โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประธานรัฐสภา ‘พึ่ง ศรีจันทร์’ ผู้ไม่ยอมก้มหัวให้รัฐประหาร 2490

The101.world

อัพเดต 20 ธ.ค. 2567 เวลา 13.44 น. • เผยแพร่ 18 ธ.ค. 2567 เวลา 14.40 น. • The 101 World

“นายพึ่ง ศรีจันทร์ ทำหน้าที่เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรเปิดประชุมไปอย่างปกติ ไม่ยอมรับรู้ต่อสถานการณ์รัฐประหาร เพราะถือว่าการรัฐประหารนั้นคือการกบฏ (ต่อรัฐบาล) เป็นการผิดกฎหมาย”

สุพจน์ ด่านตระกูล

พลันเมื่อได้รับฟังข่าวการเมืองเกาหลีใต้ถึงการเรียกประชุมสภาผู้แทนราษฎรด่วน เพื่อหักล้างการประกาศกฎอัยการศึก (Martial Law) ในค่ำคืนวันที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา[1] ห้วงคำนึงของผู้เขียนก็ประหวัดนึกถึงประวัติศาสตร์การรัฐประหารของประเทศไทยเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 หรือ 77 ปีก่อน ในค่ำคืนที่กองกำลังติดอาวุธนำรถถังเข้าคุกคามถึงที่พักท่านรัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พร้อมประโยคบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยว่า “ที่มานี่ เราจะมาเปลี่ยนรัฐบาล” ซึ่งท่านผู้หญิงพูนศุขก็สวนกลับไปทันควันว่า “ทำไมมาเปลี่ยนที่นี่ ไม่มาเปลี่ยนกันที่สภาเล่า”[2]

‘คณะทหารเข้ายึดอำนาจ บังคับให้รัฐบาลธำรงลาออก’ พาดหัวข่าว ‘สยามนิกร’ ฉบับวันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 (ภาพจากหอสมุดแห่งชาติ)

ครั้งนั้นถึงแม้ฝ่ายรัฐนาวาของพลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ภายใต้การหนุนนำของนายปรีดี พนมยงค์ จะถูกล้มจนผู้นำฝ่ายบริหารต้องหลบหนีแบบกระเจิดกระเจิง แต่อย่างน้อยยังพบว่ามีการกระทำขัดขืนเชิงสัญลักษณ์จากหัวหน้าฝ่ายนิติบัญญัตินามว่า ‘พึ่ง ศรีจันทร์’ ด้วยการยืนหยัดเรียกประชุมสมาชิกรัฐสภาโดยไม่เกรงกลัวต่ออำนาจเถื่อน!

พึ่ง ศรีจันทร์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านที่ 10 (15 พฤษภาคม 2490 – 8 พฤศจิกายน 2490)

ปฐมบทวงจรอุบาทว์

รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490

รายละเอียดของรัฐประหารครั้งนั้น ผู้เขียนเคยนำเสนอเป็นบทความไว้หลายชิ้น โดยใช้หลักฐานชั้นต้นจากฝั่งรัฐบาลประชาธิปไตย ได้แก่ ‘ธำรงหนี’ 8 พฤศจิกายน 2490 จุดสิ้นสุดอำนาจของคณะราษฎรสายพลเรือน[3] และปรีดีหนีทั้ง 2 ครั้ง คือ ‘หลากเรื่องเล่า เมื่อปรีดีหนีครั้งแรก’[4] กับความพยายามกลับมาชิงอำนาจคืนแต่พ่ายแพ้จนถูกเรียกว่า ‘กบฏวังหลวง’ ด้วยบทความ ‘ปรีดีหนี ครั้งหลัง พ.ศ.2492’[5]

ธำรงหนี โดย แหลมสน
ปรีดีหนี โดย นิรนิรันดร

ด้านฝ่ายผู้ก่อการรัฐประหาร ภายในอัตชีวประวัติของพลตำรวจโท สล้าง เริ่มรุจน์ (พ.ศ.2462-2539) นักเรียนนายร้อยทหารบกร่วมรุ่นกับพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ได้บันทึกถึงปฏิบัติการคราวนั้นไว้อย่างน่าสนใจไว้ดังนี้

