โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ / อุษาคเนย์ : บริบทภายนอกและสิ่งท้าทาย

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 21 ก.พ. 2563 เวลา 08.05 น. • เผยแพร่ 21 ก.พ. 2563 เวลา 08.05 น.

ในภาพใหญ่ การเมืองในหลายประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2020 จะยังคงเป็นการปะทะกันระหว่างเสรีนิยมกับอนุรักษนิยม

ในขณะที่การผงาดขึ้นของจีนในฐานะมหาอำนาจของโลกจะทำให้ความพยายามในการสร้างกลไกที่เปลี่ยนจากระเบียบโลกแบบเดิมเข้มข้นขึ้น อันจะนำไปสู่การถ่วงดุลอำนาจและการแสวงหาพันธมิตรใหม่เกิดขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วเช่น ยุทธศาสตร์ BRI ของจีน China Pakistan Economic Corridor, China Indochina Economic Cooperation-CIEC, Lanchang Mekong Initiative-LMI, China Myanmar China Economic Corridor-CMEC

ส่วนของสหรัฐอเมริกาคือ อินโด-แปซิฟิก (Open Free Indo-Pacific-OPIP) อันเป็นพื้นที่ภูมิศาสตร์การเมืองโลกที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

อาจกล่าวได้ว่า ระเบียบเสรีนิยมแบบเดิมถูกท้าทายสั่นคลอน

แต่ระเบียบใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นมาก็ยังไม่ลงหลักปักฐานมั่นคง

การเมืองและเศรษฐกิจโลกนับตั้งแต่ปี 2020 จึงอยู่ในห้วงเวลาของ ช่วงเปลี่ยนผ่าน (transitional period)

ที่สำคัญจะส่งผลต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในแง่ต่างๆ เช่น เสถียรภาพทางการเมืองเมื่อมหาอำนาจฝ่ายต่างๆ เรียกร้องการสนับสนุนความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ความมั่นคง หรือมีแรงกดดันจากกติการะหว่างประเทศทางด้านการค้า การลงทุนที่มีการหยิบยกประเด็นภายในประเทศได้แก่ สิทธิมนุษยชน การจ้างงานแรงงาน ธรรมาภิบาล การทุจริตของชนชั้นนำ เป็นต้น

ในส่วนนี้จะหยิบยกเพียงบริบทภายนอกที่สำคัญและทวีความท้าทายต่อภูมิภาคนับจากปี 2020 ด้วย

 

สงครามเย็นในศตวรรษที่ 21

กรกฎาคม 2019 1 ปีสงครามการค้าสหรัฐ-จีน มีการวิเคราะห์ให้เห็นว่าภายใต้บริบทของโลกาภิวัตน์และการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 สงครามการค้าของสหรัฐ-จีนไม่ใช่แค่การทะเลาะกันระหว่างสองมหาอำนาจเท่านั้น

แต่ยังมีผลทำให้ห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) เศรษฐกิจใหญ่อย่างญี่ปุ่นและสาธารณรัฐเกาหลีที่เป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่การผลิตของเศรษฐกิจโลกตกอยู่ในภาวะตึงเครียดด้วย (1)

แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเป็นผู้เริ่มสงครามการค้าโดยอ้างเหตุผลทางเศรษฐกิจ แต่เหตุผลเบื้องลึกนั้นเกี่ยวข้องกับการดุลอำนาจการเมืองโลก สหรัฐกำลังสูญเสียความสามารถในการจัดระเบียบโลกที่เคยมีอยู่แต่เพียงผู้เดียวตลอดทศวรรษ 1990-2000

ทำให้เราเห็นการแสดงออกของผู้นำสหรัฐในรูปแบบลัทธิชาตินิยม (Nationalism) เห็นว่าชาติของตนเด่นเหนือกว่าชาติอื่น ความเกลียดกลัวและใช้ความรุนแรงกับต่างชาติ (Xenophobia and Radicalism)

