โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หนุ่มสาวซัมซุง-ยูเนสโก-กลุ่มสตรีชาวม้ง กับ 5 นวัตกรรมที่จะต่อชีวิตหัตถกรรมบนดอย

The Momentum

อัพเดต 25 ส.ค. 2562 เวลา 10.21 น. • เผยแพร่ 25 ส.ค. 2562 เวลา 10.19 น. • THE MOMENTUM TEAM

In focus

  • ต้นเดือนสิงหาคม 2562 อาสาสมัครจากซัมซุงกว่า 30 ชีวิต ร่วมกับองค์การยูเนสโก ได้มาลงพื้นที่ ณ ดอยปุย จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้โครงการแฮคกะธอน ‘Hack Culture: การแก้ปัญหาด้วยสื่อดิจิทัล เพื่อเสริมศักยภาพสตรีและรักษาหัตถกรรมท้องถิ่น’ 
  • อาสาสมัครซัมซุงใช้ความเชี่ยวชาญทางนวัตกรรม ผนวกกับความเชี่ยวชาญด้านการดูแลรักษามรดกทางวัฒนธรรมของยูเนสโก รวมถึงความเข้าใจในตัววัฒนธรรมของสตรีเผ่าม้งเอง ร่วมกันหานวัตกรรมที่จะสืบสานและสร้างความเข้าใจแก่ผู้คน เกี่ยวกับงานหัตถกรรมที่เป็นรายได้หลักของชาวม้ง
  • หลังจากได้ลงมือทำงานกันอย่างเข้มข้น แต่ละทีมได้ pitch งานกันในวันที่ 9 สิงหาคม ซึ่งตรงกับวันชาติพันธุ์สากล ไอเดียของหลายกลุ่มน่าสนใจและหากได้ถูกนำไปใช้จริงในระยะยาว จะนำมาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

หากใครเคยไปเยือนหมู่บ้านม้งบนดอยปุย จังหวัดเชียงใหม่ ความทรงจำเกี่ยวกับที่นั่นอาจจะเป็นป่าเขาและดอกไม้ กับหมู่บ้านชาวม้งที่เป็นฉากหลังประกอบในบรรยากาศ ใครที่สนใจเชิงวัฒนธรรมอาจได้เดินเข้าไปดูร้านรวงที่เต็มไปด้วยสินค้าท้องถิ่นโดยเฉพาะงานผ้า—ที่หากจับดูราคาแล้วอาจตกใจที่บางชิ้นสนนราคาหลักพันไปจนถึงหลักหมื่นโดยที่นักท่องเที่ยวเองก็ไม่รู้ว่าทำไม และลึกลับกว่านั้น อาจมีน้อยคนที่รู้ว่าข้างบนนั้นยังมีพิพิธภัณฑ์วิถีชีวิตม้ง ที่บอกเล่าวิถีชนเผ่าของพวกเขาตั้งแต่เกิดจนตาย ฯลฯ 

เราพบว่าบนดอยปุย ที่ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวขั้นเบสิกสำหรับคนเที่ยวเชียงใหม่ บนนั้นยังเต็มไปด้วยสิ่งที่เราไม่เคยเห็น และไม่เข้าใจ ซึ่งนั่นส่งผลกับคุณภาพชีวิตชาวม้ง ขณะที่การท่องเที่ยวและงานหัตถกรรมเป็นแหล่งรายได้สำคัญของพวกเขา แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังไม่ได้appreciateวัฒนธรรมชาวม้งมากพอที่จะสร้างรายได้ที่ยั่งยืน อาสาสมัครกลุ่มนี้จึงพยายามหานวัตกรรมที่จะช่วยให้นักท่องเที่ยวเข้าใจและใส่ใจที่จะสนับสนุนสินค้าทางวัฒนธรรมมากขึ้น ไม่ใช่เพียงขึ้นเขาไปถ่ายรูปแล้วก็กลับ

