โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศาลอุทธรณ์ แก้โทษ “ตั้ม กิตติกร” – “เอ๊กซ์ สุพัฒชัย” 2 ผู้ต้องหาฆ่าชิง “ไอโฟน” บันฑิต มศว.

สวพ.FM91

อัพเดต 24 เม.ย. 2561 เวลา 05.42 น. • เผยแพร่ 24 เม.ย. 2561 เวลา 05.42 น.

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 24 เมษายน 2561 ที่ห้องพิจารณาคดี 907 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีหมายเลขดำ อ.125/2560 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 และนางนิราพร เหลืองแจ่ม มารดาผู้เสียชีวิต ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายกิตติกร หรือตั้ม วิกาหะ อายุ 26 ปี ชาว จ.สระแก้ว และนายสุพัฒชัย หรือเอ๊กซ์ จันทร์ศรี อายุ 25 ปี ชาว จ.อุทัยธานี เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อจะเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์ที่ตนกระทำผิดฯ, ฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยมีอาวุธติดตัวไปในเวลากลางคืนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยใช้ยานพาหนะ และร่วมกันพาอาวุธมีดไปในเมืองหรือหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 289 (7), 339 และ 371
 
คดีนี้ อัยการโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2560 ระบุพฤติการณ์ว่า เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2560 เวลากลางคืน จำเลย ทั้ง 2 คน ร่วมกันกระทำความผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ จำเลยที่ 1 ได้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นคนขี่ มาถึงบริเวณปากซอยสุคนธสวัสดิ์ 27 ถนนสุคนธสวัสดิ์ แขวง – เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร พบนายวศิน เหลืองแจ่ม หรือมะปิน บัณฑิตมหาวิทยาลัยศรีนคริทรวิโรฒ (มศว) ประสานมิตร กำลังถือโทรศัพท์มือถือยี่ห้อไอโฟน 6 ราคา 26,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงใช้อาวุธมีดจี้ขู่เข็ญให้นายวศินยื่นโทรศัพท์ให้ แต่นายวศินต่อสู้ขัดขืน จึงถูกจำเลยใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายนายวศินอย่างแรงหลายครั้งตามร่างกาย และลำคอจนถึงแก่ความตาย แล้วชิงโทรศัพท์มือถือผู้ตายหลบหนีไป
 
กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมของกลาง 5 รายการ ส่งพนักงานสอบสวน สน.โคกคราม ดำเนินคดี โดยพนักงานอัยการได้คัดค้านการให้ประกันตัวด้วย เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง เกรงว่าจะหลบหนี และเป็นการกระทำผิดโดยอุกอาจ ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย และเป็นคดีสะเทือนขวัญประชาชน อีกทั้งหลังก่อเหตุคดีนี้ ในคืนเดียวกันทั้งสองยังได้ก่อเหตุชิงทรัพย์ในท้องที่ สน.โชคชัย และวิ่งราวทรัพย์ท้องที่ สน.โคกคราม รวม 3 คดี ซึ่งเป็นภัยต่อสังคม จึงขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองสถานหนักด้วย ชั้นพิจารณาจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ
 
คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาประหารชีวิตจำเลยทั้ง 2 คน ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ ตามมาตรา 289 (7) ซึ่งเป็นบทหนักสุด และเมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์แล้ว จำเลยก่อเหตุร้ายแรง มีประวัติการก่ออาชญากรรมหลายครั้ง ยากแก่การปรับปรุงแก้ไขนิสัย และคำรับสารภาพเกิดจากการจำนนต่อพยานหลักฐาน จึงไม่มีเหตุลดโทษ ให้ประหารชีวิตสถานเดียว
 
วันนี้ ศาลได้เบิกตัวจำเลยทั้งสองมาจากเรือนจำกลางบางขวาง ขณะที่นางนิราพร เหลืองแจ่ม มารดาของนายวศิน ในฐานะโจทก์ร่วมเดินทางมาศาลร่วมฟังคำพิพากษาด้วย
 
ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้วเห็นว่า ตามพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลย ทั้ง 2 กระทำความผิดตามฟ้อง ที่จำเลยทั้ง 2 คน อุทธรณ์ขอให้ลดโทษนั้น แม้ว่าสิ่งที่จำเลยทั้ง 2 กระทำเป็นเรื่องร้ายแรง เป็นภัยต่อสังคม ทั้งยังมีประวัติถูกดำเนินคดีหลายคดี โดยคดียาเสพติดศาลก็มีคำสั่งให้ไปรับการบำบัด สำหรับคดีนี้จำเลยทั้ง 2 คน ให้การรับสารภาพโดยละเอียด ให้ข้อมูลเป็นประโยชน์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจ และยอมรับผ่านสื่อมวลชน แสดงว่ารู้สึกถึงความผิด
 
จำเลยทั้ง 2 คน ให้การรับสารภาพทั้งชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน ชั้นพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ อุทธรณ์ของจำเลยทั้ง 2 คน ฟังขึ้น จึงพิพากษาแก้ ให้ลดโทษจำเลยทั้ง 2 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกตลอดชีวิต และนับโทษต่อจากคดีอื่นที่พิพากษาแล้ว
 
ด้าน นางนิราพร มารดาของนายวศิน เปิดเผยภายหลังศาลพิพากษาว่า ตนทำใจได้นานแล้ว และตอนนี้ไม่รู้สึกถือโทษโกรธเคืองใครทั้งสิ้น แต่มองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาสังคม ที่อยากจะฝากภาครัฐและราชทัณฑ์ให้ดูแลนักโทษในเรือนจำ เพื่อให้ออกมากลับตัวกลับใจ ไม่ก่อเหตุซ้ำ ตนพูดในภาพรวมไม่ใช่แค่กรณีของลูกชายเท่านั้น ทั้งนี้ ตนก็ได้ศึกษาธรรมะ และช่วยเหลือดูแลเด็กกำพร้า ซึ่งยอมรับว่า 2 สิ่งนี้ช่วยเรื่องสภาพจิตใจได้มาก เป็นการช่วยเหลือสังคม และเป็นการส่งผลบุญให้ลูกชายด้วย สำหรับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ออกมานั้น ทางครอบครัวตนคงไม่ยื่นฎีกาแล้ว แต่หากทางผู้จำเลยจะขอยื่นฎีกา ก็เป็นสิทธิของฝ่ายจำเลย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...