และนำไปสู่นโยบายการค้าแบบปกป้องคุ้มครอง (Protectionism) อันนำไปสู่ภาวะสงครามการค้า (trade war) ในที่สุด

นโยบายระหว่างประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์มีลักษณะการหาเสียงกับฐานเสียงชาตินิยมของตัวเองมากกว่าจะเป็นไปตามหลักการ ไม่ว่าจะลดระดับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับสหภาพยุโรป (EU) ด้วยการถอนตัวออกจากสัญญาลดโลกร้อน ปารีส

ขณะเดียวกันก็เพิ่มความสัมพันธ์ทั้งทางเศรษฐกิจและการทหารกับซาอุดีอาระเบียขนานใหญ่

ประกาศย้ายสถานทูตสหรัฐไปกรุงเยรูซาเลม ทำให้อิสราเอลมีฐานะเหนือกว่าปาเลสไตน์และประเทศอาหรับทั้งหลายในความสัมพันธ์กับสหรัฐ

ซึ่งการกระทำเช่นนี้ทำให้รัฐบาลทรัมป์เป็นรัฐบาลเอียงขวาและสนับสนุนยิวกับซาอุดีอาระเบียที่ขวาจัดเหมือนกัน (2)

นอกเหนือจากการพิจารณาว่า นโยบายนานัปการของประธานาธิบดีทรัมป์นั้นสะท้อนให้เห็นองค์ประกอบของนักการเมืองฝ่ายขวาประชานิยม (right wing populism) และสะท้อนการดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบ Jacksonian ซึ่งให้ความสำคัญกับแนวคิดประชานิยมและความแข็งแกร่งทางทหาร (3)

การถอยห่างออกจากแนวทางปฏิบัติดั้งเดิมของสหรัฐในครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่สุดในการตอกย้ำว่า สหรัฐในศตวรรษที่ 21 ยังมีความมั่นใจว่าตนเองอยู่ในสถานะที่สามารถทำอะไรก็ได้

ยิ่งไปกว่านั้น สหรัฐยังวางตำแหน่งของตัวเองในโลกไม่ต่างจากในช่วงศตวรรษที่ 20 โดยเชื่อว่าสหรัฐถือเป็นตัวแบบให้ชาติอื่นๆ ทำตาม (4)

เราอาจเรียกได้ว่า นี่คือความอหังการของสหรัฐที่มองว่าตนเองอยู่ในฐานะชาติที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก

ย่อมนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจเข้าแทรกแซงประเทศอื่นโดยอ้างประเด็นประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน

ความโอหัง (Hubris) และการประเมินศักยภาพของตัวเองสูงเกินจริงถือเป็นภาพสะท้อนของปัญหาความพิเศษเหนือชาติอื่นของอเมริกา (American Exceptionalism) ได้ชัดเจน (5)

สหรัฐควรละทิ้งแนวคิดนี้ซึ่งเป็นสิ่งล้าหลังและไม่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลก (6) ในศตววรษที่ 21 (7)

หากยังดึงดันต่อไปด้วยการเล่นบทบาทรัฐมหาอำนาจแบบเสรีนิยม (Liberal hegemony) ภาพลักษณ์ของตนเสื่อมลง เหนืออื่นใดอาจตัดสินใจผิดพลาดสร้างความยุ่งยากทางเศรษฐกิจต่อโลกและภูมิภาคนี้ในกรณีสงครามการค้าสหรัฐ-จีน ก่อความตึงเครียดถึงขั้นการทำสงครามในกรณีสงครามอิหร่าน-สหรัฐที่เกิดขึ้นเกือบทันทีเมื่อโลกก้าวเข้าสู่ปี 2020

การตัดสินใจผิดพลาดส่งผลทั้งระยะยาว ผลกระทบทั่วโลกและแก้ไขได้ยาก

 

