โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

9 ปีมินเนียน การ์ตูนสุดน่ารักที่มาพร้อมเสียงหัวเราะและการหยามเหยียดชนกลุ่มน้อย

The Momentum

อัพเดต 09 ก.ค. 2562 เวลา 12.26 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2562 เวลา 12.26 น. • จิรภัทร บุณยะกาญจน

In focus

  • มินเนียนสร้างโดยค่าย Illumination Entertainment เขียนบทโดยไบรอัน ลินซ์ และการกำกับโดย ปิแอร์ คอฟฟิน และไคล์ บัลดา เป็นภาพยนตร์แอนิเมชันที่สร้างรายได้สูงที่สุดอันดับสามของโลก และภาพยนตร์ในตระกูลมินเนียนอย่าง มิสเตอร์แสบร้ายเกินพิกัดทั้งสองภาคก็ติดหนึ่งในสิบอันดับภาพยนตร์แอนิเมชันที่สร้างรายได้สูงที่สุดของโลกเช่นเดียวกัน
  • คำว่า‘Minion’ มีความหมายตามที่พจนานุกรมออกซ์ฟอร์ด คือ A follower or underling of a powerful person, especially a servile or unimportant one. หรือแปลเป็นภาษาไทย มินเนียน หมายถึง ผู้ติดตามหรือลูกสมุนของผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเป็นทาสหรือบุคคลที่ไม่สำคัญ
  • ภาษาของมินเนียนมีที่มาจากภาษาอื่นๆ ทั่วโลก พวกเขาทำงานภายในห้องใต้ดินของกรู ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับโรงงานอย่างไม่ผิดเพี้ยนนัก‘ชุด’ ที่เหล่ามินเนียนสวมใส่คือชุดเอี๊ยมยีนส์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชนชั้นแรงงาน ภาพแทนของมินเนียนนี้ทำให้เรายากจะปฏิเสธได้ว่ามินเนียนกลายสภาพเป็นแรงงานต่างด้าวที่พูดภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่องไปเสียสิ้น

ภาพยนตร์เรื่องมิสเตอร์แสบร้ายเกินพิกัด1 (Despicable Me 1) , มิสเตอร์แสบร้ายเกินพิกัด2  (Despicable Me 2) , มิสเตอร์แสบร้ายเกินพิกัด3 (Despicable me 3)   และภาพยนตร์เรื่องมินเนียน(Minions) เป็นภาพยนตร์สไตล์อเมริกันในตระกูลเดียวกัน หรือเรียกได้ว่าเป็นภาพยนตร์ภาคต่อ ที่สร้างเสียงหัวเราะให้กับผู้ชม เพราะความน่ารักและความอบอุ่นที่ส่งผ่านจากตัวละครหลากหลายตัวที่เรียกความนิยมทั้งในประเทศไทย รวมถึงอีกหลายๆประเทศ 

  ภาพยนตร์ที่มีตัวละครชูโรงหลักคือเหล่ามินเนียนจอมแสบนี้ เป็นผลงานคุณภาพจาก ค่ายอิลลูมิเนชัน เอนเทอร์เทนเมนท์(Illumination Entertainment) ด้วยฝีมือการเขียนบทของไบรอัน ลินซ์ และการกำกับโดย ปิแอร์ คอฟฟิน และไคล์ บัลดา ก็ทำให้ภาพยนตร์เรื่อง มินเนียน(Minions) กลายเป็นภาพยนตร์แอนิเมชันที่สร้างรายได้สูงที่สุดอันดับสามของโลก และภาพยนตร์ในตระกูลมินเนียนอย่าง มิสเตอร์แสบร้ายเกินพิกัดทั้งสองภาคก็ติดหนึ่งในสิบอันดับภาพยนตร์แอนิเมชันที่สร้างรายได้สูงที่สุดของโลกอย่างไม่น่าแปลกใจ 

จุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์มินเนียน ว่ามินเนียนมีต้นกำเนิดมาจากอะไร แพร่สายพันธุ์ได้อย่างไรให้มีจำนวนมากมายขนาดนี้ กลายเป็นหมอกจางๆ ที่ยากจะมองให้เห็นอย่างแจ่มชัด แม้กระทั่งนักเขียนบทและผู้กำกับเองยังบอกเพียงว่า มินเนียนคือสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวตัวสีเหลือง วิวัฒนาการมาจากเซลล์เล็กๆ ที่ไม่ได้แพร่พันธุ์ด้วยการสืบพันธุ์ด้วยวิธีเดียวกับสัตว์อื่นๆ ไม่ระบุเพศอย่างชัดเจน ดำรงชีวิตด้วยวิถีที่แตกต่างจากสัตว์ในยุคก่อน และความต้องการเดียวที่ยึดเหนี่ยวการดำรงชีวิตเอาไว้ก็คือ การได้รับใช้วายร้ายในทุกยุคสมัย พวกมันพร้อมจะภักดีและยินยอมเป็นลูกสมุนตัวจ้อยให้แก่เหล่าวายร้าย ไม่ว่าจะเป็น ไดโนเสาร์ เหล่าฟาโรห์ และแม้พวกมันจะได้รับใช้สการ์เล็ต วายร้ายอันดับ1 ของยุค ก็ยังไม่มีความสุข ท้ายที่สุด ชีวิตของมินเนียนก็ได้มาพบเจอวายร้ายตัวจริงอย่าง‘กรู’ และรับใช้กรูตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา 

หากพิจารณาดูแล้ว เนื้อเรื่องในภาพยนตร์ไม่ได้บอกให้เราทราบอย่างถ่องแท้ว่า มินเนียนตัวแรกถือกำเนิดขึ้นได้อย่างไร และอยู่ในยุคสมัยใด อีกทั้งข้อสังเกตหนึ่งที่ควรค่าแก่การสืบเสาะความจริงดูก็คือ มินเนียนเป็นตัวอะไรกันแน่ เป็นคน หรือสัตว์ แล้วเป็นสัตว์ประเภทไหน อยู่ในไฟลั่มใด หรือแท้ที่จริงแล้ว มินเนียนเป็นเพียงสัญลักษณ์ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น 

Minions and Minority

  คำว่า ‘Minion’ ที่ปรากฏเป็นชื่อเรียกเจ้าตัวเล็กสีเหลืองที่มีตาเดียวบ้าง สองตาบ้างนั้น มีความหมายคือ ลูกสมุน คนรับใช้ ลูกมือ บ่าว โดยความหมายที่เป็นภาษาอังกฤษตามที่พจนานุกรมออกซ์ฟอร์ด ได้ให้ไว้นั้น คือ A follower or underling of a powerful person, especially a servile or unimportant one. หรือแปลเป็นภาษาไทย มินเนียน หมายถึง ผู้ติดตามหรือลูกสมุนของผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเป็นทาสหรือบุคคลที่ไม่สำคัญ ซึ่งเมื่อเทียบเคียงกับบริบทในภาพยนตร์แล้วนั้นจะเห็นว่าการแปลความหมายนี้กับชื่อเรียกของมินเนียนเองก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้อย่างชัดเจน มินเนียนจึงเป็นภาพแทนของบรรดาผู้คนกลุ่มหนึ่งที่ได้แต่ติดสอยห้อยตามผู้มีอำนาจ ซึ่งสะท้อนออกมาให้เห็นผ่านชื่อเรียกของมินเนียนเป็นอันดับแรก

  นอกจากชื่อเรียกที่มีความหมายไปในเชิงกลุ่มคนระดับรองที่ไม่ได้อยู่ในสภาวะของความเป็นผู้นำแล้ว ทางกายภาพของมินเนียน ก็ได้สะท้อนให้เห็นถึง‘ความผิดแผก’ บางอย่างอีกด้วย เรียกได้ว่ามีลักษณะทางกายภาพของมินเนียนคล้ายคลึงกับคน แม้ว่าจะมีรูปแบบที่แตกต่างไปบ้าง แต่ก็ใกล้เคียงกัน เช่น การยืนด้วยขาเพียงสองขา มีมือสองมือที่สามารถหยิบจับสิ่งของและทำงานได้อย่างเป็นระบบ มีสมองในส่วนที่สามารถรับรู้ภาษาของมนุษย์ นำไปแปลข้อมูลและทำความเข้าใจกับประโยคโครงสร้างอันซับซ้อนได้ ดังที่เห็นผ่านการพูดคุยและรับคำสั่งจากกรู มินเนียนเองก็สามารถส่งสารกลับมายังผู้ฟังด้วยภาษาเฉพาะตัวได้ 

