โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การแพ้อาหาร พ่อแม่ควรตรวจเช็คว่าลูกแพ้ตัวไหน

Motherhood.co.th

เผยแพร่ 28 ส.ค. 2562 เวลา 04.30 น. • Motherhood.co.th Blog

การแพ้อาหาร พ่อแม่ควรตรวจเช็คว่าลูกแพ้ตัวไหน

ขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อแม่ก็ย่อมต้องระมัดระวังกับเรื่องต่างๆของลูกไปทุกอย่างก้าว รวมทั้งเรื่องของอาหารการกิน "การแพ้อาหาร" ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าห่วงไม่แพ้เรื่องไหนๆ เพราะอาการแพ้นั้นสามารถเกิดขึ้นได้ในระดับรุนแรง หากพ่อแม่และตัวเด็กเองไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีอาการแพ้อาหารตัวไหน ลูกน้อยอาจจะต้องทนทรมานกับอาการแพ้นั้นไปเป็นเวลานาน แต่เราจะสามารถตรวจสอบได้อย่างไรบ้างว่าลูกมีอาการแพ้อาหารชนิดใดบ้าง ขอให้คุณพ่อคุณแม่ติดตามอ่านเรื่องราวของการแพ้อาหารได้เลยค่ะ

การแพ้อาหารในเด็ก

อาการแพ้อาหารที่เกิดขึ้นในเด็ก สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ ชนิดที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน และชนิดที่ไม่เฉียบพลัน ในบทความนี้จะเน้นพูดถึงการแพ้อาหารที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ซึ่งเป็นการแพ้อาหารชนิดที่เกี่ยวข้องกับอิมมูโนโกลบูลิน อี อาการแพ้อาหารในเด็กที่พบได้นั้นจะแตกต่างกันที่ความรุนแรง มีตั้งแต่รุนแรงน้อย รุนแรงปานกลาง และรุนแรงที่สุด อาการที่พบส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในวัยเด็กทารก และเด็กเล็ก เมื่อเขาโตขึ้นมาในระดับหนึ่งแล้วอาการเหล่านั้นก็จะหายไปเอง

อาการแพ้อาหารที่รุนแรงจะเกิดปฏิกิริยาเฉียบพลันต่อระบบอวัยวะต่างๆภายในร่างกายตั้งแต่ 2 ระบบขึ้นไป ซึ่งมีผลถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยอาหารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ เช่น ไข่ นม ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ข้าวสาลี งา เมล็ดพืช อาหารทะเล เนื้อสัตว์ และผลไม้ ซึ่งปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น มีดังนี้

การแพ้อาหารในเด็ก

ปัจจัยที่ทำให้เกิดการแพ้อาหาร

1. กรรมพันธุ์ พบว่าถ้ามีคนในครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้ 1 คน จะมีความเสี่ยงให้เกิดการแพ้อาหาร 40% ถ้าคนในครอบครัวเป็นภูมิแพ้ 2 คน จะมีความเสี่ยงให้แพ้อาหารเพิ่มขึ้นถึง 80%

2. เผ่าพันธุ์ โดยเฉพาะคนผิวดำที่ไม่ใช่คนเอเชียและเป็นเพศชาย จะมีความเสี่ยงสูงในการแพ้อาหาร

3. การขาดวิตามินดี ทำให้เกิดความเสี่ยงในการแพ้อาหารได้

4. การรับประทานอาหารชนิดเดียวกันซ้ำๆ ตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ เช่น คุณแม่ที่บำรุงด้วยนมวัวมากขณะตั้งครรภ์ อาจทำให้ลูกน้อยเกิดความเสี่ยงในการแพ้นมวัวได้

สังเกตอาการแพ้อาหารของลูก

อาการแพ้อาหารสามารถแสดงออกได้หลายรูปแบบ เช่น

  • ทางผิวหนัง จะพบผื่นคันตามตัว ข้อพับ ซอกคอ
  • ทางเดินอาหาร จะมีอาการ เช่น อาเจียน ปวดท้อง ท้องผูก ท้องเสีย ถ่ายเป็นมูกเลือด
  • ทางเดินหายใจ จะพบอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ คันตา คันจมูก ปากบวม ตาบวม
  • อื่นๆ นานๆทีเราถึงจะพบอาการแพ้ที่รุนแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิต เช่น หลอดลมตีบ หายใจลำบาก ความดันโลหิตต่ำ หรือช็อก