“ภาวะการเมืองสุกงอมเต็มที่ จึงมีการก่อการรัฐประหาร โดยการนำของ พล.ท.หลวงชำนาญยุทธศาสตร์ (ผิน ชุณหะวัณ) การประชุมนัดหมายครั้งสุดท้ายที่ บก.ม.พัน 1 รอ. พล.อ.หลวงอดุลเดชจรัส ขณะนั้นเป็น ผบ.ทบ. และ อตร.ได้มาที่สโมสร ม.พัน 1 รอ. แจ้งกับ พ.ท.กฤช ว่าเรื่องจะทำรัฐประหารน่ะ ตร.เขาทราบหมดแล้ว เช้ามืดจะลงมือจับกุม พ.ท.กฤช จึงกลับเข้าไปในกองพัน พอดีพบกับ ร.อ.สล้าง ที่สนามฝึก ท่านบอกว่า เขาจะทำรัฐประหารกันจะเอากับเขาไหม ข้าก็ตอบว่าเคยอยู่กองพันเดียวกันทำอะไรก็ทำด้วยกัน ท่านก็บอกยังงั้นก็ไปเตรียมคนจ่ายอาวุธกระสุนได้ ข้าจึงรีบไปแจ้ง พ.ท.ทวน ชื่นม่วง ทราบ ให้ท่านมาที่กองร้อย เตรียมทหารพร้อมแล้ว ที่ประชุมคณะรัฐประหารได้สั่งเปลี่ยนเวลาจากก่อนสว่างมาเป็นออกจากหน่วยเวลา 24.00 น. ข้าออกมาหยุดรถเมล์ 4 คัน เข้ามาจอดที่สโมสร ม.พัน 1 รอ. นำกำลังขึ้นรถบรรทุก รถ ปกบ.ตั้งบนหลังคารถ จุดที่คำสั่งให้เข้ายึดคือกระทรวงกลาโหม เส้นทางเคลื่อนที่ศรีย่าน ผ่านหลังพระที่นั่งอนันต์ สวนอัมพร – ราชดำเนิน กระทรวงกลาโหม ขณะผ่านสวนอัมพรมีงานเต้นรำ[6] นายกฯ หลวงธำรงค์นาวา สวัสดิ์ยังเต้นรำอยู่ รถรบ (รถถัง) 2 คันถูกสั่งให้ไปจับหลวงธำรงค์ ความจริงก็เป็นแผนตีปลาหน้าไซ หลวงประดิษฐ์ฯ ก็เช่นเดียวกัน ใช้รถถัง 2 คันไปจับ ท่านก็ลงเรือจ้างหลบไปหาทหารเรือพระราชวังเดิม นายกฯ หลวงธำรงค์ก็ขึ้นรถออกทางประตูข้างไป รถถังจอด 4 มุมกลาโหม ข้าวางกำลังตามแนวคลองหลอดหลังกระทรวง บก. ตั้งที่ศาลเจ้าหลักเมือง เพราะข่าวแจ้งว่าเสรีไทยหลบออกไปรวมกำลังนอกพระนคร แล้วจะนำกำลังเข้ายึดพระนครต่อไป เป็นคืนวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 บก.คณะรัฐประหารตั้งที่ชั้น 2 กระทรวงกลาโหม ห้องจเรทหารบก รอรายงานการจับกุมบุคคลสำคัญต่าง ๆ พอใกล้สว่าง ปรากฏว่ากำลังบางส่วนเกิดลังเลใจว่าใครจะนำใคร ได้พบกับ ร.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ กับ พ.ท.กฤช ปุณกันต์ จึงแจ้งให้ทราบ และให้รายงานให้ พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ ทราบ ต่อจากนั้น พล.ท.ผิน ท่านก็ลงมาจาก บก.ที่สนามหน้ากระทรวง ประชุมนายทหารแล้วแจ้งให้ทราบว่าได้ให้ คุณเผ่า ศรียานนท์ ไปเชิญ พล.ท.หลวงพิบูลสงครามมาเป็นหัวหน้า ครั้งแรกท่านไม่ยอมมา ครั้งที่ 2 จัดขบวนทหารนำหมวดหนึ่ง ท่านจึงยอมมาเมื่อใกล้รุ่ง คณะรัฐประหารดีใจมากแบกท่านขึ้นมาไชโยโห่หิ้วกันพักใหญ่

หลังจากนั้นพอสาง ๆ ผู้คนเริ่มมาฟังข่าวที่ท้องสนามหลวง แถลงการณ์ของคณะรัฐประหาร เริ่มทยอยออกมาอ่านให้ประชาชนฟัง ก็ได้แถลงเหตุผลที่ต้องทำรัฐประหาร ซึ่งประชาชนยอมรับฟังและเห็นชอบด้วย มีประกาศตั้ง บก.ขึ้นที่ห้องหน้ามุกกระทรวง ให้นายทหารรายงานตัว จัดตั้ง บก.ฝ่ายต่าง ๆ เล่นเอาหาโต๊ะผู้ใหญ่ไม่ถูก ต่อมาอีกวันหนึ่งก็ย้ายการยึดที่ริมคลองหลอดมายึดที่เขาดินข้างรัฐสภา ประมาณ 10 วันกว่าก็กลับมาเตรียมพร้อมอยู่ที่กองพัน คณะรัฐประหารมี 3 รุ่น รุ่น หนึ่งรุ่นก่อการคบคิดกัน รุ่น 2 รุ่นออกปฏิบัติการ รุ่น 3 รุ่นร่วมทำงาน จำนวนทั้งหมด 300 คน มีการฟอร์มคณะรัฐบาลเพื่อบริหารงาน มีคณะรัฐประหารเข้าไปเป็นมากที่สุด นอกนั้นก็ฟอร์มกรรมการบริหารคณะรัฐประหาร มีฝ่ายกำลังพล ฝ่ายบริหาร ฝ่ายเศรษฐกิจ”[7]

