โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ขับต้องสวมหมวก ไม่มีระยะปลอดภัยสำหรับคนไม่สวมหมวกกันน็อก

The MATTER

อัพเดต 04 เม.ย. 2562 เวลา 11.35 น. • เผยแพร่ 05 เม.ย. 2562 เวลา 02.10 น. • Branded Content

“ไม่ใส่ได้ไหม ไปแค่นี้เอง” “ใกล้นิดเดียว ไม่เป็นไรหรอก”  ไหนใครเคยพูดประโยคนี้ ตอนจะขี่หรือซ้อนมอเตอร์ไซค์บ้าง?

แค่ปากซอยบ้าน แค่ร้านอาหารแถวนี้ แต่ความเป็นจริงคือเจ็บกันมานักต่อนักแล้ว กับระยะที่บอกว่า ‘ใกล้ๆ’ นี่แหละ

ชวนดูสถิติที่ชี้ให้เห็นกันชัดๆ ว่า ไม่มีระยะปลอดภัยสำหรับคนไม่สวมหมวกกันน็อก พร้อมไขข้อสงสัยว่าหมวกหนึ่งใบ จะมีความสามารถปกป้องชีวิตเราได้แค่ไหนกัน

รู้ไหมว่า 5 กม. ใกล้บ้านคือระยะอันตรายที่เจ็บและตายมากที่สุด

ชี้ชัดๆ กันตรงนี้ ว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของคนที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจากมอเตอร์ไซค์ เกิดขึ้นภายในรัศมี 5 กิโลเมตรจากที่พัก!

แล้วทำไมไม่ใส่หมวกกันน็อกกันนะ? ผลสำรวจจากศูนย์ความร่วมมือด้านการป้องกันอุบัติเหตุ องค์การอนามัยโลก คณะทำงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจร (สอจร.) และมูลนิธิไทยโรดส์[1] พบสาเหตุว่าทำไมคนเราถึงไม่ชอบสวมหมวกกันน็อก ดังนี้

64% คิดว่า เดินทางระยะใกล้ไม่ใส่ดีกว่า

37% คิดว่า ก็ไม่ได้ขับออกถนนใหญ่

29% คิดว่า รีบ สวมหมวกกันน็อกแล้วเสียเวลา

21% คิดว่า สวมหมวกกันน็อกแล้วร้อน อึดอัด ไม่สบายหัว หมวกสกปรก

13% คิดว่า กลัวผมเสียทรง

10% คิดว่า หมวกกันน็อกแพง ไม่มีที่เก็บ พกลำบาก กลัวหาย

8% คิดว่า ตำรวจไม่จับหรอก

7% บอกว่า ไม่มีหมวกกันน็อก

6% คิดว่า โอกาสเกิดอุบัติเหตุมีน้อย

4% คิดว่า ก็คนที่นั่งมาด้วยไม่ใส่ ก็เลยไม่ใส่บ้าง

เหตุผลที่ว่ามาทั้งหมดน่าจะเป็นเรื่องที่เราๆ ท่านๆ เคยกังวลกันมาบ้าง แต่อยากขอย้ำก้นอีกครั้งว่า อุบัติเหตุของผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ส่วนใหญ่ เกิดขึ้นในรัศมีใกล้ๆ กับจุดสตาร์ทภายในรัศมี 5 กิโลเมตรทั้งนั้น

[1] https://www.thaihealth.or.th/Infographic/detail/27729/ทำไมต้องสวมหมวกกันน็อก

รู้ไหมว่า ไม่สวมหมวกกันน็อก โอกาสบาดเจ็บทางศีรษะ 65%

สำหรับอุบัติเหตุที่เกิดจากการขับขี่มอเตอร์ไซค์ ส่วนใหญ่มักจะเกิดการบาดเจ็บทางศีรษะมากถึง 65%[2] โดยตำแหน่งที่บาดเจ็บมักจะเกิดที่หน้าผาก ศีรษะด้านบน รองลงมาคือศีรษะด้านข้าง และด้านหลังท้ายทอย การบาดเจ็บเหล่านี้ ล้วนเกิดจากปัจจัยที่เราป้องกันได้ แต่เลือกที่จะไม่ทำ อย่างการสวมหมวกกันน็อก

ลองนึกภาพตามง่ายๆ หากเกิดอุบัติเหตุแล้วไม่ได้สวมหมวกกันน็อก เมื่อรถเสียและแรงเหวี่ยงทำให้ศีรษะของเราไปกระทบกับพื้นหรือวัตถุที่แข็ง จะทำให้เกิดการบาดเจ็บที่สามารถแบ่งได้ 2 แบบคือ

