โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

VERNADOC เส้นสายสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นสู่การอนุรักษ์

BLT BANGKOK

อัพเดต 06 พ.ย. 2562 เวลา 04.07 น. • เผยแพร่ 05 พ.ย. 2562 เวลา 04.33 น.

เป็นเวลากว่า 12 ปีแล้วที่มีการนำวิธีการเขียนแบบสถาปัตยกรรม VERNADOC เข้ามาเผยแพร่ในไทย ซึ่งเกิดจากการริเริ่มโดย ผศ.สุดจิต (เศวตจินดา) สนั่นไหว หรือ อ.ตุ๊ก แห่งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ที่ได้นำศาสตร์วิชาดังกล่าวเข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย ซึ่งไม่มากก็น้อยที่บ้านเรือนและอาคารอายุนับร้อยปีได้รับการรักษาหรือปรับปรุงฟื้นฟูจากการเขียนภาพลายเส้นอันวิจิตรงดงามนี้
ศาสตร์วิชาจากตะวันตกสู่ไทย
ย้อนกลับไปในปี 2004 ถือเป็นจุดเริ่มต้นการนำวิธีการเขียนแบบที่สุดคลาสสิกเข้ามาในไทย เมื่ออาจารย์ตุ๊ก ผู้มีความสนใจในสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของไทย ได้พบกับ มาระกุ มัตติลา  (Markku Mattila ) สถาปนิกชาวฟินแลนด์และอาจารย์พิเศษแห่ง Helsinki University of Technology (HUT) ในการประชุมประจำปีของคณะกรรมการวิชาการนานาชาติว่าด้วยสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น (CIAV) ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้หารือถึงเรื่องการจัดค่ายอาสาสมัครนานาชาติครั้งแรกของฟินแลนด์ในปี 2005 เพื่อสำรวจรังวัดมรดกสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นทำได้ อ.ตุ๊กได้รู้จักกับ “VERNADOC” (เวอร์นาด็อก) ที่ชวนให้ตื่นตาตื่นใจ
ในอดีตการเขียนแบบทำนองเดียวกันนี้เป็นรู้จักอย่างแพร่หลายของสถาปนิกในยุโรป เฉพาะที่ฟินแลนด์มีการสอนให้นักศึกษาใช้ในการออกสำรวจเพื่อบันทึกข้อมูลสถาปัตยกรรมมานานกว่า 120 ปี “VERNADOC หรือ Vernacular Architecture Documentation เป็นคำที่มาระกุ มัตติลา เริ่มใช้เรียกตั้งแต่ปี 2006 ถึงแนวทางการศึกษาสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น โดยเน้นการเก็บข้อมูลจริงในพื้นที่ ด้วยเทคนิคพื้นฐานของสถาปนิก” อ.ตุ๊ก กล่าวถึงที่มาของชื่อ VERNADOC
เรียบง่ายแต่มากด้วยคุณค่า
VERNADOC มีวิธีการทำงานที่เรียบง่ายมาก โดยการสำรวจรังวัดและบันทึกข้อมูล แล้ววาดลงกระดาษแผ่นเดียว ด้วยเครื่องมืออย่างตลับเมตร ที่วัดระดับน้ำ ไม้บรรทัด และดินสอ จะมีที่หายากหน่อยสำหรับสมัยนี้ก็คือปากกาเขียนแบบชนิดเติมหมึกได้ (Technical Pen)
“VERNADOC เป็นที่รู้จักในไทย ผ่านสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่สนับสนุนทั้งทุนทำค่ายในชื่อ ASA VERNADOC และเอื้อเฟื้อพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการให้แก่ ASA VERNADOC และเครือข่ายในงานสถาปนิกมาตลอดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ค.ศ. 2008-2018) สถาบันการศึกษาบางแห่งได้บรรจุเป็นวิชาเรียน ซึ่งทำให้ทักษะการเขียนแบบด้วยมือคืนกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่มุ่งใช้แต่คอมพิวเตอร์ ซึ่งนอกจากการออกค่ายในไทยแล้ว ช่วง 3 ปีหลังนี้ยังได้ขยายไปในภูมิภาคใกล้เคียง อย่าง มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา และจะมีที่ออสเตรเลียอีกในปีหน้า โดยผู้เคยผ่านค่าย (veterans) จากไทยเราเป็นทีมหลักในการถ่ายทอด” อ.ตุ๊ก อธิบาย