บันทึกนี้นับว่ามีจุดชวนสะดุดใจในแง่ที่ว่า พล.อ.อดุล อดุลเดชจรัส (หลวงอดุลฯ) เจ้าของฉายานายพลตาดุ ผู้กุมกองกำลังทหารของฝ่ายรัฐบาลขณะนั้นได้แจ้งให้ฝ่ายรัฐประหารรู้ตัวก่อนว่าจะมีการจับกุม? (เน้นตัวเข้มโดยผู้เขียน)

ทั้งนี้มีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยเรื่องตำแหน่งของบุคคล ในช่วงรัฐประหาร หลวงอดุลฯ มิได้ดำรงตำแหน่ง ‘อตร.’ ส่วนหลวงพิบูลสงครามยามนั้นดำรงสถานะยศสูงสุดที่ ‘จอมพล’ แล้ว

คณะรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490

พึ่ง ศรีจันทร์ (พ.ศ.2450-2535)

ชีวประวัตินักประชาธิปไตยผู้ทรหด อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2490[8]

บนเรือนแพหลังหนึ่งที่เทียบท่าอยู่ในลำน้ำยม หมู่บ้านท่าทราย อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย เด็กชายคนหนึ่งลืมตาดูโลกเมื่อวันอังคาร เดือนเจ็ด ปีมะแม พ.ศ.2450 ได้ชื่อว่า ‘พึ่ง’ การจดจำวันเดือนปีเกิดขณะนั้นยังเป็นแบบโบราณ อีกทั้งในปีที่เกิดยังไม่มีพระราชบัญญัติขนานนามสกุล (พ.ศ.2456) ต่อมาเมื่อเข้าโรงเรียนจึงเพิ่งได้ระบุวันเกิดแบบสากลว่าเกิดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ.2450 และนามสกุลที่ใช้ได้รับจากการนำชื่อปู่คือ ‘ศรี’ และ ชื่อย่าคือ ‘จันทร์’ ผนวกรวมกันเป็น ‘ศรีจันทร์’

ด.ช.พึ่ง ศรีจันทร์ กำพร้ามารดาเมื่ออายุเพียง 5 ปี และต่อมาอีก 2 ปีก็ได้สูญเสียบิดาไปอีกเมื่ออายุเพียง 7 ขวบ เขาได้รับการเลี้ยงดูต่อมาโดยคุณตาและคุณยาย ต่อมาเมื่ออายุ 9 ขวบได้โอกาสศึกษาหนังสือขอมจนแตกฉานกับพระภิกษุรูปหนึ่งจากจังหวัดพิษณุโลก เมื่ออายุได้ 11 ขวบใน พ.ศ.2461 ได้เริ่มศึกษาที่โรงเรียนประชาบาลในบ้านเกิดและต่อด้วยระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนมณฑลตัวอย่าง จ.พิษณุโลก จนถึงชั้นมัธยม 6 โดยมีผลการศึกษาดีเลิศระดับติดอันดับ 1-5 มาตลอด

ต่อมายังชีพด้วยการรับจ้างจารหนังสือขอมลงในใบลานพระพุทธศาสนา ล่วงถึงต้น พ.ศ.2468 เมื่อก้าวเข้าสู่วัยหนุ่ม พึ่งมุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานครด้วยความใฝ่ฝันที่จะเป็นนักเรียนนายร้อย แม้จะพลาดหวังถึงสองปีซ้อน เขากลับไม่ย่อท้อและเปลี่ยนเส้นทางไปศึกษากฎหมาย จนได้รับปริญญาเนติบัณฑิตในปีพุทธศักราช 2471

ระยะที่เรียนกฎหมายนี้ เขาได้รู้จักกับบุคคลสองท่านที่สำคัญต่อชีวิตในเวลาต่อมา หนึ่งคือพระยามานราชเสวี ผู้ให้โอวาทแก่นายพึ่งว่า “เธอเรียนกฎหมายเพื่อรักษาความเป็นธรรมของสังคม เพื่อรักษาระเบียบวินัยของสังคมใช่ไหม?”[9] และอีกหนึ่งท่านคือหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) นักกฎหมายหนุ่มเจ้าของดุษฎีบัณฑิตจากประเทศฝรั่งเศส ซึ่งขณะนั้นเพิ่งเรียนจบกลับมารับราชการเป็นผู้ช่วยเลขานุการกรมร่างกฎหมายและเป็นอาจารย์สอนในโรงเรียนกฎหมายแห่งนี้ด้วย