  1. แบบแผลเปิด - มีวัตถุมากระทบที่ศีรษะ และมีเลือดออก เช่น หัวแตก กะโหลกร้าว

  2. แบบไม่มีแผล - ซึ่งแน่นอนว่าเป็นอันตรายที่เราไม่เห็นแต่ส่งผลมหาศาล นั่นเพราะกลไกที่ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บแบบนี้ คือ การที่สมองลอยอยู่ในน้ำไขสันหลังที่มีเยื่อหุ้มอยู่ หากศีรษะพุ่งไปข้างหน้าและกระทบเข้ากับวัตถุแข็ง เช่น พื้นถนน เสาไฟ ต้นไม้ ทำให้ศีรษะจะถูกแรงเหวี่ยงไปข้างหน้าจนชนกับวัตถุ และเหวี่ยงกลับมาข้างหลัง โดยในเวลาเดียวกันนั้น สมองที่ลอยอยู่ในน้ำไขสันหลังก็จะเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา จนสุดท้ายแล้วมากระแทกกับกะโหลกศีรษะด้านหลังนั่นเอง

ซึ่งการกระทบอย่างรุนแรงต่อก้อนสมองที่เปราะบางของเรานี่แหละ ที่จะทำให้เกิดอาการสมองฟกซ้ำ การตกเลือดในศีรษะหรือบริเวณต่างๆ ของสมอง การบาดเจ็บที่แกนประสาทหรือระบบเส้นเลือด ไปจนถึงการเป็นอัมพาต หรือเนื้องอกในสมอง!

[2] https://www.thairath.co.th/content/504188

สถิติผู้เสียชีวิต เพราะไม่สวมหมวกกันน็อก

คิดกันแบบนี้ สถิติผู้เสียชีวิตเพราะไม่สวกหมวกกันน็อกเลยครองอันดับหนึ่งในช่วง 7 วันอันตรายของสงกรานต์ในปีที่ผ่านมา (11-17 เมษายน 2561) เพราะแค่เพียง 7 วัน มีผู้เสียชีวิตเพราะไม่สวกหมวกกันน็อกถึง 185 คน (คิดเป็น 44.26% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด) แถมยังมีผู้บาดเจ็บอีก 2,049 คน (คิดเป็น 53%) ที่มีเหตุมาจากการไม่สวมหมวกกันน็อก!

นอกจากนั้น ในการประชุมทางวิชาการระดับนานาชาติ The 13th World Conference on Injury Prevention and Safety Promotion เมื่อปี 2561 ที่ผ่านมา เพื่อระดมสมองจากผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการทั่วโลกในการรับมือและแก้ปัญหา เจ็บ-ตาย จากอุบัติเหตุทางถนน ยังพบว่าประเทศไทยถูกจัดอันดับประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงเป็นอันดับ 2 ของโลกและมีแนวโน้มขึ้นเป็นอันดับ 1 ในปีต่อๆ ไปอีกด้วย!

ส่วนสาเหตุก็เพราะ ความไม่เข้มงวดในการปฏิบัติตามและการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะกับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ไม่สวมหมวกกันน็อก ที่ทำให้เกิดการกระทบกระเทือนทางศีรษะ และนำไปสู่อาการบาดเจ็บรุนแรงต่างๆ ในที่สุด

รู้ไหมว่า สวมหมวกกันน็อก ขับ 50 กม/ชม. ลดบาดเจ็บศีรษะได้ถึง 43%

แล้วหมวกกันน็อก ช่วยชีวิตเราได้จริงเหรอ?[3]

หมวกกันน็อกถูกออกแบบมาให้รับแรงกระแทกและลดความรุนแรงของผลที่เกิดขึ้นจากการกระแทกนั้น แทนที่จะเอาหัวเราไปชนวัตถุแข็งๆ โดยตรง ก็กลายเป็นว่าชนกับเนื้อโฟมของหมวกกันน็อกแทน

โฟมในหมวกกันน็อกซึ่งมีคุณสมบัติยืดหดได้ จะช่วยยืดเวลาก่อนที่ศีรษะจะหยุดการเคลื่อนไหวออกไปประมาณ ‘6 มิลลิวินาที’ เวลาสั้นๆ แค่นี้แต่มีค่า เพราะสามารถช่วยกระจายแรงกระแทกไปยังพื้นที่ที่กว้างขึ้น ทำให้แรงกระแทกไม่ไปรวมอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่งของกะโหลกเท่านั้น ส่งผลให้แรงกระแทกต่อเนื้อสมองลดลง