จึงกล่าวได้ว่า‘ภาษา’ (Logos) ซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าอย่างหนึ่งของมนุษย์ได้ปรากฏให้เห็นในชาวมินเนียน และกลายเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เห็นว่ามินเนียน มีความเป็นมนุษย์อยู่มากทีเดียว นอกจากจะมีสมองส่วนที่สามารถรับรู้ภาษาของมนุษย์และแปลงเป็นข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจแล้วนั้น มินเนียนเองก็ยังมีการทำงานของสมองในส่วนรับรู้อารมณ์ความรู้สึก สามารถเศร้าใจ กังวล ดีใจ ตื่นเต้น หัวเราะ และสามารถแสดงออกถึงอารมณ์เหล่านั้นออกมาได้อย่างชัดเจนไม่ต่างจากมนุษย์ เช่น ฉากที่มิสเตอร์กรูประกาศกับเหล่ามินเนียนว่าเขาจะไปขโมยดวงจันทร์ เหล่ามินเนียนก็เข้าใจและแสดงออกถึงความดีใจ ตื่นเต้นด้วยท่าทางตบไม้ตบมือ กระโดดไปมา 

หากจะมีบางสิ่งที่แตกต่างจากมนุษย์ ก็คงเป็นเพียงส่วนของกายภาพที่แสดงออกมาว่ามินเนียน เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีตัวสีเหลือง สีผิวที่แตกต่างจากมนุษย์โดยทั่วไป และยังมีขนาดตัวเล็กเกินกว่าขนาดโดยเฉลี่ยของมนุษย์ปกติ ซึ่งส่งผลให้มินเนียนมีความสามารถบางอย่างด้อยกว่ามนุษย์ทั่วไป เช่น ไม่สามารถหยิบของในที่สูงได้ จึงต้องกระโดดไปมาในหลายฉาก 

จากลักษณะทั่วไปของมินเนียนนี้ทำให้อาจมองได้ว่า มินเนียนเป็นภาพแทนของบุคคลในฐานะของผู้พิการ โดย ความหมายของคำว่า‘คนพิการ’  ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนพิการ พ.ศ.2550 ได้ให้ไว้ว่า คนพิการ หมายถึง บุคคลซึ่งมีข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันหรือเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคม เนื่องจากมีความบกพร่อง ทางการเห็น การได้ยิน การเคลื่อนไหว การสื่อสาร ประกอบกับมีอุปสรรคในด้านต่างๆ และมีความจำเป็นเป็นพิเศษที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือ  

อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่สามารถสะท้อนให้เห็นกระบวนการสร้างให้มินเนียนกลายเป็นชนกลุ่มน้อยได้อย่างแจ่มชัดก็คือ ภาษาที่มินเนียนใช้ เนื่องจากพวกเขาสามารถรับรู้และเข้าใจภาษาของมนุษย์ได้ ซึ่งในบริบทในภาพยนตร์คือ ภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษากลางในการสื่อสารกันของผู้คนในประเทศสหรัฐอเมริกา หากแต่มินเนียนไม่สามารถส่งผ่านการสื่อสารกลับมายังผู้ส่งสารด้วยภาษาอังกฤษ และพวกเขาก็มีภาษาของพวกเขาเองที่นอกจากเหล่ามินเนียน ก็ไม่มีใครสามารถเข้าใจภาษานั้นได้ เช่น คำว่า‘ปาปอย’ (PaPoy)  ซึ่งเป็นภาษาเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีใครเข้าใจนั้น สะท้อนให้เห็นความเข้าใจอย่างหนึ่งว่า มินเนียนเป็นชนกลุ่มน้อยที่ไม่มีการพัฒนาภาษาของตนเองให้กลายเป็นเครื่องมือสื่อสารในวงกว้างระหว่างชุมชนของตนเองและคนอื่น และสะท้อนให้เห็นว่ามินเนียนไม่สามารถปรับตัวด้วยการเรียนรู้และสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษเพื่อให้เข้ากับประชากรโลก โดยภาษาอังกฤษนี้ ถือได้ว่าเป็นภาษากลางในการสื่อสารไม่ว่าจะกับใครก็ตามตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่2 