ทนายพึ่ง เนติบัณฑิตหนุ่ม

เนติบัณฑิตหนุ่ม ทนายความราษฎร

ภายหลังได้เป็นเนติบัณฑิต ความตั้งใจเดิมของพึ่งที่คิดจะรับราชการในกรมอัยการที่พระยามานราชเสวีเป็นอธิบดี ด้วยได้รับจดหมายฝากฝังจากนายปรีดี ก็เปลี่ยนไปตัดสินใจเลือกทำงานกับสำนักทนายความของนายเอกยู้ ชันซื่อ ก่อนจะโยกย้ายขึ้นเหนือสู่จังหวัดเชียงใหม่ไปร่วมงานกับหลวงศรีประสาท ด้วยสาเหตุเพียงเพราะ “ความฝันที่จะได้พบสาวงามอย่างสาวเครือฟ้าที่เชียงใหม่”

ต่อจากนั้นอีกเพียงสองปีทนาย พึ่งได้ย้ายงานไปที่จังหวัดอุตรดิตถ์จนได้แต่งงานลงหลักปักฐานที่นี้ นอกจากจะเป็นทนายรับจ้างว่าความในจังหวัดต่างๆ เช่น สุโขทัย พิษณุโลก กำแพงเพชร ตาก เขายังได้บุกร้างถางพงทำไร่อ้อยและทำไม้มะยมป่าสำหรับทำก้านไม้ขีดไฟส่งบริษัทมินแซ โรงงานทำไม้ขีดไฟในกรุงเทพฯ

กระทั่งเมื่อถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ.2475 พึ่ง ศรีจันทร์ เคยเล่าไว้ว่า

“ลุงคิดว่า ถ้าวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ลุงอยู่ที่กรุงเทพฯ ลุงคงได้เข้าร่วมกับท่านปรีดีฯ ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างแน่นอน เพราะลุงเห็นด้วยกับระบอบการปกครองใหม่ที่จำกัดอำนาจกษัตริย์ ตั้งแต่ที่ท่านบรรยายไว้ในกฎหมายปกครองของท่านปรีดีได้ปลุกจิตสำนึกให้ลุงอยากรู้เรื่องการเมือง และอยากจะมีส่วนเข้าร่วมในการเมือง แต่โลกทรรศของลุงมีขอบเขตจำกัดและก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าท่านปรีดีฯ ซึ่งเป็นอาจารย์สอนกฎหมายให้ลุงท่านหนึ่ง จะทำการใหญ่เช่นนั้น จึงสมแล้วที่ท่านจะคิดการใหญ่และเป็นมันสมองคนสำคัญของคณะราษฎร”[10]

พึ่ง ศรีจันทร์ ร่วมสนับสนุนการปฏิวัติครั้งนั้นโดยดำเนินการเป็นศูนย์กลางข่าวการเมืองของจังหวัดอุตรดิตถ์ ชาวบ้านและข้าราชการมักจะสอบถามข่าวคราวการบ้านการเมืองจากเขาเป็นประจำ

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุตรดิตถ์

ในการเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2476 พึ่ง ศรีจันทร์ สมัครลงเลือกตั้งผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ แต่พ่ายแพ้แก่นายฟัก ณ สงขลา แต่ก็ไม่ละความพยายามจนต่อจากนั้นอีก 4 ปี จึงสมหวังได้รับเลือกเป็น ส.ส. ครั้งแรกในการเลือกตั้งคราวที่ 2 ของประเทศสยามเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ.2480 และยังได้รับความไว้วางใจอีกครั้งในปีถัดมาเมื่อรัฐบาลของพระยาพหลพลพยุหเสนายุบสภา และจัดเลือกตั้งใหม่เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ.2481

การได้รับเลือกวาระนี้อยู่ภายใต้รัฐบาลใหม่ของหลวงพิบูลสงคราม (จอมพล ป.) ซึ่งระหว่าง พ.ศ.2484-2488 ได้เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา รัฐบาลของจอมพล ป.พิบูลสงครามจึงได้ต่ออายุสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้อีกสองวาระ วาระละ 2 ปีกระทั่งสงครามโลกยุติลงในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2488

ช่วงสี่ปีแห่งการโรมรันในสงครามมหาเอเชียบูรพานี้เอง ส.ส.พึ่งได้เข้าร่วมขบวนการเสรีไทยกับผู้สำเร็จราชการ ปรีดี พนมยงค์ โดยรับผิดชอบภาคเหนือตอนใต้คือ ‘หน่วยสุโขทัย-อุตรดิตถ์’ ครอบคลุมเขตแดน 4 จังหวัด คือ พิษณุโลก อุตรดิตถ์ สุโขทัย และ ตาก หน่วยปฏิบัติการทหารฝรั่งฝ่ายสัมพันธมิตรให้ฉายาพึ่งว่า ‘General Bee’ หรือ ‘นายพลผึ้ง’[11] หลังสงครามยุติ พึ่ง ศรีจันทร์ ได้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี (ลอย) 2 สมัยในรัฐบาลของ ทวี บุณยเกตุ และ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช

General Bee กับตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรหลังสงคราม

พึ่ง ศรีจันทร์ ส.ส.จังหวัดอุตรดิตถ์ 4 สมัย

ภายหลังสิ้นสุดสงคราม การกลับมาลงเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2489 นายพึ่งพ่ายแพ้แก่นายสุ่ม ตันติผลาผล ไปเพียงไม่กี่ร้อยคะแนน อย่างไรก็ตาม ภายหลังที่ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่เมื่อ 9 พฤษภาคม พ.ศ.2489 เมื่อมีการจัดเลือกตั้งเพิ่มเติมในวันที่ 5 สิงหาคมศกนั้น จังหวัดอุตรดิตถ์ได้โควตา ส.ส.เพิ่มอีกหนึ่งท่าน ดังนั้นนายพึ่งจึงลงสมัครอีกครั้งหนึ่งในสังกัดพรรคสหชีพและประสบชัยชนะได้เข้าสภาอีกครั้ง และในปีถัดมาเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ.2490 ในสมัยประชุมสามัญ ส.ส.พึ่ง ศรีจันทร์ ก็ได้รับความไว้วางใจรับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร

ทันทีที่ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานฝ่ายนิติบัญญัติ พรรคประชาธิปัตย์ได้ยื่นญัตติเปิดอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจรัฐบาลเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ.2490 การอภิปรายครั้งนั้นนับเป็นประวัติศาสตร์ที่เลื่องลือถึงทุกวันนี้ ถึงความทรหดยืดเยื้อข้ามวันข้ามคืนนาน 7 วัน แม้ว่าประธานพึ่งจะสังกัดพรรคสหชีพอันเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่การทำหน้าที่ของท่านนับว่าเที่ยงธรรมจนได้รับการยอมรับสรรเสริญจากทุกฝ่าย นายใหญ่ ศวิตชาติ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ในสมัยหนึ่งเคยถึงกับเอ่ยปากว่า

“เขาเป็นคนดีที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก เขาเป็นคนซื่อตรงต่ออุดมคติของเขา เขาเข้มแข็งเด็ดขาดและไม่เกรงใจใคร สิ่งที่สำคัญนั้นตลอดเวลาที่เขา-พวกเขามีอำนาจนั้น เขาไม่เคยใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาประดยชน์ใส่ตนเลย เขาทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองจริง ๆ แต่เขากับข้าพเจ้าอยู่คนละพรรคการเมือง เขาคือนายพึ่ง ศรีจันทร์ อดีตรัฐมนตรี รัฐบาลนายทวี บุณยเกตุ และเป็นประธานสภาต่อมาจนเกิดรัฐประหาร พ.ศ.2490”

‘เรียกประชุมสภา’ แม้โดนรัฐประหารแล้ว!

เมื่อเกิดการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 ล้มล้างรัฐบาลของหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์และปรีดี พนมยงค์ เรื่องเล่าวีรกรรมความกล้าหาญของประธานรัฐสภาขณะนั้นอย่างนายพึ่ง ศรีจันทร์ ได้รับการกล่าวขานอย่างกว้างขวาง สุพจน์ ด่านตระกูล เล่าไว้เมื่อ พ.ศ.2536 ว่า

“เผอิญวันที่คณะทหาร (ชุดจอมพลผิน ชุณหะวัณ บิดาของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัน) ทำการรัฐประหาร เป็นวันตรงกับ วันประชุมสภาผู้แทนราษฎรเสียด้วย นายพึ่ง ศรีจันทร์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรมาปฏิบัติหน้าที่ที่รัฐสภาตามปกติ พอถึงเวลาเช้า 10.00 น. (สมัยนั้นสภาประชุม 10.00 น.) ก็เรียกประชุม ซึ่งมี ส.ส.บางคน ส.ส.บางคนมาร่วมประชุมด้วย แต่ไม่มีคณะรัฐมนตรี เพราะคณะรัฐมนตรีหนีการรัฐประหารไปหมด

นายพึ่ง ศรีจันทร์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรเปิดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรตามเวลา โดยไม่คำนึงถึงว่ามีรถถังจอดตั้งปืนจังก้าอยู่หน้ารัฐสภา และไม่คำนึงถึงว่าจะมีทหารแต่งเครื่องสนามมีอาวุธพร้อมมาควบคุมรัฐสภาอยู่