Samsung OneWeekคือโครงการเพื่อสังคมโดยพนักงานซัมซุง ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม สละวันพักร้อนไปกับการลงพื้นที่สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก และเมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา อาสาสมัครกว่า 30 ชีวิต ร่วมกับองค์การยูเนสโก ได้มาลงพื้นที่ ณ ดอยปุย ภายใต้โครงการแฮคกะธอน ‘Hack Culture: การแก้ปัญหาด้วยสื่อดิจิทัล เพื่อเสริมศักยภาพสตรีและรักษาหัตถกรรมท้องถิ่น’ 

ตลอดเวลาหนึ่งสัปดาห์ อาสาสมัครต้องทำงานร่วมกับแม่บ้านเผ่าม้งที่ล้วนแต่เป็นช่างฝีมือผู้สืบสานงานหัตถกรรมที่เป็นภูมิปัญญาสำคัญของชนเผ่า เพื่อหาทางร่วมกัน ในการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีมาบันทึก ส่งต่อ สร้างความเข้าใจ และเพิ่มมูลค่าให้กับงานฝีมือของพวกเธอ ไม่ว่าจะเป็นผ้าเขียนเทียนที่ทุกลวดลายล้วนมีความหมาย หรือผ้าปักม้งที่มีแพทเทิร์นลายปักซึ่งส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่นและต้องใช้ความประณีตขั้นสูง นำมาซึ่งราคาสูงลิ่วจับต้องยาก

ปัญหาหลักที่อยากแก้ไข

จากการลงพื้นที่ขององค์การยูเนสโก ที่เข้ามาศึกษากลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง อาข่า และม้ง ในเชียงใหม่ โดยได้สัมภาษณ์และทำความเข้าใจวิถีชีวิตของสตรีที่ทำงานหัตถกรรม พบว่าหัวข้อเหล่านี้คือความท้าทายที่ต้องเผชิญในการสร้างสรรค์และรักษาภูมิปัญญาดั้งเดิม ซึ่งในโครงการแฮคกะธอนครั้งนี้ ทีมอาสาสมัครและแม่บ้านเผ่าม้งจะได้ร่วมกันมองหาโมเดลในการแก้ปัญหาต่างๆ อันได้แก่

  • การส่งต่อเทคนิคและลายผ้า ที่ตลอดมาอาศัยการส่งต่อแบบคนต่อคน รุ่นสู่รุ่น ยังไม่มีการจดบันทึกเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ
  • นักท่องเที่ยวขาดความเข้าใจในรายละเอียดของสินค้าวัฒนธรรม ยากต่อการตัดสินใจซื้อ รวมถึงตลาดยังมีข้อจำกัดแต่เพียงทางกายภาพ
  • สินค้าหัตถกรรมที่ใช้เวลาในการผลิตงานยาวนาน ต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่เป็นสินค้าในเชิงอุตสาหกรรม โดยเฉพาะงานผ้าจากประเทศจีน 
  • ชาวม้งรุ่นใหม่เริ่มสนใจงานหัตถกรรมน้อยลง รวมถึงเริ่มห่างออกจากวิถีชีวิตดั้งเดิม ที่เป็นสิ่งสำคัญทั้งต่ออัตลักษณ์ชนเผ่าและการท่องเที่ยว