การแพ้อาหารอาจเกิดขึ้นในครั้งแรกที่กินหรือเคยกินอาหารชนิดนั้นมาก่อนก็ได้ คุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกตให้ดี เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงไม่กินอาหารชนิดนั้นอีก ไม่เช่นนั้นลูกอาจมีอาการแพ้ที่รุนแรงมากขึ้น ความเชื่อที่ว่า "ถ้าแพ้สิ่งใด ให้กินสิ่งนั้นเข้าไปเพื่อให้ร่างกายเคยชิน" เป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายมากขึ้น แต่หากหลีกเลี่ยงอาหารชนิดนั้นได้นานหลายปี ภายหลังอาจกลับมากินได้อีก

มีผื่นแดงและบวมเกิดขึ้นหลังจากกินอาหารที่แพ้

อาหารที่เด็กมักแพ้ในแต่ละช่วงวัย

1. ไข่

อายุที่เริ่มแพ้ - พบมากในช่วงขวบปีแรกของเด็ก

อายุที่อาการแพ้หาย - ประมาณ 9 ปีขึ้นไป

มีรายงานว่ายังคงมีเด็กบางกลุ่มที่จะยังมีอาการแพ้ไข่อยู่ เมื่อพ้นจากวัยที่เด็กส่วนหนึ่งหายจากอาการแพ้ ประมาณร้อยละ 38.1 ของเด็กกลุ่มที่ยังพบอาการแพ้จะสามารถกินอาหารอบที่มีไข่เป็นส่วนประกอบได้

ความแรงของการให้ความร้อนและระยะเวลาในการใช้ความร้อนมีผลต่อการก่อภูมิแพ้ของไข่ เด็กปริมาณร้อยละ 70 จะแพ้ไข่ที่ผ่านความร้อนไม่มาก เช่น ไข่ที่อยู่ในรูปแบบขนมปังชุบไข่ทอด หรือไข่คน เด็กกลุ่มนี้จะสามารถกินไข่ที่ผ่านความร้อนสูงเป็นระยะเวลานานได้ เช่น ไข่ที่อยู่ในรูปขนมอบอย่างวาฟเฟิลหรือมัฟฟิน ดังนั้น การให้เด็กเริ่มต้นกินไข่ที่อยู่ในรูปแบบขนมอบบ่อยครั้งขึ้น จะช่วยให้เด็กสามารถทนกับอาหารไข่ในรูปแบบอื่นได้เร็วขึ้น

2. นม

อายุที่เริ่มแพ้ - พบบ่อยที่สุดในช่วงขวบปีแรกของเด็ก

อายุที่อาการแพ้หาย - ประมาณ 10 ปีขึ้นไป

เด็กส่วนใหญ่ ร้อยละ 75 สามารถรับนมที่อยู่ในขนมอบได้ แต่จะแพ้นมที่ไม่ได้ผ่านความร้อน การที่เด็กได้รับนมในรูปแบบขนมอบนานเป็นเวลา 3 เดือน ทำให้เด็กมีปฏิกิริยาตอบสนองในการแพ้ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ เด็กกลุ่มนี้จะมีอาการแพ้น้อยกว่าเด็กกลุ่มที่หลีกเลี่ยงการดื่มนมโดยเด็ดขาด นอกจากนี้ การให้นมในสูตรไฮโดรไลซ์เคซีน แทนการให้นมถั่วเหลืองหรือนมสูตรกรดอะมิโน ก็มีผลทำให้สามารถทนนมได้เร็วขึ้น

3. ถั่วลิสง

อายุที่เริ่มแพ้ - อายุประมาณ 18 เดือน หรือมักพบในช่วงที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว

อายุที่อาการแพ้หาย - เป็นส่วนน้อยที่จะหายแพ้เมื่ออายุ 4-20 ปี แต่ส่วนมากแล้วอาการแพ้จะติดตัวไปจนโต และต้องกินอาหารด้วยความระมัดระวังไปตลอด