นายพึ่ง ศรีจันทร์ ทำหน้าที่เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรเปิดประชุมไปอย่างปกติ ไม่ยอมรับรู้ต่อสถานการณ์รัฐประหาร เพราะถือว่าการรัฐประหารนั้นคือการกบฏ (ต่อรัฐบาล) เป็นการผิดกฎหมาย

แต่ประธานสภา นายพึ่ง ศรีจันทร์ ประชุมสภาไปไม่ตลอด เพราะพอใกล้เที่ยง พลโทหลวงกาจสงคราม รองหัวหน้าคณะรัฐประหาร ก็นั่งรถถังเข้ามาเชิญตัวประธานสภาผู้แทนราษฎรเถรตรงใจเด็ดผุ้นั้น ไปคุมตัวไว้ที่กระทรวงกลาโหม

แต่ถึงกระนั้น นายพึ่ง ศรีจันทร์ ก็ถูกปล่อยตัวออกมาโดยตั้งข้อหาความผิดใด ๆ ไม่ได้

นายพึ่ง ศรีจันทร์ ก็ยังไม่รับรู้ต่อการรัฐประหารในครั้งนั้น ยังถือว่าเป็นการกบฏอยู่

นี่คือบุคลิกลักษณะของอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรของไทยเราคนหนึ่ง”[12]

อย่างไรก็ตาม เรื่องวันเวลาเรียกประชุมสภานั้น เรื่องเล่าของสุพจน์มีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง เมื่อพบสองบันทึกระยะใกล้กว่า คือ หนึ่ง บันทึกของ ว.ช.ประสังสิต และสอง ของประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์ ระบุตรงกันว่า เป็นวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 หรือนับคล้อยหลังจากวันรัฐประหารอีกถึงสามวัน!

ว.ช.ประสังสิต เขียนไว้หลังรัฐประหารเพียงสองปีในหนังสือของเขาพิมพ์เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ.2492 ว่า

“ในวันที่ 12 เวลาเช้า พลโทผิน ชุณหะวันได้เชิญบรรดาข้าหลวงภาคประชุมหารือปรับความเข้าใจเรื่องระบอบการปกครองประเทศชาติ เวลาบ่าย นายพึ่ง ศรีจันทร์ ประธานสภาสมัยรัฐบาลถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ว่า สภาผู้แทนยังไม่ถูกยุบ และสมาชิกก็ยังไม่ขาดจากสมาชิกภาพ จึงได้เรียกประชุมสภาผุ้แทนราษฎรตามระเบียบวาระ มีสมาชิกไปประชุม 2-3 คน ผลที่สุดนายพึ่ง ศรีจันทร์ก็ถูกคณะรัฐประหารจับตัวไปสั่งสอน”[13]

ปกหนังสือของ ว.ช.ประสังสิต พ.ศ.2492

สอดคล้องกับบันทึกของ ‘ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์’ อดีตเลขาธิการรัฐสภาที่บันทึกไว้ใน พ.ศ.2517 ว่า

“เมื่อวันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน เลขาธิการสภาได้ออกระเบียบวาระและหนังสือเชิญสมาชิกเพื่อ ประชุมในวันพุธที่ 12 พฤศจิกายนตามปกติ ในวันประชุมสภาตามที่นัดหมายไว้ก่อนแล้ว สมาชิกสภาผู้แทนประมาณ 20 คน ถือว่าได้รับหนังสือประชุมจากเลขาธิการสภาแล้วจึงได้มาประชุมตามปกติ เสมือนไม่ได้มีรัฐประหาร (มิได้มีประกาศให้ยุบสภาโดยชัดแจ้ง) ครั้นถึงเวลาตามนัด ประธานสภาก็ได้ขึ้นบัลลังก์แจ้งว่าสมาชิกมาไม่ครบองค์ประชุม ขอเลิกการประชุม

เหตุนี้ พลโท หลวงกาจสงคราม ผู้หนึ่งในคณะรัฐประหาร ให้นายทหารมาเชิญประธานสภา เลขาธิการสภา และข้าพเจ้าไป ณ กระทรวงกลาโหม เพื่อสอบสวนเหตุที่มีสมาชิกสภาได้ มาประชุมตามที่กล่าวแล้ว

นายพึ่ง ศรีจันทร์ ประธานสภาชี้แจงว่า ในฐานะประธานสภา ได้มีคำสั่งให้เลขาธิการสภาออกหนังสือนัดประชุมสมาชิกสภาไปแล้วตั้งแต่ 7 พฤศจิกายน (ก่อนวันรัฐประหาร) ประธาน จึงได้มาแจ้งให้สมาชิกสภาที่มาประชุมตามหนังสือที่นัดให้ทราบ

