โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คุณปู่นักเล่าเรื่องธรรมชาติระดับโลก : David Attenborough - เพจยอดมนุษย์..คนธรรมดา

TOP PICK TODAY

เผยแพร่ 31 ต.ค. 2563 เวลา 17.00 น. • เพจยอดมนุษย์..คนธรรมดา

“สวัสดี หนูอยากรู้ว่า สัตว์อะไรจะสูญพันธุ์ เป็นชนิดต่อไป” 

เจ้าชายจอร์จแห่งเคมบริดจ์ อายุ 7 ขวบ เอ่ยถาม เดวิด แอทเทนเบอเรอห์ (David Attenborough)นักธรรมชาติวิทยาและผู้ดำเนินรายการชื่อดังวัย 94 ปี ด้วยน้ำเสียงใสซื่อ  

“หวังว่าจะไม่มีสัตว์ชนิดไหนสูญพันธุ์อีกนะ เพราะเรายังแก้ไขได้หลายอย่าง เวลาที่สัตว์ชนิดใดเสี่ยงสูญพันธ์ุ เราปกป้องมันได้”

ชายสูงวัยเล่าให้เจ้าชายน้อยฟังว่า เกือบ 40 ปีที่แล้ว เขาไปถ่ายทำสารคดีเรื่องกอริลาภูเขา แถบแอฟริกากลาง วันนั้นประชากรของมันเหลือเพียง 250 ตัว แต่เมื่อเรื่องราวเผยแพร่ไปทางโทรทัศน์ ผู้คนทั่วโลกก็บริจาคเงินช่วยเหลือ ปัจจุบันมันขยายพันธุ์เป็นพันตัวแล้ว 

“ดังนั้นแล้วเราช่วยสัตว์ได้ ถ้ามีความตั้งใจ”เขาสรุป

----

สำหรับคนที่รักธรรมชาติ แอทเทนเบอเรอห์คือตำนานที่มีชีวิต กว่า 60 ปีแล้วที่ชายผู้นี้ทำรายการสารคดี ชวนให้ผู้ชมนับล้าน ได้รู้จักกับโลกของสิ่งมีชีวิตมากขึ้น

การเล่าเรื่องมีชีวิตชีวา แฝงอารมณ์ขัน ทำให้คนมากมายรักเขา แม้แต่ เกรียตา ทุนแบร์ยนักเคลื่อนไหวรณรงค์โลกร้อนรุ่นจิ๋ว ยังกล่าวว่าได้รับแรงบันดาลใจจากสารคดีของเขาคนนี้

ยอดมนุษย์..คนธรรมดาขอพาไปรู้จักกับชีวิตของนักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ ผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็น ‘เซอร์’ ได้รับการนำชื่อไปตั้งเป็นชื่อของพืชและสัตว์หลายชนิด รวมทั้งชื่อเรือสำรวจสิ่งมีชีวิตในขั้วโลกเหนือ

ในวันนี้แม้อายุจะเข้าใกล้หลักศตวรรษ แต่คุณปู่ยังลุกขึ้นมารณรงค์ให้ผู้คนตระหนักถึงภัยอันตรายของภาวะโลกร้อนอย่างแข็งขัน! 

01 

จุดกำเนิด นักสำรวจธรรมชาติ

ภาพที่ผู้ชมสารคดีชุด Life หรือ Planet Earth คุ้นตากันดี คือ แอทเทนเบอเรอห์ ยืนอยู่ห่างจากสัตว์ต่างๆ ไม่กี่เมตร พร้อมพูดกับกล้อง บรรยายเรื่องราวของพวกมันได้อย่างสนุก เข้าใจง่าย ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากเขาไม่มีความรู้ความเข้าใจที่สะสมมายาวนาน 