ภายในภาพยนตร์ ผู้คนในเรื่องสื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษทั้งสิ้น หากจะมีก็เป็นเหล่ามินเนียนที่พูดภาษาอื่นๆ และนอกจากคำบางคำในภาษาของมินเนียนนั้นยากเกินกว่าเราจะเข้าใจ ความน่าสนใจในภาษาของมินเนียนกลับอยู่ที่ บางคำในภาษาของมินเนียนนั้น มีที่มาจากภาษาอื่นๆทั่วโลก  หากยกตัวอย่างให้ชัดเจนขึ้น จะเห็นว่ามินเนียนจะตอบรับด้วยคำว่า ซี(Si) ซึ่งเป็นภาษาสเปนแปลว่า ใช่ หรือ ตกลง แต่เมื่อนับเลข ก็จะนับว่าHana Dul Sae ซึ่งเป็นภาษาเกาหลี รวมถึงใช้คำว่าpara tú ในภาษาอิตาลีที่แปลว่า สำหรับคุณ อีกด้วย ประเด็นเรื่องภาษาจากทั่วโลกที่ผสมผสานกับภาษาเฉพาะตัวของมินเนียนเองนี้จึงสื่อสารนัยสำคัญได้ดีว่า มินเนียน ผู้ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยที่คอยตามเหล่าผู้มีอำนาจและวายร้ายนั้น เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของผู้คนจากทั่วโลกที่พูดภาษาอื่นๆ ซึ่งกำลังยอมตามมหาอำนาจอย่างอังกฤษหรือสหรัฐอเมริกา เจ้าอาณานิคม อันเป็นตัวแทนของประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษนั่นเอง

ประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่จะมองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือ‘ชุด’ ที่เหล่ามินเนียนสวมใส่อยู่ตลอดเวลา เราจะเห็นว่ามินเนียนจะสวมชุดเอี๊ยมยีนส์กันเกือบทุกตัว อาจจะมีบ้างที่ใส่ชุดแม่บ้าน หรือชุดทำความสะอาด ชุดเอี๊ยมยีนส์ ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชนชั้นแรงงาน เนื่องจากชุดเอี๊ยมยีนส์ มีส่วนประกอบของผ้าเดนิมที่ให้ความแข็งแรง ขาดยากและทนทานในการทำชุด ทำให้เหมาะแก่ผู้คนที่ทำงานหนัก และเป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับการตัดเย็บให้แก่แรงงานในสมัยก่อนได้สวมใส่ จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของชนชั้นแรงงาน ซึ่งแตกต่างจากความนิยมยีนส์ในหมู่ชนชั้นกลางขึ้นไปในปัจจุบัน 

ดังนั้นเมื่อมองดูที่ชุดของมินเนียน มินเนียนเองก็คือชนชั้นกรรมาชีพที่นิยมใส่ชุดเอี๊ยมยีนส์เพื่อความทนทานสำหรับการทำงานแรงงานอย่างที่เราเห็นภายในภาพยนตร์นั่นเอง นอกจากชนชั้นกรรมาชีพภายในตัวมินเนียนได้ถูกสะท้อนผ่านการสวมใส่ผ้ายีนส์แล้วนั้น มินเนียนบางตัวก็ยังสวมใส่ชุดแม่บ้านทำความสะอาด ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในการนิยามถึงชนชั้นของมินเนียนว่าเป็นชนชั้นล่าง เป็นคนรับใช้ คนทำความสะอาดนั่นเอง

ประเด็นนี้ยิ่งชัดยิ่งขึ้นเมื่อเราเห็นลักษณะการทำงานของมินเนียนไม่ว่าจะภาคใดก็ตาม มินเนียนทำงานภายในห้องใต้ดินของกรู ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับโรงงานอย่างไม่ผิดเพี้ยนนัก นั่นคือมีเครื่องจักรหลายสิบตัววางอยู่ มีสายพานวางซ้อนกันหลายชั้น มินเนียนเองก็ทำงานอย่างเป็นระบบคล้ายคนงานในโรงงาน พวกเขาจะวิ่งอยู่บนชั้นเหล็ก ถือของยกตามกันมา หรือบางครั้ง ก็ส่งของต่อกันเป็นทอดๆ จากมินเนียนที่ยืนต้นแถวไปยังท้ายแถว มินเนียนอีกกลุ่มหนึ่งก็ขนส่งสิ่งของไปตามรถราง มีมินเนียนบางตัวที่เป็นคนคอยคุม สั่งการอยู่ โดยมินเนียนที่เป็นผู้คุมนี้จะสวมหมวกแบบที่วิศวกรสวมใส่กันขณะทำงานเกี่ยวกับการก่อสร้าง ดังที่เห็นได้ในภาคของ มิสเตอร์แสบร้ายเกินพิกัด2 (Despicable Me 2) 

