โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เหยื่อรายสำคัญของการปฏิวัติวัฒนธรรม ที่บดบังบารมีประธานเหมา-เจียงชิง

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 15 มี.ค. 2566 เวลา 04.11 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. 2566 เวลา 17.21 น.
เรดการ์ดที่เป็นนักเรียนมัธยมปลายและนักศึกษามหาวิทยาลัย เดินขบวนในกรุงปังกิ่ง เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1966 ในช่วงเริ่มต้นของการปฏิวัติวัฒนธรรมชนชั้นกรรมาชีพ (Photo by JEAN VINCENT / AFP)

ระหว่างฤดูใบไม้ร่วงถึงฤดูหนาวของปี ค.ศ. 1966 “ปฏิวัติวัฒนธรรม” ที่อ้างกัน นับวันยิ่งร้ายแรง การทำลายล้างสิ่งของจนถึงชีวิตผู้คนเกิดขึ้นโดยความสนับสนุนและยุยงของผู้นำกลุ่มปฏิวัติวัฒนธรรมกลาง ซึ่งล้วนเป็นคนสนิทของเหมาทั้งสิ้น ตามหลักการนั้น กลุ่มปฏิวัติวัฒนธรรมกลางรับผิดชอบต่อกรมการเมือง แต่ทางปฏิบัติรับผิดชอบต่อประธานเหมาผู้เดียว

กลไกการจัดตั้งของพรรคถูกทำลายลงไปเป็นลำดับ มีการชำระและกวาดล้างในระดับสูงขึ้นไปทุกที่

แนวทางปฏิบัติของเรดการ์ดในช่วง ปฏิวัติวัฒนธรรม คือจะเลือกเป้าหมายที่ตนทำการโจมตีไว้ก่อน แล้วตระเตรียมรายละเอียดข้อหากระทำความผิดของผู้ที่ตนกล่าวหา ใครที่เคยศึกษาในประเทศตะวันตก, ติดต่อธุรกิจกับชาวตะวันตกจนถึงพวกมิชชันนารี ฯลฯ ประเด็นเหล่านี้ก็จะทำให้ถูกกล่าวหาแบบง่ายๆ ว่าเป็น “ศักดินา” หรือ “ปฏิกิริยา” หรือ “ต่อต้านการปฏิวัติ” ฯลฯ ถ้ามีคนนอกที่มีจิตใจเป็นธรรมพยายามยับยั้ง ก็มักจะโดนไปด้วย

เหยื่อคนสำคัญของการปฏิวัติวัฒนธรรมก็คือ หลิวเซ่าฉี และภรรยา

หลิวเซ่าฉี เวลานั้น คือ 1 ใน 3 ผู้นำสูงสุดของพรรค (เหมาเจ๋อตง, หลิวเซ่าฉี, โจวเอินไหล) โดยดำรงตำแหน่งเป็นประธานรัฐบาลกลางหรือประธานาธิบดี และรองประธานคณะกรรมการกลางของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เขาเป็นรองเพียงประธานเหมาเจ๋อตงเท่านั้น

หากหลัง “ก้าวกระโดดใหญ่” หลิวเซ่าฉีกับเหมาเจ๋อตงมีความขัดแย้งกันบ่อยครั้ง เมื่อหลิวเซ่าฉีเห็นว่าก้าวกระโดดใหญ่ไม่ได้ช่วยให้คนในชนบทของจีนพ้นจากความอดอยากแต่อย่างใด เหมาเจ๋อตงในฐานะผู้นำสูงสุดไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้

เมื่อหลิวเซ่าฉีกับผู้บริหาระดับรองๆ พยายามแก้ปัญหา ก็ยิ่งกลายเป็นการท้าทายและคุกคามอำนาจของผู้นำพรรคอย่างเหมา

โดยเฉพาะการประชุมพรรคในวันที่ 11 มกราคม ปี ค.ศ. 1962 ที่ความขัดแย้งของทั้งสองถึงขั้นแตกหัก หลิวเซ่าฉีนักปฏิวัติที่พูดน้อยและถ่อมตน กลับกล่าวอย่างตรงไปตรงมาในที่ประชุมว่า ความยุ่งยากทางเศรษฐกิจอันเป็นผลงานมาแต่ก้าวกระโดดใหญ่นั้น มี 30% ที่เป็นภัยพิบัติจากธรรมชาติ แต่มีถึง 70% ที่เป็นเพราะคนทำขึ้น

ความสัมพันธ์ของทั้งสองจากความไม่พอใจ ก็กลายเป็นความไม่ไว้ใจ และความชิงชังแบบศัตรูในที่สุด

เมื่อเกิด ปฏิวัติวัฒนธรรม เป็นต้นมา หลิวเซ่าฉีก็กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของทุกสิ่งทุกอย่างที่การปฏิวัติวัฒนธรรมมุ่งโจมตีและทำลาย หลิวเซ่าฉีเป็น “ผู้เดินเส้นทางทุนนิยมหมายเลขหนึ่ง” เป็น “ครุชชอฟของจีน” และ “นักลัทธิแก้ผู้ต่อต้านการปฏิวัติ” ฯลฯ