ส่วนเลขาธิการสภาและข้าพเจ้าให้การว่า มิได้เข้าประชุมด้วย แม้เจ้าหน้าที่สภาก็ไม่ได้ ให้ไปเข้าประชุม ที่มีสมาชิกสภามา ณ สภานั้นเข้าใจว่าจะมาสนทนาปราศัยกันตามปกติ รัฐประหารได้กักตัวไว้ชั่วระยะหนึ่ง แล้วก็ปล่อยตัวกลับ”[14]

บันทึกของ ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์

ปัจฉิมบท

จากบันทึกสองชิ้นหลังเป็นที่แน่ชัดว่า การจงใจแสดงตนขัดขืนต่อการรัฐประหารของประธานรัฐสภา นายพึ่ง ศรีจันทร์ นี้ บังเกิดขึ้นภายหลังรัฐประหารหลายวันอยู่ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นยังพอสะท้อนให้เห็นอุดมการณ์ประชาธิปไตยของหัวหน้าฝ่ายนิติบัญญัติว่า ‘ใจถึงพึ่งได้’ อยู่บ้าง และนับเป็นการยุติบทบาทอำนาจทางการเมืองของนายพึ่ง ศรีจันทร์ อย่างสมศักดิ์ศรีนักการเมืองระดับชาติด้วยสถานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

ปีถัดมา ภายหลังนายควง อภัยวงศ์ ถูกจี้ให้ลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันจักรี พ.ศ.2491 แล้วจอมพล ป. พิบูลสงครามขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศแทน ปลายเดือนกรกฎาคมปีนั้นหนังสือพิมพ์สยามนิกรเสนอข่าวพาดหัวว่า “ทองเปลวฟ้องหลวงธำรง, พึ่ง ให้ศาลพิสูจน์รัฐธรรมนูญโมฆะหรือไม่” พร้อมเสนอภาพคู่ของอดีตประธานรัฐสภาพึ่งและอดีตนายกรัฐมนตรีหลวงธำรงฯ บนหน้าหนึ่ง ประเด็นข่าวคือการฟ้องร้องโดย ดร.ทองเปลว ชลภูมิ ต่อทั้งคู่เป็นเชิงสัญลักษณ์ว่า “รัฐประหารต้องลงนามในรัฐธรรมนูญ ประธานผู้สำเร็จลงนามไม่ถูกต้อง” ขยายความว่า “สิ่งที่ ดร.ทองเปลวต้องการให้ศาลพิสูจน์ก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับของพลโท หลวงกาจสงครามเปนผู้ร่างและกำลังบังคับใช้อยู่ในเวลานี้ เปนรัฐธรรมนูญที่ถูกต้องหรือไม่”[15]

ในวันต่อมาหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกันนี้ได้เสนอบทสัมภาษณ์ของหลวงธำรงฯ ต่อประเด็นนี้ไว้ว่า “ผมยังไม่รู้ว่าจะสู้ยังไง เพราะความจริงก็เปนที่รู้กันอยู่แล้วว่ารัฐบาลผมต้องออกเพราะรัฐประหาร และถึงแม้จะเปนการไม่ถูกต้องตามวิถีทางรัฐธรรมนูญในขณะนั้นก็ตาม แต่เมื่อรัฐบาลผมไม่อาจจะเข้าปฏิบัติงานบริหารราชการแผ่นดินมาถึง 8-9 เดือนแล้วเช่นนี้ ฐานะรัฐบาลของผมก็ควรจะถือว่าได้สิ้นสุดลงแล้ว”

กระนั้นก็มีเสียงล่ำลือว่าหลวงธำรงฯ รู้เห็นเป็นใจกับ ดร.ทองเปลว ในการเล่นเกมส์นี้ ซึ่งอดีตนายรัฐมนตรีที่ถูกยึดอำนาจหมาดๆ ก็โต้ตอบว่า “จะให้ผมรู้เห็นเปนพวกเดียวกันกับนายทองเปลวได้อย่างไรเมื่อผมจะต้องตกเปนจำเลยของเขา” และท้ายสุดกล่าวจำนนต่ออำนาจรัฐใหม่ที่ได้มาจากปากกระบอกปืนไว้ว่า “ความจริงเรื่องแล้วไปแล้ว นายทองเปลวไม่น่าจะรื้อฟื้นขึ้นมาให้ยุ่งยากเปล่า ๆ” พร้อมแนบวรรคทองว่า “เมื่อรัฐบาลใหม่บริหารงานมาได้นานตั้งร่วมปีแล้วเช่นนี้ ก็ควรถือว่าเปนรัฐบาลที่ถูกต้องแล้ว”[16]

อนึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าใจยิ่งว่าเพียงครึ่งปีถัดมา ดร.ทองเปลวได้ถูกสังหารร่วมกับอีก 3 รัฐมนตรี คือ จำลอง ดาวเรือง, ถวิล อุดล และทองอินทร์ ภูริพัฒน์ เมื่อเช้ามืดวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ.2492 ภายหลังจากความล้มเหลวของขบวนการประชาธิปไตยของปรีดีที่ถูกไล่ล่าในข้อหากบฏวังหลวง