สำหรับสถาปัตยกรรมที่เคยสำรวจและบันทึกไว้แล้วในไทย ไม่ได้จำกัดแค่สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของชาวบ้าน เช่นบ้าน วัด โรงเรียน และตลาด แต่ยังได้มีโอกาสบันทึกมรดกสถาปัตยกรรมสำคัญของชาติในความดูแลของกรมศิลปากร การรถไฟฯ และหน่วยงานราชการอีกด้วย
โดยประโยชน์ที่ได้ครอบคลุมทั้ง 1. การอนุรักษ์ เนื่องจากเป็นการบันทึกอาคารตามสภาพจริง มีการเก็บราย-ละเอียดกระทั่งความเสื่อมสภาพ ซึ่งสามารถนำไปใช้วิเคราะห์เพื่อปรับปรุงได้  2. ตัวผู้เขียน ได้ฝึกทักษะในการสำรวจเขียนแบบ ทำความเข้าใจถึงวิธีการก่อสร้าง ยังได้เรียนรู้วิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับอาคารไปพร้อมกันด้วย เพราะใช้เวลาปฏิบัติงานในพื้นจริงอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ และ 3. สามารถนำผลงานไปต่อยอดเพื่อเผยแพร่คุณค่าของสถาปัตยกรรมนั้น เช่น การจัดทำหนังสือ หรือของที่ระลึก เป็นต้น
“เราอยากจะใช้ VERNADOC จุดประกายคนให้เห็นคุณค่าของอาคารเก่าแก่ที่เสื่อมโทรม เป็นสิ่งที่ตอบว่าทำไมเราเขียนแต่อาคารเก่าๆ เพราะว่าอยากจะใช้เป็นตัวนำสู่การอนุรักษ์”
ศุลกสถานและโรงงานมักกะสัน
ในรอบปีที่ผ่านมาวิธี VERNADOC ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง เฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่ได้รับความสนใจของผู้คนอย่าง “ศุลกสถาน” โดย อ.ตุ๊ก ได้เล่าถึงที่มาของการได้รับโอกาสเข้าไปบันทึกหลักฐานทางประวัติศาสตร์และรูปแบบโครงสร้างดั้งเดิมของตัวอาคารศุลกสถาน จากการได้ร่วมเป็นที่ปรึกษาด้านการอนุรักษ์ให้กับบริษัท ยู ซิตี้ (จำกัด) มหาชน ในโครงการพัฒนาที่ราชพัสดุแปลงที่ตั้งโรงภาษีร้อยชักสาม จึงเกิดเป็นการร่วมบันทึกสภาพอาคาร ซึ่งกำลังจะมีโครงการบูรณะปรับปรุงให้อาคารคืนสภาพกลับมาเหมือนเดิม แทนที่จะรื้อทิ้งตามที่หลายคนหวั่นเกรง
VERNADOC มีข้อดีตรงที่คนที่ปฏิบัติงานสามารถเก็บเรื่องราวของอาคาร ตลอดจนวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องมาบอกเล่าได้ ต่างจากการบันทึกด้วยอุปกรณ์ไฮเทคซึ่งอาจให้ได้แค่มูลทางกายภาพ จึงเสนอให้ทำการสำรวจด้วยวิธีนี้เอาไว้เพื่อเรียนรู้และเก็บเป็นความทรงจำ ที่น่าสนใจคือกลุ่มอาคารศุลก-สถาน บางหลังสร้างก่อนปี 1890 ถือเป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กยุคแรกๆ ในไทย (อาคาร A) นอกจากนี้ยังมีหอนาฬิกาขนาดใหญ่ที่ผลิตจากอิตาลี (อาคาร B) ซึ่งคาดว่าทำงานด้วยระบบลูกตุ้ม (pendulum) เพราะปรากฏช่องทะลุที่พื้นชั้น 2-3 อีกอย่างชาวชุมชนบอกว่าประทับใจผลงาน VERNADOC และดีใจว่าอาคารจะได้รีโนเวทเสียที เพราะอาคารเสื่อมโทรมมาก