การสวมหมวกกันน็อกจึงช่วยลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บศีรษะของผู้ขับขี่ได้ประมาณ 43% ลดการบาดเจ็บทางศีรษะของผู้ซ้อนท้ายได้ประมาณ 58% รวมถึงลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตได้ 39%[4]

อย่างไรก็ตาม สวมหมวกกันน็อกแล้วก็ใช่ว่าจะซิ่งได้ตามใจชอบ เพราะความเร็วเกิน 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง ก็เป็นการยากที่จะควบคุมให้เกิดความปลอดภัยหากเกิดเหตุอุบัติเหตุกะทันหัน และเพิ่มโอกาสในการบาดเจ็บได้อยู่ดี

ความเร็วที่ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) แนะนำจึงอยู่ที่ 40-50 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งถือว่าไม่เร็วเกินไป และเมื่อเกิดอะไรขึ้น หมวกกันน็อกก็จะช่วยปกป้องเราได้อย่างเต็มที่ที่สุด

เพราะจะว่าไปแล้ว หมวกกันน็อกที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานความปลอดภัย (มอก.) ก็ออกแบบให้ทนแรงกระทบต่อศีรษะที่ความเร็วเพียง 30 กิโลเมตร/ชั่วโมงเท่านั้น[5]

[3] https://www.thaihealth.or.th/Content/20765-‘หมวกกันน็อก’%20เพื่อนแท้ร่วมทาง.html

[4] http://resource.thaihealth.or.th/library/hot/13847

[5] มอก.369-2557

หมวกกันน็อกเต็มใบ สีสว่าง มีสายรัดคางและเปลี่ยนทุก 3 ปี

นพ. ธนะพงษ์ จินวงษ์[6] ผูัจัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน แนะนำว่า หมวกกันน็อกเต็มใบนั้นจะปกป้องเราได้ดีที่สุด เพราะสามารถโอบอุ้มศีรษะของเราได้ทุกด้าน และจะช่วยลดโอกาสบาดเจ็บในส่วนใดส่วนหนึ่งของศีรษะได้

นอกจากนั้น ควรเลือกหมวกกันน็อกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก. 369-2539) เลือกให้กระชับพอดีกับศีรษะ ซื้อหมวกกันน็อกที่มีสีสว่าง มีสายรัดคาง และควรเปลี่ยนหมวกกันน็อกทุก 3 ปี เพราะโฟมและพลาสติกที่เป็นอุปกรณ์สำหรับในการป้องกันการกระแทกอาจเสื่อมสภาพได้

ที่สำคัญที่สุดคือ หากเคยทำหมวกกันน็อกกระแทกหรือตกพื้นแล้ว ต้องเปลี่ยนหมวกกันน็อกใหม่ทันที! เพราะแรงกระแทกเหล่านี้มีผลต่อประสิทธิภาพของโฟมภายในนั่นเอง

ไม่ใช่แค่นั้น เลือกหมวกกันน็อกทั้งทีต้องดูให้ละเอียด เช่น น้ำหนักของหมวกกันน็อกไม่ควรเกิน 2 กิโลกรัม มีรูระบายอากาศ มีช่องฟังเสียง และบังลมควรเป็นวัตถุที่โปร่งแสงเพื่อความสะดวกของการมองท้องถนน

และสุดท้าย กฎหมายยังระบุไว้ว่า หากผู้ขับขี่ไม่สวมหมวกกันน็อกจะต้องถูกปรับ 500 บาท และหากมีผู้ซ้อนที่ไม่สวมหมวกกันน็อกด้วยก็จะต้องเสียค่าปรับเพิ่มในอัตาไม่เกิน 1,000 บาท

[6] https://www.thairath.co.th/content/504188

ประมาทเพียงนิด ชีวิตอาจดับ

กางข้อมูลให้ดูกันแบบนี้แล้ว อย่าหาข้ออ้างในการไม่ใส่หมวกกันน็อกกันอีกเลย เพราะไม่ว่าจะใกล้จะไกล ก็ไม่เคยมีระยะปลอดภัยสำหรับคนไม่สวมหมวกกันน็อก

เจ็บกันมานักต่อนักแล้ว กับคำว่า 'ใกล้นิดเดียว.. ไม่เป็นไรหรอก' (อย่าเจ็บซ้ำกันอีกเลยนะ)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...