ไทยกับสมการเศรษฐกิจการเมืองโลก

การจะเข้าใจเมืองไทยกับสมการเศรษฐกิจการเมืองโลกได้นั้นควรพิจารณาจากพื้นฐาน 2 พื้นฐานสำคัญนั่นคือ มิติภายนอก (dimension) และมิติภายใน (internal dimension) ซึ่งกล่าวอย่างย่อดังนี้

มิติภายนอก

สิ่งแรกอันพึงทำความเข้าใจคือ มิติภายนอก ซึ่งก็คือ ระบบโลก (World System) เป็นมากกว่าความสลับซับซ้อน เมื่อฉายภาพจากยุคหลังสงครามเย็น (Post Cold War) ยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) สู่ยุคดิจิตอล (Digitalization)

ยุคหลังสงครามเย็น ด้วยการสิ้นสุดของอุดมการณ์ทางการเมืองระหว่างเสรีนิยมประชาธิปไตยและคอมมิวนิสต์ นอกจากภาพที่แบ่งแยกไม่ได้ชัดเจนระหว่างค่ายการเมืองสองขั้วแล้ว

ระบบคณาธิปไตย (Oligarchy) ในค่ายคอมมิวนิสต์ประกอบสร้างระบบทุนนิยมทั้งระบบผูกขาด ระบบพวกพ้อง มาเฟียทั้งจากการผลิต ระบบการเงินและการบริโภคที่ข้ามพรมแดน ฟอกเงินและสะสมทุนอย่างรวดเร็วจนบางส่วนเป็นระบบเศรษฐกิจต้นแบบอันใหม่ของโลก ดังเช่น รัสเซีย ยูเครน เวียดนาม เป็นต้น

ในทางกลับกัน ระเบียบเศรษฐกิจเสรีนิยมค่อยๆ ล่มสลายด้วยตลาดไม่เสรี ความฉ้อฉลของชนชั้นนำ การทุจริตในระบบราชการ ความไม่มีประสิทธิภาพขององค์กำกับดูแล รวมทั้งแนวโน้มการทะยานขึ้นของพรรคการเมืองฝ่ายขวาและอุดมการณ์ฝ่ายขวาในยุโรป เช่น ในเยอรมนี อังกฤษ ฝรั่งเศส การปรากฏตัวของโดนัลด์ ทรัมป์

มิติภายนอกที่กล่าวโดยย่อข้างต้นนอกจากนำมาซึ่งปัจจัยนอกเหนือความควบคุมเพราะการสลับหัวสลับหางทางอุดมการณ์การเมืองแล้ว มหาอำนาจและรัฐของพวกเขายังแสวงหาการขูดรีดสมัยใหม่โดยหยิบยกความร่วมมือทวิภาคี ประเด็นสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม Climate Change เป็นกลไกขูดรีดชาติเล็กๆ อย่างได้ผล ประกอบกับภูมิทัศน์ ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) กลับเข้ามามีความสำคัญโดยที่ชาติมหาอำนาจแสวงหาความได้เปรียบและกำไรจากพื้นที่ (space) อย่างสำคัญ

แล้วรัฐไทยสนองตอบต่อความเปลี่ยนแปลงนี้เช่นไร เราเห็นแต่ภาพการวิ่งกวาดนามธรรม ปรับหลักสูตรความรู้อย่างไม่มีขอบเขตและไร้ทิศทางของชนชั้นนำทางนโยบาย แล้วในที่สุดก็ใช้กรอบวิสัยทัศน์เดิมคือ ศัตรู (Enemy) การประกอบสร้างศัตรูเก่าและใหม่ รวมทั้งอุปโลกน์ “ผี” ต่างๆ นานา