แอทเทนเบอเรอห์เริ่มหลงใหลสิ่งมีชีวิตรอบๆ ตัว มาตั้งแต่วัยเยาว์  

บ้านของเขาอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ที่บิดาเป็นอธิการบดี เวลาว่างเด็กชายมักเดินสำรวจตามโขดหินละแวกบ้าน เก็บซากฟอสซิลและตัวอย่างสิ่งมีชีวิตมาสะสมในพิพิธภัณฑ์ส่วนตัว ถ้าสมัยนั้นข้อมูลเรื่องอาชีพหาได้ง่าย บางทีเขาอาจโตมาเป็นนักบรรพชีวินวิทยาไปแล้ว  

“ตอนเด็กผมชอบฟอสซิลมาก แต่เราไม่มีโทรทัศน์ ผมจึงนึกไม่ออกเลยว่าจะหาเลี้ยงชีพด้วยฟอสซิลได้อย่างไร”

เมื่อแอทเทนเบอเรอห์ได้ยินว่า ภาควิชาสัตววิทยาต้องการตัวอย่างซาลาแมนเดอร์เพื่อศึกษา เขาจึงไปจับมาขายให้ โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าแหล่งอาศัยของมันห่างตึกภาควิชาไม่ถึง 5 เมตร และเมื่อก่อตั้งแผนกธรณีวิทยา เขาก็บริจาคฟอสซิลยุคจูราสสิกที่สะสมไว้ให้มหาวิทยาลัยนำไปใช้ประโยชน์   

จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต เกิดขึ้นเมื่อปี 1936 เดวิด แอทเทนเบอเรอห์ในวัย 10 ปี และพี่ชาย - ริชาร์ดเข้าฟังบรรยายของ ‘Grey Owl’นักอนุรักษ์ธรรมชาติคนแรกๆ ของโลก เดวิดประทับใจความมุ่งมั่นของชายคนนี้ที่พยายามช่วยชีวิตบีเวอร์ แถมยังรู้จักพืชและสัตว์ในถิ่นทุรกันดารของแคนาดาอย่างลึกซึ้ง 

‘Grey Owl’ เตือนว่า มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่อันตรายกับธรรมชาติมากที่สุด เพราะล้างผลาญทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง หากวันหนึ่งระบบนิเวศอันละเอียดอ่อนเสียสมดุล จะทำให้เกิดภัยพิบัติต่างๆ แม้ว่าต่อมา ‘Grey Owl’ จะถูกเปิดโปงว่าคือ Archibald Belaneyชาวผิวขาวที่ปลอมตัวเป็นชนเผ่าพื้นเมืองแคนาดา แต่ก็ไม่อาจทำลายแรงบันดาลใจของแอทเทนเบอเรอห์ลงได้

เด็กหนุ่มเข้ามาศึกษาด้านธรณีวิทยาและสัตววิทยาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ก่อนได้รับปริญญาในสาขาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ  เมื่อเรียนจบเขาถูกเรียกไปรับใช้ชาติอยู่ 2 ปี ในกองทัพเรือที่ประจำการอยู่ตอนเหนือของเวลส์ ประสบการณ์ช่วงเวลานั้นทำให้เขาเห็นความมหัศจรรย์ของท้องทะเล ได้สังเกตพฤติกรรมของสัตว์น้ำและแนวปะการัง

“หลังออกจากกองทัพ ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่ามีความรู้พอที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือไม่ เมื่อผมเห็นนักวิจัยพฤติกรรมต้องนั่งรอวันแล้ววันเล่าเพื่อให้สัตว์เอาหัวออกจากโพรง ผมชื่นชมพวกเขามากแต่รู้สึกว่าตนเองคงทำอย่างนั้นไม่ได้ พวกเขาทุ่มเทแบบที่ผมทำไม่ได้จริงๆ”

ในช่วงปี 1950 เทคโนโลยีโทรทัศน์กำลังบูมขึ้นมา แอทเทนเบอเรอห์ลองสมัครงานที่สถานี BBC ของอังกฤษ แม้ว่าที่บ้านจะไม่มีโทรทัศน์ และเขาเองเคยดูทีวีแค่รายการเดียวเท่านั้น ตอนแรกใบสมัครถูกปัดตก แต่ Mary Adams หัวหน้าแผนก Talks รู้สึกสนใจในตัวเด็กหนุ่มจึงเรียกเข้ามาฝึกงาน 3 เดือน ก่อนจะรับเป็นพนักงานประจำ โดยให้ดูแลรายการเกมส์คำถามเกี่ยวกับสัตว์ ผัก และแร่ธาตุ รวมถึงรายการเพลง  