ขณะที่หวางกวงเหม่ย ภรรยาของหลิวเซ่าฉี ผู้มีหน้าตาหมดจด บุคลิกลักษณะดีมีสง่า ทันสมัย และพื้นฐานที่ดี บิดาของเธอเคยเป็นขุนนางผู้ใหญ่ในสมัยรัฐบาลชุดแรกของสาธารณรัฐ เคยประจำในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษเป็นเวลานานหลายปี

หวางกวงเหม่ยเกิดในสหรัฐอเมริกา สามารถพูดภาษาต่างประเทศได้ 3 ภาษาคือ อังกฤษ, ฝรั่งเศส และรัสเซีย เคยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยฟูเหรินที่ทำสถิติการศึกษาคณิตศาสตร์ด้วยคะแนนสูงสุด และจบปริญญาโททางนิวเคลียร์ฟิสิกส์ ด้วยความศรัทธาและเชื่อมั่นในการปฏิวัติจีน เธอเดินทางมาทำงานในเอี้ยนอานเมื่อ ค.ศ. 1946 ฯลฯ

หวางกวงเหม่ยมีคุณสมบัติพร้อมทุกประการที่จะเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของจีน ความโดดเด่นเช่นนี้ทำให้เธอตกเป็นเป้าหมายของความชิงชังและริษยาอาฆาตของเจียงชิง ภรรยาเหมาเจ๋อตง ไม่มีคุณสมบัติใดของเจียงชิงซึ่งเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเทียบกับเธอได้เลย ขณะที่หลิวเซ่าฉี ก็เป็นที่หวาดระแวงของเหมาเจ๋อตง

เดือนเมษายน ปี ค.ศ. 1967 เรดการ์ด 30 คนก็บุกบ้านที่พำนักของหลิวเซ่าฉี ในจงหนานไห่ และใช้กำลังบุกเข้าจับกุมหลิวเซ่าฉีกับหวางกวงเหม่ยภรรรยา

ทั้งสองต้องตกเป็นจำเลยของเรดการ์ดที่ตั้งศาลเตี้ยขึ้นในมหาวิทยาลัยชิงหัว ท่ามกลางผู้ชมประมาณ 300,000 คน มีการบังคับให้หวางกวงเหม่ยแต่งตัวให้ดูเป็นตัวตลก แล้วบังคับให้วิจารณ์ตนเอง สอบสวนแล้วสอบสวนอีกตลอดเวลาสองคืนเต็มๆ

ในเดือนพฤษภาคม มีการจัดตั้งคณะทำงานพิเศษแบบคณะกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อทำหน้าที่สอบสวนถึง “พฤติกรรมที่ผิดๆ ในอดีต” ของหลิวเซ่าฉี กรรมการกลุ่มพิเศษนี้ประกอบด้วยเจียงชิงและพรรคพวก

วันที่ 18 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 1967 เรดการ์ดบุกเข้าไปจับตัวหลิวเซ่าฉีกับหวางกวงเหม่ยภรรยาในที่พำนักในจงหนานไห่ ทั้งคู่ถูกเรดการ์ดกลุ้มรุมทำร้ายจนบาดเจ็บ

คดีหลิวเซ่าฉีเป็นจำเลยนี้ มีผู้ทำหน้าที่พนักงานสอบสวนสืบสวนทั้งสิ้นถึงกว่า 500 คน ทำการเปิดที่เก็บเอกสารสำคัญของพรรคถึง 15 แห่ง ตรวจสอบเอกสารทั้งสิ้น 2,500,000 แผ่น ลูกๆ ของหลิวเซ่าฉีถูกทำร้าย และเนรเทศไปทำงานในถิ่นกันดาร มีบางคนถึงขั้นเสียชีวิต หลิวเซ่าฉีเสียชีวิตในที่คุมขังในเดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1969

หวางกวงเหม่ยถูกกล่าวหาว่าเป็นสายลับของสหรัฐอเมริกาหรือรัสเซียระหว่างเรียนในมหาวิทยาลัยฟูเหริน มีศาสตราจารย์อายุมากๆ ถูกทำร้ายถึงชีวิตหลายคน เพราะไม่ยอมยืนยันตามข้อกล่าวหาดังกล่าว แม่ของเธอก็ถูกทรมานจนตาย เพราะไม่ยอมให้การเท็จใส่ร้ายลูกสาว

หวางกวงเหม่ยถูกคุมขังแยกกับหลิวเซ่าฉี หลังการประชุมสมัชชาใหญ่สมัยที่ 9 พรรคในปี ค.ศ. 1969 หลินเปียวเสนอรายชื่อนักโทษความผิดร้ายแรงที่ควรประหารชีวิต เพื่อให้เหมาเจ๋อตงอนุมัติ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือชื่อของเธอที่เจียงชิงเกลียดชังเป็นพิเศษ หากเหมาขีดชื่อของเธอออก เธอจึงถูกขังเดี่ยวจนถึง ค.ศ. 1979 จึงได้รับอิสรภาพ

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

ข้อมูลจาก :

ทวีป วรดิลก. ประวัติศาสตร์จีน, สำนักพิมพ์สุขภาพใจ, 2577

. เหมาเจ๋อตง ฮ่องเต้นักปฏิวัติ, สำนักพิมพ์มติชน, 2545

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...