อาการแพ้ถั่วลิสงพบได้บ่อยในเด็กที่เกิดในประเทศทางตะวันตกมากกว่าเด็กที่เกิดในแถบเอเชีย ซึ่งอาการแพ้สามารถเกิดได้ภายในไม่กี่นาทีหลังได้รับถั่วลิสงเข้าไปแม้มีปริมาณไม่มาก อาการที่เกิดคือ ลมพิษ ผิวหนังบวม อาเจียน อาการแพ้ถั่วลิสงรวมกับอาการแพ้ Tree nut เป็นอาการแพ้ที่มีความรุนแรงถึงตาย

ควรติดตามอาการแพ้ต่อไปเมื่อเข้าวัยผู้ใหญ่ ในบางกรณีแม้จะทดสอบแล้วว่าไม่พบอาการแพ้แล้ว ก็ยังสามารถเกิดอาการได้อีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่ไม่ยอมกินถั่วลิสง แม้จะรู้ผลการทดสอบว่าไม่พบอาการแพ้แล้ว

การแพ้ถั่วลิสงบางครั้งก็รุนแรงถึงแก่ชีวิตได้

4. ถั่วเหลือง

อายุที่เริ่มแพ้ - มักพบในช่วงที่เป็นทารกไปจนถึง 2 ปี

อายุที่อาการแพ้หาย - ประมาณร้อยละ 45 ของเด็ก อาการแพ้จะหายไปเมื่ออายุ 6 ขวบ

อาการแพ้ถั่วเหลืองพบได้ร่วมกับการแพ้ถั่วลิสง โดยทั่วไปจะเกิดผื่นผิวหนัง อักเสบ บวมแดง มีน้ำเหลืองเยิ้ม ประมาณร้อยละ 50 ของเด็กไม่พบอาการแพ้ หลังติดตามอาการหลัง 1 ปี และประมาณร้อยละ 68 ของเด็กไม่พบอาการแพ้ หลังติดตามอาการหลัง 2 ปี

5. ข้าวสาลี

อายุที่เริ่มแพ้ - พบได้บ่อยในวัยเด็ก

อายุที่อาการแพ้หาย - ร้อยละ 20 ของเด็กอาการจะหายไปเมื่ออายุ 4 ปี ร้อยละ 52 อาการจะหายไปเมื่ออายุ 8 ปี ร้อยละ 66 อาการจะหายไปเมื่ออายุ 12 ปี

เด็กที่พบอาการแพ้ข้าวสาลีจะเป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง มีอาการผื่นแดงแห้งเป็นขุย และพบว่าประมาณร้อยละ 25-33 ของเด็กจะทนข้าวสาลีได้เมื่อติดตามทดสอบไป 1-2 ปี

6. อาหารอื่นๆ เช่น งา เมล็ดพืช อาหารทะเล ผลไม้ เนื้อสัตว์

อายุที่เริ่มแพ้ - วัยเด็กและวัยผู้ใหญ่

อายุที่อาการแพ้หาย - การแพ้เมล็ดพืช อาหารทะเล หรือเนื้อสัตว์ มีเพียงส่วนน้อยที่อาการจะหายไปในวัยเด็ก หากเริ่มเป็นในวัยผู้ใหญ่ อาการแพ้จะคงอยู่ตลอดไป

ผลไม้และผัก หากแพ้ในวัยเด็กเล็ก สามารถพบการแพ้ได้บ่อยแต่จะเป็นในช่วงระยะเวลาไม่นานมาก ถ้าเป็นช่วงเด็กโตหรือวัยผู้ใหญ่ มักจะเกี่ยวข้องกับการสูดดมสารก่อภูมิแพ้อื่นด้วย

หากไม่แน่ใจว่าแพ้อะไรบ้าง สามารถไปตรวจสอบได้

การทดสอบการแพ้ด้วยวิธีต่างๆ

การตรวจสอบอาการแพ้นั้น มีอยู่ด้วยกันหลายวิธี ได้แก่

1. การทดสอบทางผิวหนัง (Skin Test)