“การเรียนรู้สถาปัตยกรรมต้องหัดลอกแบบจากอาคารที่ดี ถึงสัดส่วน วิธีการก่อสร้าง แล้วข้อดีของการเรียนรู้จากอาคารที่ไม่เคยมีแบบมาก่อน ก็คือจะได้เขียนแบบเก็บเอาไว้เพื่อเผยแพร่ต่อไป และยังทำให้อาคารถูกจัดเข้าระบบเดียวกัน ทำให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ”
นอกจากนั้นยังมีการสำรวจที่ “ย่านโรงงานมักกะสัน” ซึ่งก่อนหน้านี้มีหลายกลุ่มที่เสนอโครงการเก็บรักษาโรงงานมักกะสัน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่การเรียนรู้ หรืออนุรักษ์ต้นไม้ให้เป็นปอดของเมือง แต่การสำรวจด้วยวิธี VERNADOC ถือเป็นกลุ่มแรกที่ได้เข้ามาบันทึกสภาพอาคารอย่างจริงจัง
“มักกะสันยังใช้งานจริงอยู่ ซึ่งเป็นสถานที่ราชการที่ยังไม่เคยมีใครเข้าไปเขียนแบบบันทึกสภาพ เพราะเขาต้อง การควบคุมความปลอดภัย มาเดินเป็นนักท่องเที่ยวไม่ได้เลย รางเก่าๆ ยังมีรถไฟวิ่งอยู่ ซึ่งภายในมีโรงงานหลายยุค ที่เก่าแก่สุดคืออาคาร 2465 ยังเขียนว่า ร.ฟ.ผ. ย่อมาจากกรมรถไฟแผ่นดิน ก่อนหน้าคือ ร.ฟ.ล. (กรมรถไฟหลวง) แล้วจึงมาเป็น ร.ฟ.ท. (การรถไฟแห่งประเทศไทย) ในปัจจุบันเราได้ไปเก็บข้อมูล 3 อาคารคือ อาคาร 2465 (ร.ฟ.ผ.) อาคารโรงช่างไม้ และอาคารโรงเครื่องมือกลผลิตและโรงเบ็ดเตล็ด รวมทั้งหัวรถจักรสำคัญบางหัว ทำให้ได้เห็นชีวิตการทำงานของพนักงานในมักกะสัน และระบบเครื่องมือเครื่องไม้เก่าๆ ซึ่งเป็นหลักฐานแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของมักกะสันในอดีตได้เป็นอย่างดี”
สู่การฟื้นฟูมรดกสถาปัตย์
นอกจากนี้มีการนำ VERNADOC ไปใช้ฟื้นฟูอาคารและกระตุ้นสังคมในหลายพื้นที่ ตัวอย่างที่โดดเด่นเช่น ตลาดน้ำคลองแดน จ.สงขลา-นครศรีธรรมราช ซึ่งมีส่วนทำให้ชุมชนได้รับรางวัลกินรี จาก ททท., เทศบาลหล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ ที่นำไปสู่การอนุรักษ์ปรับปรุงชุมชนภายใต้การแนะนำทางวิชาการ จนได้รับรางวัลอนุรักษ์ดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยามฯ รวมถึงที่วัดคูเต่า จ.สงขลา และชุมชนริมน้ำจันทบูร ต่างก็มีส่วนทำให้ได้รางวัลอนุรักษ์จาก Pacific-Unesco
“จากที่ตั้งใจนำ VERNADOC มาใช้ในกระบวนการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น แต่ปัจจุบันได้ขยายไปถึงมรดกทางสถาปัตยกรรมระดับชาติ ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าสงสารอยู่เหมือนกันสำหรับบ้านเรา เพราะอาคารเหล่านี้ไม่มีใครเหลียวแล มีแต่จ้องจะเอาพื้นที่ไปพัฒนาอย่างศุลกสถาน หรือโรงงานมักกะสันที่กำลังเป็นเทรนด์ของโลกในการอนุรักษ์มรดกทางอุตสาหกรรม (Industrial Heritage) ส่วนตัวคิดว่า VERNADOC สามารถนำไปต่อยอดดึงดูดความสนใจของผู้คนได้ เพราะเรื่องการอนุรักษ์ คงไม่ได้ตัดสินกันแค่คุณค่าทางกายภาพของอาคาร แต่คงต้องคำนึงถึงคุณค่าที่ต้องจับต้องไม่ได้ ซึ่งอยู่คู่กันมากับอาคารนั้นด้วย โดยเฉพาะวิถีชีวิตของผู้คนที่ใช้อาคาร เชื่อว่า VERNADOC จะช่วยสะท้อนสิ่งนี้ออกมาได้ในภาพของเรา” อ.ตุ๊กกล่าวทิ้งท้ายถึงการได้มีส่วนรักษามรดกทางสถาปัตยกรรมให้คงอยู่สืบไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...