หุ้นร่วง 100 จุด “Circuit Breaker” จะต้องงัดมาใช้ไหม
คงเป็นอีกวันที่คงต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทย กับการที่ตลาด หุ้นร่วง 100 จุด ในวันจันทร์ที่ 9 มีนาคม 2563 จะเรียกว่า Black Monday หรือนิยามว่าอะไรก็ตาม แต่มันก็คือหนึ่งในสถิติที่ต้องบันทึกเอาไว้
เวลาที่หุ้นร่วงหนักขนาดนี้ เลือดสาดเทกระจาดกันมาเป็น 100 จุด ก็จะมีคำหนึ่งที่ผุดขึ้นมา และอาจมีคนถามหากัน คือคำว่า “Circuit Breaker” มาตรการที่ตลาดหลักทรัพย์จะประกาศใช้เพื่อตัดก่อนตาย เตือนก่อนจะร่วงลงหนักกว่านี้
หุ้นร่วง 100 จุด ต้องรู้จัก “Circuit Breaker”
ในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นมีภาวะการซื้อขายที่ผันผวนรุนแรง และราคาซื้อขายของหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงลดลงมากๆ ตลาดหลักทรัพย์จะมีมาตรการที่เรียกว่า “Circuit Breaker” เพื่อพักการซื้อขายชั่วคราว โดยแบ่งตามเลเวลความรุนแรง
ในระดับแรกหากเมื่อ SET Index เปลี่ยนแปลงลดลงถึง 10% ของค่าดัชนีปิดในวันทำการก่อนหน้าตลาดหลักทรัพย์ จะพักการซื้อขายหลักทรัพย์ ทั้งหมดเป็นเวลา 30 นาที
และในระดับที่ 2 เมื่อ SET Index เปลี่ยนแปลงลดลงถึง 20% (ลดลงอีก 10%) ของค่าดัชนีปิดใน วันทำการก่อนหน้าตลาดหลักทรัพย์จะพักการซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งหมดเป็นเวลา 1 ชั่วโมง
และหลังจากการทำงานครั้งที่ 2 ของ Circuit Breaker แล้วตลาดหลักทรัพย์จะเปิดให้ทำการซื้อขายต่อไป จนถึงเวลาปิดทำการตามปกติโดยไม่มีการหยุดพักการซื้อขายอีก
แต่หากระยะเวลาในรอบการซื้อขาย หรือ ช่วงใกล้ปิดตลาดภาคเช้าหรือภาคบ่าย เหลือเวลาไปถึง 30 นาที หรือ 1 ชั่วโมง ตามมาตรการที่ใช้ ก็ให้พักการซื้อขายในรอบนั้นตามระยะเวลาที่เหลืออยู่ แล้วเปิดซื้อขายในรอบต่อไป เช่น เหลือเวลา 20 นาที ก็พักซื้อขายตามเวลานั้น แล้วค่อยกลับมาซื้อขายใหม่ในรอบต่อไป
ย้อนดู Circuit Breaker
ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทยที่มีการใช้ Circuit Breaker เกิดขึ้นในวันที่ 19 ธันวาคม 2549 โดยดัชนีร่วงลงไป 10.14% หรือ 74.06 จุด ในเวลา 11.26 น. โดยพักซื้อขายเป็นเวลา 30 นาที
แต่เมื่อกลับมาซื้อขายอีกครั้ง ดัชนีก็ยังร่วงลงต่อ จนเกือบตั้งงัดมาตรการ Circuit Breaker มาใช้ 2 ครั้งในวันเดียว โดยดัชนี หุ้นร่วง 100 จุด ลดลงไปถึง 19.52% หรือ 142.63 จุด แต่โชคดีที่ยังมีแรงซื้อกลับจนปิดตลาดลดลง 14.84%
สาเหตุในวันนั้นก็เนื่องมาจากความกังวลของนักลงทุน จากมาตราการสกัดการเก็งกำไรค่าเงิน หลังจากเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2549 ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศใช้ มาตรการกันสำรอง 30% โดยกำหนดให้สถาบันการเงินที่รับซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ต้องกันเงินสำรองเงินตราต่างประเทศ 30%