แอทเทนเบอเรอห์ฉายแววความรู้ด้านธรรมชาติวิทยา เมื่อ BBC ก่อตั้งแผนก Natural History Unit ขึ้น จึงชวนชายหนุ่มมาผลิตและนำเสนอสารคดีเกี่ยวกับสัตว์ในสวนสัตว์ลอนดอน ก่อนที่ต่อมาพัฒนาเป็นรายการ Zoo Quest ว่าด้วยการสำรวจและรวบรวมสัตว์มาเลี้ยงในสวนสัตว์ โดยออกไปจับที่ทวีปแอฟริกา อินโดนีเซีย หรือเกาะนิวกินี ตามหาสัตว์หายากอย่าง มังกรโคโมโด นกปักษาสวรรค์ ฯลฯ

ตลอด 4 ปี ที่ BBC เขาทำงานในฐานะทีมค้นคว้าข้อมูลและเขียนสคริปต์อยู่เบื้องหลัง กระทั่งวันหนึ่งพิธีกรประจำรายการ Zoo Quest ป่วยกะทันหัน ไม่สามารถถ่ายทำให้จบได้ แอทเทนเบอเรอห์จึงต้องรับหน้าที่ผู้ดำเนินรายการหน้ากล้องแทน เขาโดนล้อเลียนเรื่องฟันที่ใหญ่และไม่สมส่วน แต่ด้วยการบรรยายที่เต็มไปด้วยความเข้าใจพฤติกรรมสัตว์ แถมยังแฝงอารมณ์ขัน ทำให้ผู้ชมเปิดใจยอมรับและติดตามกันอย่างเนืองแน่น

นั่นคือจุดเริ่มต้นของผู้ดำเนินรายการสารคดีธรรมชาติ ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลทรงคุณค่าของโลก 

02

ตามหาภาพและเรื่องราวที่ดีที่สุด 

รายการ Zoo Quest ประสบความสำเร็จอย่างดี เพราะเป็นครั้งแรกๆ ที่ผู้ชมได้เห็นการเข้าไปจับสัตว์ในป่าลึก ถึงขนาดเวลาเดินไปตามถนน จะมีคนคอยมาถามว่า “คุณจะจับเจ้านกนั่นได้ไหม”

ในปี 1979 แอทเทนเบอเรอห์ เริ่มต้นสารคดีชุด Life ด้วย Life on Earth ทาง BBC Two ซึ่งต่อมากลายเป็นมาตรฐานในการสร้างภาพยนตร์ชีวิตสัตว์ป่าและมีอิทธิพลต่อผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีรุ่นใหม่มากมาย 

ทีมจะติดตามนักวิจัยไปถ่ายทำในมุมต่างๆ ของโลก เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของสัตว์ที่คนไม่รู้จักมาก่อน รายการนี้ทำให้เขาเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง พร้อมกับสัตว์อย่างกอริลาภูเขา เต่ายักษ์หมู่เกาะกาลาปากอส วาฬ สิงโต หมาป่า เมียร์แคต สลอต ฯลฯ ประเมินว่ามีคนดูถึง 500 ล้านคนทั่วโลก

 “ผมอยากทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าโลกธรรมชาติมีความสำคัญ สวยงาม และมหัศจรรย์ มันสร้างความประหลาดใจและความสุขให้กับเรา ความเข้าใจในโลกธรรมชาติไม่เพียงแค่เพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นเท่านั้น แต่มันยังช่วยเติมเต็มชีวิตของเราอีกด้วย”