ยิ่งยุคโลกาภิวัตน์ซึ่งทุกสิ่งเร็วและสั้น แต่ครอบคลุมทั่วโลก ดังนั้น ศักยภาพทางความคิดของชนชั้นนำทางนโยบายก็ยิ่งใบ้ การกำเนิดหลักสูตรผู้บริหารระดับต่างๆ เป็นตัวสะท้อนอาการของโรคได้ดี ยิ่งเมื่อโลกาภิวัตน์กลายพันธุ์เป็น “โรคาภิวัฒน์” ทั้งจากไวรัสซาร์สถึงไวรัสโคโรนา ชนชั้นนำทางนโยบายถึงกับใบ้เลยทีเดียว

ท่ามกลางความปั่นป่วนของมิติภายนอกยุคดิจิตอล ที่ประกอบสร้างโลกเสมือนจริง สังคมออนไลน์และบิ๊กดาต้า ยิ่งเผยทั้งความอ่อนด้อยและอ่อนล้าของชนชั้นนำทางนโยบาย

 

มิติภายใน

หลังปี 2000 เป็นต้นมาสังคมไทยลุกเป็นไฟด้วยการต่อสู้ระหว่างพลังเก่าและพลังใหม่ทั้งในโครงสร้างการเมืองรัฐสภาและนอกรัฐสภา บนท้องถนนและในโลกเสมือนจริง

แม้ว่าพลังใหม่จะยังไม่มีอุดมการณ์ที่แน่ชัดและยังไม่มีฐานมวลชนที่กว้างไพศาล

แต่พวกแกล้งเป็นซ้ายก็ท้าทายพลังเก่าอย่างมหันต์จนแสดงความหวาดกลัวอย่างออกหน้า

“ไฟ” ที่ลุกโชนทั่วนาครได้เผยให้เห็นการดิ้นรนและการต่อสู้กันที่ยังไม่สิ้นสุด

เรายิ่งไม่เชื่อในทฤษฎี “ลู่ตามลม” ไม่เชื่อและสงสัยว่า “ความเป็นไทย” จะนำมาซึ่งอิสรภาพแห่งชาติได้อย่างไร เพราะชนชั้นนำทางนโยบายของพลังเก่าก็แตกแยกกันเอง ต่างฝ่ายต่างแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนให้ได้มากที่สุด

ความแตกแยกภายในของชนชั้นนำเห็นชัดได้ตลอดเวลาทั้งในโลกจริงและเสมือนจริง อย่าโทษมิติภายนอกเลยครับท่าน มิติภายในที่ปั่นป่วนนั้น ท่านสร้างกันขึ้นมาเอง

โปรดติดตามด้วยใจระทึก

——————————————————————————————————-
(1) ปิติ ศรีแสงนาม “1 ปีสงครามการค้าสหรัฐ-จีน ร้าวลึกลงรากหญ้าไทย” The 101.World, July 23, 2019
(2) ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ “เบื้องหลังนโยบายการเมืองระหว่างประเทศของโดนัลด์ ทรัมป์ : เมื่อการเมืองภายในสหรัฐสั่นสะเทือนการเมืองโลก” The 101.World, August 9, 2019.
(3) W.R. Mead “The Jacksonian Revolt : American Populism and the Liberal Order” Foreign Affairs 96 (2) 2017
(4) ทภิพร สุพร “ทลายมายาคติ “ความพิเศษเหนือชาติอื่นของสหรัฐอเมริกา” : การแสวงหายุทธศาสตร์ทางเลือก” มุมมองความมั่นคง (สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ) ฉบับที่ 2 ตุลาคม 2562-เมษายน 2563 : 42
(5) เพิ่งอ้าง : 44
(6) ดู Ian Glodenber, “Will Iran”s Response to Solemani Strike lead to War?” Foreign Affairs 3 January 2020
(7) เป็นความคิดผิดยุค บนพื้นฐานความคิด ความพิเศษเหนือกว่าชาติอื่นของอเมริกา อ้างจาก J. Sachs, A New Foreign Policy : Beyond American Exceptionalism, New York : Columbia University Press : 2

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...