ลักษณะการทำงานเช่นนี้นั้น เรียกได้ว่าเป็นการทำงานแบบชนชั้นแรงงาน หรือเรียกได้ว่าเป็นแรงงานไร้ฝีมือ ซึ่งหมายถึงผู้ที่ทำงานโดยใช้กำลังกาย ไม่จำเป็นต้องใช้ความรู้ความชำนาญ เพียงได้รับคำแนะนำเล็กน้อยก็สามารถทำงานได้ ภาพแทนความเป็นชนชั้นแรงงานที่สะท้อนผ่านการทำงานของมินเนียนนี้ทำให้เรายากจะปฏิเสธว่า ความน่ารักของมินเนียนได้กลายสภาพเป็นแรงงานต่างด้าวที่พูดภาษาไม่รู้เรื่องไปเสียสิ้น 

ยิ่งไปกว่านั้น ภาวะแรงงานของมินเนียนสะท้อนให้เห็นมากขึ้นในสภาวการณ์ของการถูกกดขี่ และถูกลิดรอนสิทธิ จากที่เห็นได้ในฉากหนึ่งของภาพยนตร์เรื่อง มิสเตอร์แสบร้ายเกินพิกัด1 (Despicable me 1) ซึ่งเป็นฉากที่แอ็กเนส เด็กหญิงอายุน้อยที่สุดที่กรูรับมาเลี้ยงจากบ้านเด็กกำพร้าเพื่อเข้าร่วมกระบวนการขโมยดวงจันทร์ อยากได้ตุ๊กตาม้ายูนิคอร์น กรูจึงสั่งให้มินเนียนไปตามหามาให้ได้ มินเนียนจึงออกไปตามหาตุ๊กตาม้ายูนิคอร์นตามคำสั่ง ไม่ว่าจะดึกเพียงใดก็ตาม ทำให้เห็นว่าชีวิตของมินเนียนที่ผูกติดอยู่กับคำสั่งของกรู ซึ่งในที่นี้คือผู้มีอำนาจนั้น ไม่ต่างอะไรเลยกับชีวิตของชนชั้นล่างที่ผูกติดอยู่กับการขับเคลื่อนของผู้มีอำนาจหรือนายทุน   

Laughing Matter  

หากใครที่ได้ชมภาพยนตร์ในตระกูลมินเนียนครบทุกภาคแล้ว จะพบว่าประเด็นของการเป็นชนกลุ่มน้อยหรือต่างด้าว และประเด็นของการเป็นชนชั้นแรงงานข้างต้นได้แทรกซ่อนอยู่ภายในภาพยนตร์ที่ใช้ฉากข้างหน้าเป็นแอนิเมชั่นสดใส น่ารัก แนวครอบครัว เหมาะกับการพาครอบครัวมาชม แต่เมื่อลองมองภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ลึกเข้าไป ผ่านลีลาการกระทำที่แสนจะตลกขบขันและชวนเรียกเสียงหัวเราะของมินเนียนนั้น จะพบกับสารที่ซุกซ่อนอยู่จากการใช้อารมณ์ขันของผู้คนเป็นเครื่องมือหนึ่งในการเหยียดผู้อื่นอยู่โดยไม่รู้ตัว 

  เราจะพบว่า แม้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะไม่ได้กล่าวถึงหรือโจมตีประเด็นชนกลุ่มน้อยหรือชนชั้นที่ต่ำกว่าอย่างตรงไปตรงมา แต่กลับใช้ภาษาและท่าทาง ลักษณะของตัวละคร รวมไปถึงการกระทำบางอย่างที่เรียกเสียงหัวเราะ แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างในการนำเสนอภาพของคนต่างด้าว ชนชั้นล่าง หรือชนชั้นแรงงานในแบบที่ไม่เหมือนใคร  เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้มีเจตนามุ่งเน้นการให้ภาพแรงงานที่ทุกข์ระทมถูกกดขี่โดยตรง หากแต่ใช้มินเนียนเป็นตัวแทนของชนกลุ่มน้อย  และคนที่ถูกดขี่ให้กลายเป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นสิ่งที่รองรับอารมณ์ขันของเรา โดยที่ผู้ชมไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังหัวเราะให้กับการเหยียดทั้งเรื่องสีผิว เหยียดภาษา หรือกำลังตลกไปกับการกระทำที่ดูจะไม่เข้าท่าเอาเสียเลยกับชนกลุ่มน้อยเหล่านั้นอย่างมินเนียน 