Circuit Breaker ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2551 เมื่อเวลา 14.35 น. โดยเปิดตลาดภาคบ่ายดัชนีลดลงไป 10.02% หรือ 50.08 จุด ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงงัดมาตรการออกมาใช้โดยพักซื้อขายเป็นเวลา 30 นาที
โดยสาเหตุครั้งที่ 2 นี้มากจาก ความกังวลผลกระทบจาก Hamburger Crisis จากสหรัฐอเมริกา ที่มีจุดเริ่มต้นจากสถาบันการเงินในสหรัฐญ จากปัญหาซับไพร์ม
ส่วนครั้งที่ 3 ถัดมาจากครั้งที่ 2 เพียง 17 วัน โดยเกิดขึ้นในวันที่ 27 ตุลาคม 2551 เวลา 16.04 น. ช่วงใกล้ปิดตลาดดัชนีร่วงลงมา 10% ลดลง 43.29 จุด และสาเหตุก็ไม่ได้แตกต่างกัน มาจากความกังวลผลกระทบจากวิกฤตทางการเงิน หรือ Hamburger Crisis ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วเอเชียลดลง 8-10% และตลาดหุ้นไทยก็เช่นกัน
การที่ดัชนีหุ้นร่วงไป 100 กว่าจุด ในวันที่ 9 มีนาคม 2563 ฉุดดัชนีตลาดหุ้นไทยลงมาทดสอบระดับ 1,250 จุดอีกครั้ง แม้จะยังไม่ถึงกับต้องงัดมาตราการ Circuit Breaker มาใช้ เพราะดัชนียังร่วงมาไม่ถึง 10% แต่อะไรก็ไม่แน่นอน
เมื่อสาเหตุหลักของการปรับลงในครั้งนี้มาจากราคาน้ำมันตลาดโลกที่ลดลงค่อนข้างแรง จากมาตรการตอบโต้หลังโอเปก และรัสเซียไม่สามารถตกลงเงื่อนไขการลดกำลังการผลิตไทย ทำให้หุ้นพลังงานซึ่งมีน้ำหนักค่อนข้างมากกับดัชนีตลาดหุ้นไทยร่วงนำตลาด
จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีใครที่สามารถคาดการณ์มาตรการตอบโต้ที่ออกมาจากทั้ง 2 ฝั่งได้ และเช่นเดียวกันก็ยังไม่ใครที่สามารถประเมินจุดต่ำสุดของราคาน้ำมันในรอบนี้ได้ ตลาดคงต้องตกอยู่กับความผันผวนไปอีกระยะ บวกกับความกังวลเดิมเรื่อง COVID-19 ก็ยังไม่จางหาย
ดังนั้นจึงคาดเดาได้ยากว่าการที่ หุ้นร่วง 100 จุด จะมีอีกไหม แล้ว Circuit Breaker ครั้งที่ 4 ในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทย จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ ?? จึงยังไม่มีใครยืนยันได้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- “ปั่นป่วนทุกตลาด” หุ้น-น้ำมัน-ทองคำ-ค่าเงิน
- หุ้นไทยเข้าสู่ “Bear Market” ดัชนีร่วงตั้งแต่ต้นปีกว่า 20%
- ตลท.ชี้ราคาน้ำมันขาลงส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ แม้หุ้นไทยร่วง 6%
- หุ้นไทยปิดเที่ยง 1,272.20 จุด ลด 6.77% รายย่อยซื้อสวนสถาบัน 4.8 พันล้านบาท
- บล.เอเซียพลัส แนะเลี่ยงหุ้น PTTEP-PTT ชี้โดนผลประชุมOPEC กระทบหนักสุด