เป็นวิธีที่นิยมมากที่สุด เพราะทำให้ทราบผลได้ภายในวันเดียว ขั้นตอนในการทดสอบภูมิแพ้ด้วยการทำสกินเทสต์ หรือเรียกอีกอย่างว่าวิธีการสะกิด แพทย์จะนำสารสกัดจากภูมิแพ้หลายชนิดมาสะกิดที่ผิวหนังทีละจุด โดยในเด็กจะทำการทดสอบที่แผ่นหลัง วิธีการคือหยดน้ำยา แล้วนำเข็มมาสะกิดที่ผิวหนัง และรอผลประมาณ 15-30 นาที ถ้าสารไหนก่อให้เกิดอาการแพ้ บริเวณนั้นก็จะนูนแดงขึ้นมาและเป็นผื่น จากนั้นจะวัดขนาดของรอยนูนเพื่อตรวจว่าแพ้อะไรบ้าง มากหรือน้อยแค่ไหน เพื่อแนะนำให้หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้

หลังจากทำการทดสอบ ควรนั่งรอดูอาการอีกประมาณ 30 นาที แล้วค่อยกลับบ้าน และหลังจากกลับบ้านแล้ว คอยสังเกตอาการลูกน้อยเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ถ้ายังพบผื่นนูนแดงอยู่ ให้รีบแจ้งแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษาต่อไป

การทดสอบทางผิวหนังจะมีทั้งแบบ Prick Test และแบบ Patch Test ซึ่งราคาก็จะแตกต่างกันไปตามจำนวนจุดที่ทดสอบ และการเลือกทำที่โรงพยาบาลรัฐหรือเอกชน

2. การเจาะเลือดหาสารก่อภูมิแพ้ (RAST)

เป็นวิธีที่ใช้เมื่อไม่สามารถทำการทดสอบทางผิวหนังได้ เช่น ในคนที่มีประวัติการแพ้รุนแรงถึงขั้นช็อก หรือคนที่มีผื่นมากและผิวหนังไม่ปกติมากพอที่จะทำการทดสอบ แต่บางครั้งเมื่อตรวจเลือดแล้ว อาจต้องตรวจทางผิวหนังเพื่อยืนยันผลด้วย เพราะผลที่ได้มานั้นอาจไม่ชัดเจนเท่ากับอาการแพ้ที่เกิดขึ้นจริง จึงควรสังเกตว่าลูกน้อยแพ้อาหารอะไรกันแน่ เพื่อหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารนั้น

3. การทดสอบสมรรถภาพปอด

โดยทดสอบในเด็กที่สงสัยว่าจะเป็นหอบหืด ส่วนมากจะตรวจในเด็ก 6-7 ขวบขึ้นไป

ทำ Skin Test ได้ที่โรงพยาบาลรัฐและเอกชน

การดูแลเบื้องต้นเมื่อเกิดอาการแพ้อาหาร

หากลูกมีอาการอาเจียนจากการแพ้ การรักษาคือการให้ยาแก้อาเจียน ยาแก้แพ้ น้ำเกลือแร่ชนิดกินเพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียจากร่างกาย

กรณีที่อาการรุนแรงจนกินอาหารหรือน้ำไม่ได้ มีภาวะขาดน้ำและพลังงานอย่างมาก หรือมีอาการแพ้ชนิดที่มีอาการหายใจลำบากหรือภาวะช็อก ก็จำเป็นต้องอยู่โรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดและแก้ไขภาวะวิกฤติ

อาการแพ้อาหารไม่ใช่เรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยง เพียงแต่เราต้องรู้ให้แน่ชัดเสียก่อนว่าอาหารตัวไหนที่ก่ออาการแพ้แก่เรา หากคุณพ่อคุณแม่ไม่แน่ใจว่าอาการที่ลูกเป็นหลังกินอาหารบางชนิดนั้นจะใช่อาการแพ้หรือเปล่า ก็ลองไปทดสอบดูได้ค่ะ เพื่อจะได้แน่ใจว่าลูกมีอาการแพ้หรือไม่ และจะได้หลีกเลี่ยงอาหารที่ก่ออาการแพ้ได้ถูก

 

อ่านบทความสำหรับแม่และเด็กอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ >> story.motherhood.co.th

มองหาสินค้าสำหรับแม่และเด็กในราคาสุดพิเศษได้เลยที่ >> Motherhood.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...