อำนาจอันน่ามหัศจรรย์ของอารมณ์ขันที่กลบไว้ซึ่งการเหยียดนี้จึงเป็นอำนาจที่ซับซ้อนแยบคาย โดยเฉพาะเมื่อมันอยู่ในภาพยนตร์การ์ตูนสำหรับเด็กและครอบครัว ซึ่งความขบขันที่เกิดขึ้นจากภาพยนตร์เรื่องนี้ เกิดจากท่าทางที่ไร้เดียงสา เวลาที่มินเนียนแลบลิ้นปลิ้นตาและหัวเราะใส่กัน รวมถึงเวลาที่คุยกันด้วยภาษาที่เราไม่รู้เรื่อง หัวเราะกับฉากที่มินเนียนตัวหนึ่งกระแทรกหัวมินเนียนอีกตัวหนึ่งด้วยคีย์บอร์ด ฉากที่มินเนียนเขย่าขวดโค้กจนแก๊สพุ่ง เหตุการณ์เหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นอารมณ์ขันของผู้ชมได้เป็นอย่างดี เนื่องจากอารมณ์ขันแบบนี้เกิดขึ้นจากการที่เรามองตัวเองในสภาวะที่เหนือกว่า และมองว่าถ้าเราอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น อย่างไรเสียเราจะไม่ทำแบบที่มินเนียนทำ 

ความน่ากลัวของอารมณ์ขันลักษณะเช่นนี้นี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่เราแอบสะใจกับความผิดพลาดของอีกฝ่ายเท่านั้น แต่ความรุนแรงของมันจะยิ่งทวีมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราหัวเราะกับร่างกายที่ผิดแผกไปจากปกติ สีผิวที่แตกต่างจากเรา เชื้อชาติและวิถีแห่งศาสนาบางอย่าง รวมถึงวัยและรสนิยมทางเพศ ซึ่งเห็นได้ว่าการมีอารมณ์ขันให้กับสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ต่างอะไรจากการล้อเลียนและการเหยียดอย่างหนึ่งที่เป็นการกระทำอันเห็นได้บ่อยครั้งสำหรับสังคมในยุคปัจจุบัน

  อารมณ์ขันได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งในการล้อเลียน การเหยียด รวมถึงเป็นเครื่องมือในการแสดงความกดขี่ผ่านเสียงหัวเราะ ผ่านความสุขที่ก่อตัวขึ้นจากความทุกข์ของผู้อื่นอย่างหลีกหนีไม่ได้ หลายครั้งเรามองอำนาจของอารมณ์ขันนั้นจึงไม่สามารถมองได้ด้วยการพิเคราะห์เพียงผิวเผินว่าเพราะเป็นเรื่องน่าขบขันจึงขำขัน หากแต่ยังมีเบื้องลึกที่ซ่อนอยู่ภายใต้เสียงหัวเราะนั้นอย่างมีนัยสำคัญ

  นอกจากอารมณ์ขันภายในเรื่องนี้ยังเป็นกลวิธีหนึ่งในการใช้สำหรับเหยียดหรือล้อเลียนแล้ว ตัวของ‘อารมณ์ขัน’ เองก็ยังมีบทบาทในการลดทอนไม่ให้การเหยียดนั้นดูรุนแรงจนเกินไป หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า อารมณ์ขันถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการลดทอนการเหยียด โดยอารมณ์ขันจะทำให้เนื้อหาของภาพยนตร์ที่เรามองว่าการกระทำเช่นนี้คือการเหยียด หรือเป็นการกดชนกลุ่มน้อยให้ด้อยกว่าและหัวเราะพวกเขา กลายเป็นเรื่องที่ไม่จริงจังมากนัก รวมถึงคิดว่าเป็นการเหยียดที่ไม่รุนแรง และใช้อารมณ์ขันเพื่อทำให้เราไม่ได้รู้สึกว่านี่เป็นการเหยียดเสียทีเดียว หากจะกล่าวให้ชัดเจนมากขึ้น เมื่อเรารู้สึกขบขันกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อานุภาพของความขบขันนี้จะช่วยบรรเทาความรู้อื่นๆ รอบตัวไปได้ เราจะลืมความเศร้า ลืมความทุกข์ โหยหาการปลดปล่อยทางอารมณ์ที่เรียกว่าความสนุก มากกว่าขังตัวเองอยู่ในกรอบความคิดใดความคิดหนึ่ง อารมณ์ขันจึงกลายเป็นเครื่องลดทอนความรุนแรงจากการกดชนกลุ่มน้อยให้ต่ำลงนี้ได้อย่างมาก    กระบวนการเหยียดหรือกระบวนการสร้างมินเนียนให้เป็นภาพแทนของแรงงานนี้ถูกเคลือบด้วยความน่ารัก(Cuteness) คือการทำให้เราหลงลืมถึงแก่นสำคัญของตัวละครที่น่าสงสารเหล่านี้ว่าพวกมันเป็นเพียงแรงงานกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ทำงานอย่างหนักโดยไม่มีวันหยุดพัก ใช้ชีวิตราวกับเป็นอมตะด้วยการทำงาน รับใช้ผู้มีอำนาจที่เขาได้ฝากฝังชีวิตตัวเองเอาไว้ ความน่ารักนี้ได้บดบังการเหยียดที่มีจนหมดสิ้น 

We are minions?