ฟอร์มทีมแก้ปัญหา

ด้วยปัญหาที่ว่ามา อาสาสมัครซัมซุงจึงพยายามใช้ความเชี่ยวชาญทางนวัตกรรม ผนวกกับความสนับสนุนจากยูเนสโกที่เชี่ยวชาญด้านการดูแลรักษามรดกทางวัฒนธรรม รวมถึงความเข้าใจในตัววัฒนธรรมของสตรีเผ่าม้งเอง มาหาวิธีที่จะช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวเหล่านี้ โดยแบ่งกลุ่มกันเป็น 5 ทีมด้วยกัน ซึ่งในแต่ละทีมจะประกอบด้วย อาสาสมัครจากซัมซุง ผู้หญิงเผ่าม้ง นักธุรกิจเพื่อสังคม ธุรกิจแฟชั่น ธุรกิจหัตถกรรม ที่จะให้ความเห็นและคำแนะนำการใช้เทคโนโลยีเพื่อโปรโมตผลิตภัณฑ์และให้ความรู้เกี่ยวกับแผนงานด้านการตลาด และล่ามแปลภาษา ไทย-เกาหลี ซึ่งก่อนจะวางแผนสร้างโมเดลในการแก้ปัญหา ทางโครงการได้จัดอบรมในหัวข้อต่อไปนี้

  • ความสำคัญของยี่ห้อ เครื่องหมายการค้า การวิเคราะห์การตลาด (Semi-SWOT จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และอุปสรรค)
  • เรียนรู้จากรูปแบบธุรกิจและลูกค้า ใครคือลูกค้าของกลุ่มหัตถกรรมชาวม้ง 
  • การสร้างเครื่องหมายการค้าที่มีศักยภาพ
  • ความสำคัญของตลาดออนไลน์
  • การทำเนื้อหาเพื่อสื่อสารทางออนไลน์
  • การตลาดทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก

นวัตกรรมจากความเข้มข้น 1 สัปดาห์

หลังจากได้ลงมือทำงานกันอย่างเข้มข้น แต่ละทีมได้ pitch งานกันในวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันชาติพันธุ์สากล ไอเดียของหลายกลุ่มน่าสนใจและหากได้ถูกนำไปใช้จริงในระยะยาว อาจจะนำมาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนได้

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือแต่ละกลุ่มได้ขยายพื้นที่ของเรื่องเล่าไปสู่โลกออนไลน์ ให้นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่ต้องการซื้อสินค้า สามารถเข้าถึงวัฒนธรรมเผ่าม้งได้จากที่อื่น ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่แต่บนดอยปุยหรือร้านค้าที่รับสินค้าไปขาย

ตัวอย่างเช่น TEAM C ที่คิดค้นแอปพลิเคชันขึ้นมา เพื่อให้สตรีชาวม้งใช้ในการสร้างแท็กเบรนด์ของตัวเอง เพียงกรอกข้อมูลลงไปในแอปพลิเคชันและพิมพ์ออกมาเป็นแท็กแบรนด์สำเร็จรูปเพื่อติดไว้กับสินค้า ภายในแท็กแบรนด์จะประกอบด้วย ชื่อแบรนด์ โลโก้ เรื่องเล่าเกี่ยวกับสินค้าที่ผู้สร้างงานใส่เข้าไปได้เอง รวมถึง QR Code ที่สามารถสแกนเข้าไปเรียนรู้วัฒนธรรมเพิ่มเติมได้ด้วย ขณะเดียวกันนอกจากพิมพ์ออกมา ยังสามารถแชร์ข้อมูลชุดเดียวกันนี้ไปบนเฟซบุ๊กหรืออินสตาแกรมได้ทันทีเช่นกัน 

หรือนวัตกรรมของ TEAM D ที่เน้นการพัฒนาแพ็กเกจจิ้งและพัฒนาแบรนด์ ซึ่งเป็นปัญหาที่สตรีชาวม้งนึกถึงอยู่ระยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากที่ผ่านมาพวกเธอยังใช้พลาสติกในการห่อหุ้มซึ่งนอกจากไม่ช่วยเสริมคุณค่าผลิตภัณฑ์แล้วยังไม่สอดคล้องกับแนวคิดด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย แน่นอนว่าระหว่างการออกแบบแพ็กเกจจิ้ง ทั้งทีมได้พูดคุยถึงอุปสรรคและความเป็นไปได้ในการใช้วัตถุดิบต่างๆ แหล่งผลิต รวมถึงการขนส่งและความทนทานในสภาพภูมิอากาศบนภูเขา 