พาดหัว ‘สยามนิกร’ ฉบับวันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ.2491 พร้อมภาพอดีตประธานรัฐสภา พึ่ง ศรีจันทร์ บนหน้าแรก

ภายหลังจอมพล ป. ครองอำนาจต่อจากนั้นอีกเกือบหนึ่งทศวรรษ นายพึ่ง ศรีจันทร์ ยังได้รับเลือกตั้งกลับเข้าสภาอีกเป็นครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2500 เป็นครั้งสุดท้าย นับจากนั้นก็ไม่ปรากฏชื่อหวนกลับมาในการเมืองสนามใหญ่อีกเลยภายหลังการรัฐประหารของสฤษดิ์ ธนะรัชต์เมื่อ 16 กันยายน พ.ศ.2500 ถึงแม้ว่าต่อมาท่านยังคงเคลื่อนไหวทางสังคมรับใช้ผลประโยชน์ของท้องถิ่นอย่างยาวนานเท่าที่จะทำได้ตลอดมาตราบจนสิ้นลมปราณตามอายุขัย เมื่อเวลาประมาณ 24.00 น. ของวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2535 สิริอายุยืนยาวถึง 85 ปี

พึ่ง ศรีจันทร์ ในปัจฉิมวัยบนภาพปกหนังสือของ สุพจน์ ด่านตระกูล เมื่อ พ.ศ.2536

[1] จิราภรณ์ ศรีแจ่ม, บทเรียนต่อไทย จากกรณีเกาหลีใต้ต่อต้านกฎอัยการศึก ดู https://www.bbc.com/thai/articles/crrw5pjkk7qo

[2] นรุตม์, หลากบทชีวิต ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์, พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2535, (อมรินทร์), น.103.

[3] นริศ จรัสจรรยาวงศ์ ‘ธำรงหนี’ 8 พฤศจิกายน 2490 จุดสิ้นสุดอำนาจของคณะราษฎรสายพลเรือน ดู https://www.the101.world/luang-dhamrong-the-exile/

[4] นริศ จรัสจรรยาวงศ์, หลากเรื่องเล่า เมื่อปรีดีหนีครั้งแรก ดู https://www.the101.world/pridi-banomyong-first-asylum/

[5] นริศ จรัสจรรยาวงศ์, ปรีดีหนี ครั้งหลัง พ.ศ.2492 ดู https://www.the101.world/pridi-banomyong-last-asylum/

[6] งานเลี้ยงค่ำคืนนั้นจัดโดยสายปัญญาสมาคมฯ ดู มณีรัตน์ บุนนาค, คำไว้อาลัยในอนุสรณ์งานพระราชทางเพลิงศพ ม.ร.ว.หญิงเตื้อง สนิทวงศ์ ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 14 มีนาคม พ.ศ.2511, น.(6)-(7).

[7] อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พลตำรวจโท สล้าง เริ่มรุจน์ ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันพุธที่ 24 กรกฎาคม พุทธศักราช 2539, น.84-85.

[8] นิยามโดย “สุพจน์ ด่านตระกูล”

[9] สุพจน์ ด่านตระกูล, พึ่ง ศรีจันทร์ นักประชาธิปไตยผู้ทระหด อดีตประโนสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2490, พ.ศ.2536, (ครีเอทีฟพับลิชชิ่ง), น.31.

[10] สุพจน์ ด่านตระกูล, พึ่ง ศรีจันทร์ นักประชาธิปไตยผู้ทระหด อดีตประโนสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2490, พ.ศ.2536, (ครีเอทีฟพับลิชชิ่ง), น.47.

[11] สุพจน์ ด่านตระกูล, พึ่ง ศรีจันทร์ นักประชาธิปไตยผู้ทระหด อดีตประโนสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2490, พ.ศ.2536, (ครีเอทีฟพับลิชชิ่ง), น.233.

[12] สุพจน์ ด่านตระกูล, พึ่ง ศรีจันทร์ นักประชาธิปไตยผู้ทระหด อดีตประโนสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2490, พ.ศ.2536, (ครีเอทีฟพับลิชชิ่ง), น.317.

[13] ว.ช. ประสังสิต, ปฏิวัติรัฐประหาร และ กบฏจลาจล ในสมัยประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย, พ.ศ.2492, (โรงพิมพ์บริษัทรัฐภักดี), น.240.

[14] ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์, รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี (2475-2517), พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ.2517, (ช.ชุมนุมช่าง), น.583.

[15] สยามนิกร ปีที่ 11 วันเสาร์ 31 กรกฎาคม พ.ศ.2491, ข่าวพาดหัว.

[16] สยามนิกร ปีที่ 11 วันอาทิตย์ 1 สิงหาคม พ.ศ.2491, ข่าวพาดหัว.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...