  เนื่องจากบริบททางสังคมของภาพยนตร์เรื่องนี้เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา จึงไม่ผิดเพี้ยนนักหากเราจะสืบหาความเป็นมินเนียนจากสหรัฐอเมริกา หลักฐานชิ้นสำคัญตกอยู่ที่ชาวเม็กซิกัน ซึ่งเป็นเชื้อชาติที่หลบหนีเข้าสู่สหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมาก ชาวเม็กซิกันนี้เองที่ใช้ภาษาสเปนเป็นภาษาประจำชาติ น่าแปลกใจที่เหล่ามินเนียนเองก็ใช้ภาษาสเปนในการสื่อสารเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการตอบรับ แสดงความขอบคุณ หรือพูดสวัสดี  หรือบางทีมินเนียนก็อาจจะเป็นชาวHispanic ในสหรัฐอเมริกาก็เป็นไปได้ 

หากมองในประเด็นการสร้างลำดับชั้นสูง–ต่ำ ผ่านเชื้อชาติ สีผิว ย้อนไปในอดีตสมัยสงครามโลกครั้งที่2 ก็เคยเกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวโดยนาซี โดยเริ่มต้นจาก การใช้ ‘เชื้อชาติ’ เป็นตัวกำหนดความเป็นอัตลักษณ์ให้แก่คนในชาติของตนเอง และเมื่อพิจารณาดูรูปลักษณ์ภายนอกของมินเนียนแล้ว จะเห็นว่ามินเนียนใส่ชุดยีนส์ มีตาเดียวบ้าง สองตาบ้าง ลักษณะเช่นนี้ดูคล้ายคลึงกับลักษณะภายนอกของเด็กชาวยิวที่ถูกนาซีนำมาจับขังไว้ที่ค่ายกักกัน ซึ่งเมื่อจับมาขังแล้วก็จะให้ใส่หน้ากากที่มีลักษณะคล้ายหน้าตาของมินเนียน คือมีรูกลมๆ อยู่ตรงกลาง ใส่ชุดยีนส์คล้ายกัน ดังที่จะเห็นได้ในภาพ     

นอกจากนี้หากมองที่คาแรกเตอร์ของมินเนียนซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีปริมาณมาก โหวกเหวกโวยวายจนบางครั้งก็อาจจะทำให้ผู้คนรำคาญ เวลาเดินหรือวิ่งก็มีท่าทางเหมือนจะชนกันบ้าง พูดภาษาเฉพาะกลุ่ม เวลารับประทานอาหารก็จะเลอะเทอะ ด้วยลักษณะนิสัยดังนี้ เมื่อเทียบเคียงกับชาติต่างๆ ดูแล้วจะพบว่ามินเนียนดูเหมือนชาวจีน อีกทั้งสีผิวของมินเนียนก็มีสีเหลือง ตรงกับศัพท์แสลงที่คนผิวขาวเรียกคนเอเชียว่า ลิงเหลือง หรือYellow Monkey 

   หรือแม้แต่คำว่าChing-Chong เป็นคำเรียกภาษาจีนซึ่งเป็นการล้อเลียนถึงภาษาที่มีการออกเสียงช้งเช้ง ฟังยากและไม่ค่อยมีคนฟังรู้เรื่อง ซึ่งการใช้ภาษาในลักษณะนี้มีความใกล้เคียงอย่างมากกับภาษาที่มินเนียนใช้ ในแง่นี้ มินเนียนก็อาจเป็นภาพแทนของชาวจีนหรือชาวเอเชียที่มีภาษาเฉพาะตัวที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษก็ได้

ยิ่งชัดเจนเมื่อเรามองไปที่ตัวละคร ‘กรู’ มิสเตอร์กรูและตัวละครอื่นๆ ที่มีรูปร่างลักษณะเป็นคนผิวขาว พูดภาษาในกลุ่มตระกูลเดียวกัน สามารถสื่อสารถึงกันและกันรู้เรื่อง และมีอารยธรรมหรือรูปแบบการใช้ชีวิตที่คล้ายกัน กรู จึงกลายเป็นตัวแทนของคนขาว ชนชั้นสูงและแนวคิดในแบบความมีอารยะของคนผิวขาวที่เหนือกว่าผิวสีอื่นๆ 