ยิ่งเทคโนโลยีพัฒนาขึ้นเท่าใด โอกาสที่จะได้ภาพดีๆ ยิ่งมีมากขึ้น แอทเทนเบอเรอห์จึงพยายามใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อผู้ชม อย่างตอนที่โทรทัศน์พัฒนาขึ้นจากขาวดำเป็นภาพสี เขาเกิดไอเดียให้สิ่งต่างๆ ในรายการเป็นสีสด ทั้งชุดนักประดาน้ำสีส้มแปร๋น หรือถ่ายสิ่งมีชีวิตที่มีสีสันสดใส เพื่อให้ผู้ชมตื่นตาตื่นใจกับภาพบนหน้าจอ

“ตอนที่ทำรายการ Zoo Quest ในปี 1950 เราไม่มีเลนส์ระยะไกลสำหรับถ่ายภาพนกบนต้นไม้ที่แอฟริกา พอแสงเริ่มน้อยเราก็ถ่ายไม่ได้แล้ว แถมยังต้องพกแบตเตอรีมากมายเพื่อให้ถ่ายได้เพียงพอ 

“พอถึงปี 1954 เราตัดสินใจต่อสู้กับผู้บริหารของ BBC เพื่อขอเปลี่ยนการถ่ายภาพด้วยฟิล์ม 35 มม. มาเป็น 16 มม. พวกเขาเกรงว่ามาตรฐานของภาพยนตร์สารคดีจะลดลง แต่ผมบอกว่า เราแบกกล้องใหญ่ขนาดนั้นไปถ่ายไม่ไหว! สุดท้ายแล้วเราจึงกลายเป็นทีมแรกที่ถ่ายทำด้วยฟิล์ม 16 มม.”

เมื่ออุปกรณ์ถ่ายภาพใต้น้ำพัฒนาดีขึ้น ทีมงานจึงนำไปเก็บภาพแอทเทนเบอเรอห์ว่ายน้ำเล่นกับโลมา พวกมันพยายามเลียนแบบท่าทางของเขา ซึ่งทำให้ผู้ชมได้รับรู้ว่า โลมาเป็นสัตว์ที่ฉลาดเพียงใด 

เช่นเดียวกับการเปลี่ยนเทคโนโลยีจากฟิล์มมาสู่ดิจิทัล ทำให้สารคดีชุด Life ได้ฟุตเตจพฤติกรรมสัตว์ใต้ท้องทะเลที่ดีขึ้น เพราะไม่ต้องขึ้นมาผิวน้ำเพื่อเปลี่ยนฟิล์มทุก 10 นาที

สัตว์จำนวนมากในโลกหากินช่วงกลางคืน เดิมทีการถ่ายสัตว์เหล่านั้น แอทเทนเบอเรอห์จะต้องถือไฟสปอตไลต์ส่องพวกมัน ทำให้ได้แต่ภาพข้างหลังของสัตว์ที่พยายามหลบหนี! บ้างก็แสดงพฤติกรรมแปลกประหลาดเพราะไม่ชินกับแสงสีขาวของสปอตไลต์

แต่เมื่อมีการคิดค้นกล้องที่ถ่ายด้วยแสงอินฟาเรด สารคดีของเขาจึงนำมาใช้เพื่อให้ผู้ชมทั่วโลกเห็นภาพชีวิตที่แท้จริงของสัตว์ในเวลากลางคืน อย่างตอนที่แอทเทนเบอเรอห์บรรยายพฤติกรรมของสิงโต เขานั่งอยู่ในรถแลนด์โรเวอร์เปิดข้างที่อยู่ห่างสัตว์นักล่าไม่กี่สิบเมตร พูดสคริปต์ไปเรื่อยๆ ผู้ชมเห็นภาพสิงโตกำลังหมอบและคำราม แต่เขาไม่เห็นอะไรเลยเพราะรอบข้างมืดสนิท   

กล้องตรวจจับความร้อน เป็นอีกอุปกรณ์ที่นำมาใช้บอกเล่าความมหัศจรรย์ของสัตว์เลือดเย็น ตอนที่ไปถ่ายอิกัวน่าขึ้นจากน้ำเย็นเฉียบมานอนผึ่งแดดบนโขดหิน กล้องทำให้เห็นผู้ชมเห็นว่าพวกมันเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิร่างกายอย่างไร โดยดูจากสีของภาพจับความร้อนที่เปลี่ยนไป