ขณะที่ TEAM A มุ่งเน้นไปที่ พิพิธภัณฑ์ออนไลน์ พวกเขาออกแบบเว็บไซต์ที่จะบอกเล่าเรื่องราวทางวัฒนธรรมเผ่าม้ง เช่นความเชี่ยวชาญและภูมิปัญญาในด้านต่างๆ ของพวกเขา ความหมายของลายผ้าแต่ละลายที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติและจิตวิญญาณชนเผ่า ที่สำคัญยังมีช่อง E-Learning ที่จะให้ผู้สนใจเข้ามาเรียนรู้วิธีปักผ้าในฐานะงานแฮนด์เมด มีทั้งคอร์สที่ฟรีและที่คิดค่าใช้จ่าย ด้วยวิธีการนี้นอกจากจะเป็นการโปรโมตวัฒนธรรมแล้ว ยังเป็นการบันทึกวัฒนธรรมเก็บไว้ในระยะยาวด้วย

ส่วน 2 ทีมที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมในการนำเสนองานครั้งนี้คือ TEAM B และ TEAM E โดยทีม B เสนอไอเดีย Revitalize Project ขั้นแรกคือการทำสมุดแสตมป์แจกนักท่องเที่ยวที่ขึ้นมาบนดอยปุย ให้ทำกิจกรรมให้ครบทั้งในเชิงชมต้นไม้ดอกไม้ ไปจนถึงการเข้าไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์และลองสัมผัสวิถีชีวิตชาวม้ง พร้อมทั้ง QR Code ในการสแกนเข้ามาอ่านข้อมูลเพิ่มเติม ไปจนถึงการใช้ศักยภาพของโซเชียลมีเดียอย่างเต็มที่ในการบอกเล่าเรื่องราวที่จะสร้างความเข้าใจและเสริมมูลค่าของสินค้าได้มากขึ้น 

ส่วนทีม E นำเสนอเว็บไซต์คลาสเรียนออนไลน์ สอนการทำลายเทียนและผ้าปักแบบเผ่าม้ง ที่ใช้โปรแกรมเอ็กเซลเข้ามาช่วยในการสร้างแพทเทิร์นออนไลน์ให้ผู้เรียนเข้าใจง่าย พร้อมมีเรื่องราวประกอบว่าแต่ละลวดลายมีความหมายและที่มาที่ไปอย่างไร พร้อมกับทำชุดอุปกรณ์ปักผ้าสำเร็จรูปสำหรับนักท่องเที่ยว และชักชวนให้สตรีชาวม้งขยับขยายงานหัตถกรรมไปสู่ของชิ้นเล็กๆ นอกจากเสื้อผ้าทั้งตัว ที่น่าจะทำให้ผู้ซื้อตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญยังให้ความสำคัญกับตัวแม่บ้านผู้ผลิตงาน ในการบอกเล่าเรื่องราวของพวกเธอเองออกไปในเว็บไซต์ด้วย

แม้จะเป็นเวลาเพียงน้อยนิด แต่อย่างน้อยโครงการนี้ก็ได้เพาะเมล็ดพันธุ์เอาไว้บนดอยปุย ไม่แน่ว่าในภายภาคหน้ากลุ่มสตรีชาวม้งจะได้นำไปใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของพวกเธอได้สำเร็จ แต่ที่แน่นอนคือพวกเธอน่าจะได้จดจำวันเวลาเหล่านี้และมองเห็นศักยภาพของตน

Fact Box

โครงการ Samsung OneWeek เกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 โดยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ซัมซุงได้ส่งพนักงานกว่า 1,500 คน ไปช่วยเหลือผู้คนผ่านสถานศึกษาในท้องถิ่นและโรงเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือ และในปี 2562 นี้ ซัมซุงก็ได้จัดกิจกรรมใน 6 ประเทศในโครงการที่ต่างกัน อาทิ กัมพูชา คาซัคสถาน อินโดนีเซีย ฮังการี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...