โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รวมข้อข้องใจ เกี่ยวกับ "เพชรสังฆาต" ช่วยลดน้ำหนักจริงมั้ย? ใช้ยังไง? กี่เดือนเห็นผล?

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 13 ส.ค. 2562 เวลา 09.27 น. • เผยแพร่ 13 ส.ค. 2562 เวลา 08.19 น.

เพชรสังฆาตเป็นสมุนไพรตัวหนึ่งที่ถูกถามเข้ามาบ่อย โดยเฉพาะประเด็นรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้รักษาริดสีดวงทวารหนัก ทางเราจึงได้เรียบเรียงข้อมูลทั้งหมดไว้ที่นี่แล้ว ในทุกปัญหาที่เคยถามเข้ามาเกี่ยวกับเพชรสังฆาต

1. สรรพคุณของเพชรสังฆาต รักษาอะไรได้บ้าง

รักษาริดสีดวง (วิจัยพบว่าประสิทธิภาพไม่ต่างกับยารักษาแผนปัจจุบัน (Daflon) แต่ราคาถูกกว่า) และยังดีในริดสีดวงที่มีการปวดและอักเสบ เพราะเพชรสังฆาตสามารถลดอักเสบ ลดปวดได้ และยังทำให้หลอดเลือดแข็งแรง จากสารฟลาโวนอยด์ที่พบในเพชรสังฆาต ปัจจุบันใช้เป็นยารักษาหลัก ในผู้ป่วยริดสีดวงทวารหนักที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร

– บำรุงกระดูก ใช้แพร่หลายในหมอพื้นบ้านและหมออายุรเวท
– เพิ่มมวลกระดูก
– สมานกระดูกที่หัก โดยกระตุ้นการสร้างเซลล์กระดูก และลดอาการบวมและอักเสบได้

2. ทำไมเพชรสังฆาต ถึงช่วยเรื่องบำรุงกระดูกได้?

ในระบบของกระดูก มีการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่าเพชรสังฆาตช่วยเสริมสร้างมวลกระดูก จากการที่มีฤทธิ์กระตุ้นเซลล์สร้างกระดูกให้เพิ่มขึ้น และเพิ่มการสร้างคอลลาเจนในเซลล์สร้างกระดูก และยังป้องกันการสูญเสียมวลกระดูกในหนูทดลองที่ถูกตัดรังไข่ เพื่อจำลองให้เกิดสภาวะเหมือนหญิงวัยทอง โดยมีผลเทียบเท่ากับยาแผนปัจจุบัน คือ raloxifene โดยน่าจะเป็นผลจากการที่ในเพชรสังฆาตพบสารกลุ่มไฟโตเอสโตรเจนมาก เนื่องจากในหนูที่ได้รับเพชรสังฆาต พบการเพิ่มขึ้นของระดับเอสโตรเจน และวิตามินดีในเลือด ข้อดีของเพชรสังฆาต เมื่อเปรียบเทียบกับการให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทน พบว่าเพชรสังฆาตให้ผลดีทั้งในเรื่องของความหนา ความแข็งแรง และความหนาแน่นมวลกระดูก ขณะที่เอสโตรเจนจะไม่มีผลในเรื่องความหนาแน่นของมวลกระดูก เพชรสังฆาตยังมีฤทธิ์ลดอาการปวดได้อีกด้วย

3. เหมือน “แคลเซียม” หรือไม่ กินแคลเซียมอยู่แล้ว

จากข้อสองจะเห็นได้ว่า เพชรสังฆาตไม่ได้ออกฤทธิ์เหมือนแคลเซียม ซึ่งแคลเซียมเป็นแร่ธาตุตัวหนึ่ง ดังนั้น สามารถกินเพชรสังฆาตร่วมกับแคลเซียมได้

4. ขนาดยา ใช้อย่างไร

– กินเพื่อรักษาริดสีดวงทวาร กินครั้งละ 3 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร หากขนาดที่แนะนำกินแล้วระบายมากเกิน ให้ลดขนาดการกินลงมาค่ะ เนื่องจากมีฤทธิ์ระบายอ่อนๆ

– กินเพื่อรักษาข้อเข่าเสื่อม หรือบำรุงกระดูก กินครั้งละ 1-2 แคปซูล วันละ 1-3 มื้อ หลังอาหาร

5. หากมีต้นสดปลูกอยู่ที่บ้านทำอย่างไร

– หั่นตากแห้ง บดเป็นผง คลุกน้ำมะขามเปียก ปั้นเป็นลูกกลอน กินครั้งละ 5 เม็ด วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร

– เถาแห้ง 1 กำมือ แช่น้ำมะขามเปียกเพื่อลดแคลเซียมออกซาเลตก่อนนำมาต้ม ต้มดื่มกับน้ำ 1 ลิตร ดื่มครั้งละ 1 แก้วกาแฟ เช้า เย็น

– ใช้เถาสด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นยัดใส่ในกล้วยน้ำว้าสุก กลืนทั้งคำลงไปเลย ไม่ต้องเคี้ยว