สำหรับโพรงหรือรังของสัตว์ที่เล็กมากๆ อย่างมด กล้องสายเคเบิ้ลออปติกที่เหมือนสายยางขนาดจิ๋ว สามารถเข้าไปเก็บภาพกองทัพมดที่ขนของหนักกว่าตัวเองหลายเท่านำมาสร้างรัง เช่นเดียวกับกล้องดักถ่ายที่ช่วยจับภาพพฤติกรรมการล่าเหยื่ออย่างงูหางกระดิ่ง โดยไม่ต้องเสี่ยงชีวิตกับสัตว์อันตราย 

เทคนิคการถ่ายภาพแบบสโลว์โมชัน และการถ่ายภาพแบบเร่งความเร็ว (Time-Lapse) ก็ช่วยทำให้เข้าใจพฤติกรรมสิ่งมีชีวิตที่ยากจะมองเห็นด้วยตาเปล่า เช่น การกระพือปีกเพื่อทรงตัวนิ่งกลางอากาศของเหยี่ยวคาสตรอล การกระโดดสูงเทียบเท่ามนุษย์กระโดดถึงยอดหอไอเฟลของแมลงหางดีด หรือความลับของดอกไม้ ต้นไม้ ที่ค่อยๆ บาน และเจริญเติบโต รวมถึงอนิเมชันที่ช่วยให้คนดูเห็นภาพสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปนับล้านปีแล้วอย่างไดโนเสาร์

แต่สำหรับ แอทเทนเบอเรอห์ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเข้าใจพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ อย่างถ่องแท้ เพราะต่อให้อุปกรณ์พัฒนาอย่างไร หากปราศจากความเข้าใจ ก็ไม่อาจได้ภาพที่ดีได้เลย

เวลาอยู่ในพื้นที่ เขาสามารถเข้าใกล้สัตว์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ครั้งหนึ่งแอทเทนเบอเรอห์ติดตามฝูงกอริลาภูเขา และสร้างความคุ้นเคยจนนอนข้างๆ พวกมันได้ หรือตอนไปถ่ายนกกีวีหากุ้งที่นิวซีแลนด์ เขาต้องนอนราบไปบนหาดทรายโดยเอาซากสาหร่ายเหม็นเน่าปกคลุมตัว ป้องกันไม่ให้นกกีวีได้กลิ่น การดำเนินรายการแบบคลุกวงในเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของชายคนนี้มาโดยตลอด

เมื่อความรู้ต่างๆ ที่อธิบายพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตพัฒนาขึ้น จากทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ล ดาร์วิน มาจนถึงความรู้ด้านดีเอ็นเอ แอทเทนเบอเรอห์จะไปศึกษา รวมถึงสอบถามนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญเพื่อนำมาบอกเล่ากับผู้ชมว่าทำไมสัตว์ต่างๆ ถึงทำเช่นนั้น ทำให้การบรรยายของเขาสนุกและชวนติดตาม

“สำหรับผมแล้ว โลกธรรมชาติเต็มไปด้วยความตื่นเต้นมากที่สุด มีความงามทางสายตามากที่สุด เป็นแหล่งเรียนรู้ทางปัญญามากที่สุด ธรรมเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตมีค่า

“สิ่งที่ผมทำต่อหน้ากล้อง มันไม่ได้เกิดจากการเสแสร้งว่ารู้สึกมีส่วนร่วมกับธรรมชาติ แต่ผมมีความสุขมากจริงๆ ที่ได้ไปอยู่ตรงนั้น และดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น”  

หลายครั้งที่รายการถูกโจมตีว่า นำเสนอภาพความรุนแรง เช่น สิงโตกระโจนงับเหยื่อ หรือฝูงหมาป่าไล่ลากวางน้อย แต่เขายืนกรานว่าต้องถ่ายทอดความจริง สัตว์ทุกชีวิตมีบทบาทหน้าที่แตกต่าง แต่มีจุดประสงค์เดียวกันคือถ่ายทอดเผ่าพันธุ์ให้ดำรงสืบไป ซึ่งนักสร้างสารคดีต้องเคารพสิ่งเหล่านี้  