ดังนั้นจึงไม่แปลกนักหากจะกล่าวว่า‘มินเนียน’ สามารถเป็นคนกลุ่มใดก็ได้ที่ได้รับการปฏิบัติแตกต่างจากคนทั่วไป และถูกกดให้กลายเป็นพลเมืองชั้นรอง หรือเป็นชนชั้นแรงงาน หรือเป็นกลุ่มคนที่ถูกแบ่งแยกและกีดกันออกไปแล้วเนื่องจากสภาพความเป็นอื่นที่มีอยู่ในตัวคนเหล่านั้น และนั่นหมายถึง แท้ที่จริงแล้ว มินเนียน ก็เป็นกลุ่มคนชายขอบที่มาจากแต่ละภาคส่วนของโลก ไม่ว่าจะเป็นชาวเม็กซิกันในอเมริกา คนผิวดำในอเมริกา ชาวยิวในเยอรมัน ชาวจีนหรือเอเชีย หรือเป็นได้ทั้งคนกลุ่มน้อยของประเทศนั้นๆ เอง  

  จากที่เห็นแล้วว่ามินเนียนคือภาพแทนของแต่ละกลุ่มบุคคลดังกล่าว และทั้งหมดทั้งมวลในภาพยนตร์ก็คือเรื่องราวของการเหยียดสีผิว เหยียดเชื้อชาติ แสดงภาพจำลองของโลกแรงงานและกรรมมาชีพซึ่งถูกลดทอนความรุนแรงทางอารมณ์ของการเหยียดแล้วด้วยรูปแบบการสร้างที่เป็นแอนิเมชัน ใช้สีสันสดใสฉาบแต่งตัวละครให้มีความน่ารัก สอดแทรกอารมณ์ขันที่กลบไว้ด้วยการเหยียดผ่านการกระทำ ภาษาของเหล่ามินเนียน ซึ่งการเหยียดที่ถูกยึดโยงด้วยแนวคิดของคนผิวขาว ภาระของคนผิวขาวและอารมณ์ขันของคนผิวขาวที่ได้กล่าวมาทั้งหมดได้นำเสนอผ่าน‘กรู’ ผู้เป็นตัวแทนของกลุ่มคนผิวขาวหรือผู้ที่ทรงอำนาจกว่า ที่มองว่าตนเอง มีภาระที่ต้องอุ้มชู เลี้ยงดูมินเนียน ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่ยังไม่มีอารยธรรม และต่ำต้อย

ท้ายที่สุด การที่มินเนี่ยนจับใจผู้คนทั่วไป อาจไม่ได้มาจากความน่ารักหรือพฤติกรรมอันน่าเอ็นดูที่ข่วยชุบชูจิตใจให้ผู้ชมรู้สึกอบอุ่นแบบหนังครอบครัว ในทางตรงกันข้าม สิ่งที่ยึดโยงพวกเราไว้กับเหล่ามินเนี่ยน อาจเป็นเพราะพวกมันช่วยเยียวยาจิตใจเหล่าผู้อ่อนแอ ปลอบปะโลมผู้พ่ายแพ้ให้กับระบบทุนนิยม ว่าอย่างน้อยเหล่ามินเนียนที่ต่ำต้อยเหล่านี้ก็ยังมีที่ทางและความสุขตามอัตภาพของมัน และยิ่งไปว่านั้น การเยียวยาเหล่านี้อาจนำไปสู่ภาพลวงตาที่ว่า ในโลกนี้ยังมีผู้ที่ต่ำต้อยกว่าชีวิตอันพอยอมรับได้ของเรา ทั้งๆ ที่ในท้ายที่สุด เราต่างมีมิสเตอร์กรูให้ต้องรับใช้ และมีห้องแล็บห้องใหญ่ให้เราต้องทนทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น

อ้างอิง:

https://www.telegraph.co.uk/films/0/weird-movie-conspiracy-theories-true-stories-behind/minions-based-jewish-children-adopted-nazis-used-horrific-experiments/

http://www.majorcineplex.com/news/minions-boxoffice 

ราชบัณฑิตยสถาน.พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542.”กรุงเทพมหานคร: นานมีบุคส์พับลิเคชั่นส์, 2546

อารมณ์กับชีวิตที่ดีในปรัชญาขงจื่อ.กรุงเทพมหานคร: โครงการเผยแพร่ผลงานวิชาการคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2557

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...