้องการให้ศาลพิสูจน์ก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับของพลโท หลวงกาจสงครามเปนผู้ร่างและกำลังบังคับใช้อยู่ในเวลานี้ เปนรัฐธรรมนูญที่ถูกต้องหรือไม่”[15]
ในวันต่อมาหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกันนี้ได้เสนอบทสัมภาษณ์ของหลวงธำรงฯ ต่อประเด็นนี้ไว้ว่า “ผมยังไม่รู้ว่าจะสู้ยังไง เพราะความจริงก็เปนที่รู้กันอยู่แล้วว่ารัฐบาลผมต้องออกเพราะรัฐประหาร และถึงแม้จะเปนการไม่ถูกต้องตามวิถีทางรัฐธรรมนูญในขณะนั้นก็ตาม แต่เมื่อรัฐบาลผมไม่อาจจะเข้าปฏิบัติงานบริหารราชการแผ่นดินมาถึง 8-9 เดือนแล้วเช่นนี้ ฐานะรัฐบาลของผมก็ควรจะถือว่าได้สิ้นสุดลงแล้ว”
กระนั้นก็มีเสียงล่ำลือว่าหลวงธำรงฯ รู้เห็นเป็นใจกับ ดร.ทองเปลว ในการเล่นเกมส์นี้ ซึ่งอดีตนายรัฐมนตรีที่ถูกยึดอำนาจหมาดๆ ก็โต้ตอบว่า “จะให้ผมรู้เห็นเปนพวกเดียวกันกับนายทองเปลวได้อย่างไรเมื่อผมจะต้องตกเปนจำเลยของเขา” และท้ายสุดกล่าวจำนนต่ออำนาจรัฐใหม่ที่ได้มาจากปากกระบอกปืนไว้ว่า “ความจริงเรื่องแล้วไปแล้ว นายทองเปลวไม่น่าจะรื้อฟื้นขึ้นมาให้ยุ่งยากเปล่า ๆ” พร้อมแนบวรรคทองว่า “เมื่อรัฐบาลใหม่บริหารงานมาได้นานตั้งร่วมปีแล้วเช่นนี้ ก็ควรถือว่าเปนรัฐบาลที่ถูกต้องแล้ว”[16]
อนึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าใจยิ่งว่าเพียงครึ่งปีถัดมา ดร.ทองเปลวได้ถูกสังหารร่วมกับอีก 3 รัฐมนตรี คือ จำลอง ดาวเรือง, ถวิล อุดล และทองอินทร์ ภูริพัฒน์ เมื่อเช้ามืดวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ.2492 ภายหลังจากความล้มเหลวของขบวนการประชาธิปไตยของปรีดีที่ถูกไล่ล่าในข้อหากบฏวังหลวง
ภายหลังจอมพล ป. ครองอำนาจต่อจากนั้นอีกเกือบหนึ่งทศวรรษ นายพึ่ง ศรีจันทร์ ยังได้รับเลือกตั้งกลับเข้าสภาอีกเป็นครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2500 เป็นครั้งสุดท้าย นับจากนั้นก็ไม่ปรากฏชื่อหวนกลับมาในการเมืองสนามใหญ่อีกเลยภายหลังการรัฐประหารของสฤษดิ์ ธนะรัชต์เมื่อ 16 กันยายน พ.ศ.2500 ถึงแม้ว่าต่อมาท่านยังคงเคลื่อนไหวทางสังคมรับใช้ผลประโยชน์ของท้องถิ่นอย่างยาวนานเท่าที่จะทำได้ตลอดมาตราบจนสิ้นลมปราณตามอายุขัย เมื่อเวลาประมาณ 24.00 น. ของวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2535 สิริอายุยืนยาวถึง 85 ปี
[1] จิราภรณ์ ศรีแจ่ม, บทเรียนต่อไทย จากกรณีเกาหลีใต้ต่อต้านกฎอัยการศึก ดู https://www.bbc.com/thai/articles/crrw5pjkk7qo
[2] นรุตม์, หลากบทชีวิต ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์, พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2535, (อมรินทร์), น.103.
[3] นริศ จรัสจรรยาวงศ์ ‘ธำรงหนี’ 8 พฤศจิกายน 2490 จุดสิ้นสุดอำนาจของคณะราษฎรสายพลเรือน ดู https://www.the101.world/luang-dhamrong-the-exile/
[4] นริศ จรัสจรรยาวงศ์, หลากเรื่องเล่า เมื่อปรีดีหนีครั้งแรก ดู https://www.the101.world/pridi-banomyong-first-asylum/
[5] นริศ จรัสจรรยาวงศ์, ปรีดีหนี ครั้งหลัง พ.ศ.2492 ดู https://www.the101.world/pridi-banomyong-last-asylum/
[6] งานเลี้ยงค่ำคืนนั้นจัดโดยสายปัญญาสมาคมฯ ดู มณีรัตน์ บุนนาค, คำไว้อาลัยในอนุสรณ์งานพระราชทางเพลิงศพ ม.ร.ว.หญิงเตื้อง สนิทวงศ์ ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 14 มีนาคม พ.ศ.2511, น.(6)-(7).
[7] อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พลตำรวจโท สล้าง เริ่มรุจน์ ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันพุธที่ 24 กรกฎาคม พุทธศักราช 2539, น.84-85.
[8] นิยามโดย “สุพจน์ ด่านตระกูล”
[9] สุพจน์ ด่านตระกูล, พึ่ง ศรีจันทร์ นักประชาธิปไตยผู้ทระหด อดีตประโนสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2490, พ.ศ.2536, (ครีเอทีฟพับลิชชิ่ง), น.31.
[10] สุพจน์ ด่านตระกูล, พึ่ง ศรีจันทร์ นักประชาธิปไตยผู้ทระหด อดีตประโนสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2490, พ.ศ.2536, (ครีเอทีฟพับลิชชิ่ง), น.47.
[11] สุพจน์ ด่านตระกูล, พึ่ง ศรีจันทร์ นักประชาธิปไตยผู้ทระหด อดีตประโนสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2490, พ.ศ.2536, (ครีเอทีฟพับลิชชิ่ง), น.233.
[12] สุพจน์ ด่านตระกูล, พึ่ง ศรีจันทร์ นักประชาธิปไตยผู้ทระหด อดีตประโนสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2490, พ.ศ.2536, (ครีเอทีฟพับลิชชิ่ง), น.317.
[13] ว.ช. ประสังสิต, ปฏิวัติรัฐประหาร และ กบฏจลาจล ในสมัยประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย, พ.ศ.2492, (โรงพิมพ์บริษัทรัฐภักดี), น.240.
[14] ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์, รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี (2475-2517), พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ.2517, (ช.ชุมนุมช่าง), น.583.
[15] สยามนิกร ปีที่ 11 วันเสาร์ 31 กรกฎาคม พ.ศ.2491, ข่าวพาดหัว.
[16] สยามนิกร ปีที่ 11 วันอาทิตย์ 1 สิงหาคม พ.ศ.2491, ข่าวพาดหัว.