“มีพืชและสัตว์ 4 ล้านชนิด บนโลกใบนี้ มันจึงมี 4 ล้านวิธี ของการเอาชีวิตรอด

“ผมจำได้ว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งดูสิงโตฆ่าสัตว์ป่าแล้วเขียนจดหมายมาบอกว่ามันเป็นเรื่องอื้อฉาวอย่างมากที่ BBC ใช้เงินทั้งหมดมาถ่ายทำ แทนที่จะฝึกสิงโตให้กินหญ้า! แน่นอนว่ามันคงไม่เหมาะสม ถ้าคุณมัวจมอยู่กับการนำเสนอความรุนแรงและเห็นความเจ็บปวดของสัตว์ แต่ในทางกลับกันถ้าไม่นำเสนอออกมา แสดงว่าคุณกำลังบิดเบือนความเป็นจริงอย่างมาก”

03

ประจักษ์พยานแห่งความเปลี่ยนแปลง

กว่า 60 ปีของการทำงาน แอทเทนเบอเรอห์ ไม่เพียงแต่สร้างแรงบันดาลใจให้คนมากมายรู้จักและหลงรักโลกธรรมชาติ แต่เขายังลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวให้คนตระหนักถึงอันตรายของภาวะโลกร้อน

ยิ่งโตขึ้น โลกก็เปลี่ยนไปจากในสมัยวัยเด็กของเขามากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อกลับไปที่ป่าฝนเขตร้อนในอินโดนีเซียอีกครั้ง 40 ปีต่อมา แอทเทนเบอเรอห์พบว่าป่ากว่าครึ่งกลายเป็นสวนปาล์มน้ำมันไปหมดแล้ว สัตว์หลายชนิดสูญพันธุ์ไปเพราะถิ่นอาศัยถูกทำลาย

เขาเป็นคนแรกๆ ที่ได้เห็นปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว ตอนแรกก็ชื่นชมในความสวยงาม แต่เมื่อรู้ว่าเกิดจากน้ำทะเลอุ่นจนสิ่งมีชีวิตบนปะการังตาย เขาก็รู้สึกเสียวสันหลัง เพราะปะการังสีขาวโพลนเหล่านั้นไม่ต่างจากโครงกระดูกไร้ชีวิต ซึ่งนับวันมีมากขึ้นเรื่อยๆ ใต้ท้องทะเล 

เมื่อออกเดินทางสำรวจขั้วโลก เรือของเขาสามารถแล่นไปถึงจุดที่ลึกกว่าเดิมได้เสมอ ไม่ใช่เพราะเรือมีสมรรถภาพดีขึ้น แต่เป็นเพราะน้ำแข็งขั้วโลกละลายหายไปมากกว่าเดิมทุกๆ ปี

ในฐานะที่เป็นประจักษ์พยานแห่งความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้แอทเทนเบอเรอห์ตัดสินใจลุกขึ้นมาขับเคลื่อนเรื่องโลกร้อน และย้ำกับทุกคนว่าไม่ใช่เพราะต้องการฟื้นฟูโลกให้กลับไปสมบูรณ์เหมือนเก่า แต่หากไม่หยุดสถานการณ์เลวร้ายนี้ ในอนาคตมนุษยชาติอาจพบกับจุดจบ

“ผมคงรู้สึกผิดมาก ถ้าผมเห็นว่าปัญหาคืออะไร แต่กลับตัดสินใจมองข้ามมันไป

“เรากำลังเผชิญความล่มสลายของโลกสิ่งมีชีวิต มันคือสิ่งที่ให้กำเนิดอารยธรรมของเรา สิ่งที่เราพึ่งพาในทุกองค์ประกอบของชีวิต ไม่มีใครอยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้น” 

