โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตามรอย “ควันไฟ” ความอร่อยในครัวจีน ที่มาของสำนวน “กินควันกินไฟในเมืองมนุษย์”

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 29 มิ.ย. 2567 เวลา 08.47 น. • เผยแพร่ 29 มิ.ย. 2567 เวลา 08.46 น.
อาหารจีนหลากหลายเมนู ที่มี

อาหารจีนติดอันดับเป็นหนึ่งในอาหารที่นิยมของคนทั่วโลกยอมรับในเรื่องรสชาติความอร่อย ที่มาของความอร่อยคือ “ไฟ” ที่เมื่อ “ควันไฟ” ล่องลอยขึ้นมาใน “ครัวจีน” เมื่อไหร่แล้วล่ะก็ รับรองได้ถึงความอร่อย แม้หลายคนอาจฟังดูแล้วไม่มีอะไรแปลกหรือซับซ้อน อาหารชาติไหนก็ใช้ไฟ แต่การควบคุมไฟในปริมาณและเวลาที่พอเหมาะ ไม่ใช่เรื่องง่าย ถือเป็นศาสตร์และศิลป์เลยทีเดียว

ครัวคนจีนใช้ไฟอย่างไรวิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ เขียนอธิบายไว้ใน “ขบไปเคี้ยวฟัน” ซึ่งในที่นี้ขอสรุปย่อมาพอสังเขปให้เห็นเส้นทางของควันไฟ

เอกสารจีนโบราณบันทึกว่า มนุษย์ดึกดำบรรพ์มีพฤติกรรมการกินไม่ต่างจากสัตว์ป่า จนกระทั่งรู้จักการใช้ไฟ สามารถควบคุมไฟ จึงเริ่มทิ้งห่างจากสัตว์ป่า การเริ่มใช้ไฟเพียงง่ายๆ แค่ให้อาหารสุกก็ค่อยๆ วิวัฒนาการซับซ้อนขึ้น จนเป็นวัฒนธรรมการบริโภคของจีน

วรรณคดีเรื่อง “ไซอิ๋ว” เมื่อพระถังซำจั๋งออกธุดงค์ไปอาราธนาพระไตรปิฎกจากชมพูทวีป บางครั้งต้องเจอกับพื้นที่เส้นทางที่ทุรกันดาร เห้งเจียก็จะเหาะขึ้นฟ้ามองดูว่าที่ใดมีควันไฟ ที่นั่นก็จะมีผู้คนอยู่อาศัยมีชุมชน ก็ตามควันไฟไปขอบิณฑบาตอาหารเจจากหมู่บ้านไกลๆ ออกไป

เช่นนี้ ไฟจึงค่อยๆ มีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน จนกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความเจริญ สีแดงของไฟมีความหมายเป็นสีมงคลแห่งความเจริญไปด้วย รวมไปถึงเตาไฟที่ใช้ประกอบอาหารในบ้าน และมีธรรมเนียมว่าแต่ละครอบครัวจะต้องไหว้เจ้าเตาไฟในวันที่ 24 เดือน 12 (ตามปฏิทินจันทรคติของจีน) เพื่อส่งท่านขึ้นสวรรค์ไปรายงานความดีของเราแก่เบื้องบน

ในมโนคติของคนจีน “ควันไฟ” เป็นของกินได้ การทำอาหารใน “ครัวจีน” ก็คือการขับเคี่ยวกับไฟ การกินอาหารก็เสมือนกับกินควันกินไฟ นั่นทำให้ลิ้นคนจีนไวต่อไฟ มีศิลป์การชิมอาหารเฉพาะตัวอย่างจีน และมีศัพท์ที่ใช้วิจารณ์อาหารที่เกี่ยวกับไฟใช้เป็นกลุ่มแรกๆ เช่น ไฟไม่พอ ไฟเกินไป

เมื่อชิมรสไฟเสร็จแล้วจึงค่อยชิมรสเค็ม หวาน เผ็ด เปรี้ยว ทีหลัง

การใช้ไฟในอาหารประเภท “น้ำแกง” ความใส ความขุ่นของน้ำแกงจะฟ้องว่าคนทำใช้ไฟได้ถูกต้องหรือไม่ ชนิดปิดไม่มิดทีเดียว กล่าวคือ น้ำแกงที่ดีต้องมองดูใส ดมได้กลิ่นหอม และชิมมีรสหวาน คุณค่าทางอาหารจากเนื้อสัตว์และผักต่างๆ ถูกรีดมาอยู่ในน้ำแกง ถ้าใช้ไฟผิดน้ำแกงจะขุ่น มีกลิ่นสาบ และรสเฝื่อน แต่ก็มีน้ำแกงบางชนิดที่มีลักษณะเฉพาะตัว เช่น น้ำแกงที่ภาษากวางตุ้งเรียกว่า “เหล่ยท้อง” ที่ยิ่งขุ่นยิ่งอร่อย

อาหารประเภทผัด, ทอด ก็ดูจากสีสันและลักษณะของอาหารว่า ปรุงจนผิดสีผิดรูปหรือไม่ ผัดไปมาจนอาหารหดตัว หรือผัดน้อยอ่อนไฟอาหารยังสุกๆ ดิบๆ เมื่อคีบอาหารเข้าปากชิมรสไฟที่แตะลิ้นเป็นลำดับแรกว่า หอม, ไหม้ หรือขม ก่อนจึงค่อยเคี้ยวชิมรสสัมผัสความนุ่มเหนียว, ความสดของอาหาร ฯลฯ

ส่วนการปรุงอาหารของชาวตะวันตกที่เทเหล้าลงบนเนื้อจนไฟติด แล้วรอจนเป็นเปลวได้ที่ มีรอยไหม้กระจายบนอาหารเป็นหย่อม จึงจัดอาหารใส่จาน นั่นไม่ใช่การคุมในการปรุงอาหารของจีน แต่เป็นวิธีของชาวตะวันตกที่ล่อเชื้อไฟด้วยแอลกอฮอล์ในเหล้า

ด้วยลักษณะการปรุงเช่นนี้ ครัวของคนจีนจึงเป็นครัวที่มีเขม่าควันไฟมากที่สุด มีคราบน้ำเยิ้มที่สุด และเป็นหนึ่งในครัวที่เสิร์ฟอาหารอร่อยที่สุด

เมื่อไฟนำมาซึ่งอาหารเลิศรส ในภาษาจีนจึงมีสำนวนเปรียบเปรยว่า “กินควันกินไฟในเมืองมนุษย์” สำนวนนี้ยังนิยมใช้ในตำนานและนิทานพื้นบ้านจีนบางเรื่อง ที่จะมีเทวดานางฟ้าแอบหนีลงมาอยู่กินกับมนุษย์ ซึ่งมีความหมายว่า เทวดาหรือนางฟ้านั้นยังมีชีวิตจิตใจ มีรัก โลภ โกรธ หลง เทียบกับสำนวนไทยได้ว่า “มีเลือดมีเนื้อ”, “ไม่ใช่พระอิฐพระปูน”

ต้องยอมรับว่าควันไฟในเมืองมนุษย์นี้น่ากินจริง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์. “ขบไปเคี้ยวฟัน” ใน, อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ คุณแม่ตั้งสี แซ่อึ้ง ณ เมรุวัดธาตุทอง วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2540

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 19 กุมภาพันธ์ 2564

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ตามรอย “ควันไฟ” ความอร่อยในครัวจีน ที่มาของสำนวน “กินควันกินไฟในเมืองมนุษย์”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...