– ใช้เถาเพชรสังฆาตโขลกจนแหลกและเนียน พอกกระดูกที่หัก

6. กินกี่เดือนเห็นผล กินได้นานเท่าไร

สามารถกินได้จนกว่าอาการจะดีขึ้น ส่วนใหญ่กินต่อเนื่องอย่างน้อย 1 เดือนสำหรับการรักษาริดสีดวงทวาร และกินต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือนสำหรับรักษาอาการกระดูกพรุน เสื่อม แตกหัก หากกินเพื่อบำรุงกระดูก อาจกิน 3 เดือน พัก 1 เดือน

7. ผลข้างเคียงจากการกินเพชรสังฆาต หรือข้อควรระวัง

– ไม่เคี้ยวสด เพราะจะระคายปาก คันคอ เนื่องจากมีผลึกแคลเซียมออกซาเลตเล็กๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

– ยังไม่มีข้อมูลการใช้ในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ เพื่อความปลอดภัย

– ไม่กัดกระเพาะ (มีข้อมูลว่ารักษากระเพาะได้อีกด้วย โดยออกฤทธิ์ลดการหลั่งกรด และรักษาแผลในกระเพาะอาหารได้ ด้วยกลไกเดียวกันกับยา omeprazole) แต่อาจเกิดอาการไซ้ท้อง ไม่สบายท้องได้ หากกินตอนท้องว่าง จึงแนะนำให้กินหลังอาหาร

– อาจทำให้ช่วยระบายได้เล็กน้อย หากระบายมากไป ให้ลดขนาดการกินลง และฤทธิ์ระบายของเพชรสังฆาต เป็นฤทธิ์อ่อนๆ ไม่ได้ทำให้ติดยาระบาย หยุดกินแล้วไม่ได้ทำให้ท้องผูก

– บางรายกินแล้วแพ้ มีอาการคันยุบยิบๆ ทั้งตัว แต่ไม่มีผื่น ซึ่งพบคนแพ้น้อยมาก หากแพ้ควรหยุดกิน

8. เพชรสังฆาตลดน้ำหนัก ได้ด้วยหรือ?

ผลดีของเพชรสังฆาตในผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน มีการศึกษาหนึ่งทดลองในผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน โดยคัดคนที่มีดัชนีมวลกาย หรือ BMI มากกว่า 26 กิโลกรัม/ตารางเมตร ให้กินเพชรสังฆาตรมื้อละ 150 มิลลิกรัม ก่อนอาหาร วันละ 2 มื้อ เป็นเวลา 10 สัปดาห์ โดยไม่มีการปรับเปลี่ยนการกินและการออกกำลังกาย พบว่าน้ำหนักลดลง 8.8% (จากเดิมน้ำหนักเฉลี่ยของผู้ทดลองก่อนกินเพชรสังฆาต 98.92 กิโลกรัม ลดเหลือ 90.19 กิโลกรัม) ไขมันในร่างกายลด 14.6% เส้นรอบเอวลดลง 8.6% (จากเดิมเส้นรอบเอวเฉลี่ยของผู้ทดลองก่อนกินเพชรสังฆาต 40 นิ้ว ลดเหลือ 36 นิ้ว) และยังมีผลลดระดับคอเลสเตอรอล ไขมันตัวร้าย LDL และระดับน้ำตาลในเลือด ได้ 26.69%, 20.16% และ 14.85% ตามลำดับ

ซึ่งผลในการลดน้ำหนักของเพชรสังฆาต มาจากการที่เพชรสังฆาตมีเส้นใย ทำให้ลดเนื้อที่ของกระเพาะอาหาร ทำให้อิ่มเร็วขึ้น และมีผลยับยั้งเอนไซม์ที่ย่อยแป้ง น้ำตาล และไขมัน (alpha amylase, glucosidase and lipase) ทำให้ลดการดูดซึมอาหาร และยังมีผลเพิ่มระดับซีโรโทนนิน ทำให้ร่างกายรู้สึกอิ่ม ช่วยลดสารอักเสบ คือ C-reactive protein ที่พบในเลือดของผู้ที่มีภาวะ metabolic syndrome (กลุ่มความผิดปกติที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดซึ่งพบร่วมกันได้บ่อย ความผิดปกติดังกล่าว ได้แก่ ความผิดปกติของไขมันในเลือด ความดันโลหิต ระดับน้ำตาล) ซึ่งผลดีของเพชรสังฆาตดังกล่าว น่าจะมีประโยชน์ในการนำไปประยุกต์ใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหา metabolic syndrome

สำหรับผู้ที่อยากคุมน้ำหนัก ยังคงแนะนำว่าต้องคุมอาหารเป็นหลัก โดยอาจกินเพชรสังฆาตรวันละ 1-2 แคปซูล หลังอาหารเช้า ต่อเนื่องสัก 10 สัปดาห์ ร่วมกับการคุมอาหาร

ในงานวิจัยให้กินก่อนอาหาร แต่บางรายที่กินอาจเกิดอาการไม่สบายท้อง จึงแนะนำให้กินหลังอาหารค่ะ ทั้งนี้ แล้วแต่คนด้วยค่ะ ถ้ากินก่อนอาหารได้ ก็กินได้นะคะ ยาไม่ได้กัดกระเพาะ แต่อาจไซ้ท้อง ทำให้ไม่สบายท้อง

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...