 เป็นเวลานับล้านปีหลังสิ้นสุดยุคไดโนเสาร์ มนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ วิวัฒนาการมาถึงวันนี้ได้เพราะโลกความเสถียร อุณหภูมิเฉลี่ยเปลี่ยนแปลงไม่เกิน 1 องศาเซลเซียล มีฤดูกาลที่แน่นอน แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เพราะกิจกรรมของมนุษย์ทำให้ธรรมชาติเสียสมดุล ทั้งจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลปริมาณมหาศาล การตัดไม้ทำลายป่า การใช้ทรัพยากรต่างๆ โดยไม่บันยะบันยัง 

“เราไม่เคยตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลกมาจนถึงยุค 1990 เพราะก่อนหน้านั้น มหาสมุทรได้ทำหน้าที่ดูดกลืนความร้อนส่วนเกินเข้าไป ทำให้เราไม่เห็นผลกระทบต่างๆ กระทั่งทุกอย่างล่วงเลยมาถึงจุดที่มหาสมุทรไม่รับความร้อนส่วนเกินไม่ได้อีกแล้ว”

แอทเทนเบอเรอห์กล่าวว่า หากเรายังไม่เปลี่ยนแปลง สถานการณ์จะเลวร้ายมากขึ้น พื้นที่ป่าหายไปกลายเป็นทุ่งหญ้า สิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์มหาศาล ฤดูกาลไม่อาจคาดเดาได้ และเมื่อถึงศตวรรษที่ 22 โลกจะร้อนขึ้น 4 องศาเซลเซียส มนุษย์และสัตว์จะล้มตาย และอาจนำไปสู่การสูญพันธุ์ครั้งยิ่งใหญ่

“การจะคืนเสถียรภาพให้กับโลก เราต้องคืนความหลากหลายทางชีวภาพ มันเป็นวิธีเดียวที่เราจะรอดพ้นจากวิกฤตที่เราสร้างขึ้นมาเอง”

ด้วยเหตุนี้ ผู้ดำเนินรายการอาวุโส จึงยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง ในปี 2020 เขาก็เพิ่งนำเสนอ A Life On Our Planet สารคดีเรื่องล่าสุดที่พูดถึงปัญหาโลกร้อนโดยตรง แถมยังเดินสายออกไปพูดคุยถึงปัญหาตามงานต่างๆ พบปะกับผู้มีชื่อเสียงและคนดังเพื่อพูดคุยเรื่องนี้ รวมถึงเปิดบัญชีอินสตราแกรมเล่าเรื่องธรรมชาติที่มีผู้ติดตามนับล้านคนภายในเวลาเพียง 4 ชั่วโมง

“ไม่ว่าเราจะผิดพลาดมากแค่ไหน ธรรมชาติจะแก้ไขได้ในที่สุด โลกจะอยู่รอด แต่มนุษย์อาจไม่เป็นเช่นนั้น 

“เรายังแก้ไขได้ เพื่อกลับไปเป็นสปีชีส์ที่สมดุลกับธรรมชาติอีกครั้ง” แอทเทนเบอเรอห์กล่าวถึงสิ่งที่อยากจะให้เกิดขึ้น แม้ว่าตัวเขาจะไม่ได้อยู่บนโลกนี้อีกแล้ว

ติดตามบทความใหม่ๆ จาก เพจยอดมนุษย์..คนธรรมดาได้บน LINE TODAY ทุกวันอาทิตย์

เรียบเรียงและภาพประกอบจาก

  • สารคดี David Attenborough: A Life On Our Planet
  • สารคดี Attenborough: 60 Years in the Wild 
  • wikipedia.org/David_Attenborough
  • The Matter - ‘เดวิด แอทเทนเบอเรอห์’ หัวใจคนสารคดี ชายที่จะทำให้ Planet Earth II เจ๋งกว่าเดิม!
  • BBC - เซอร์ เดวิด แอตเทนบะระ ผู้ทำลายสถิติทางอินสตาแกรมของ เดวิด เบ็คแฮม และเจนิเฟอร์ แอนนิสตัน
  • National Geographic - An interview with David Attenborough
  • New statesman - David Attenborough: A life measured in heartbeats

 

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...