โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หลักธรรมาภิบาลกับการแก้ปัญหา ความขัดแย้งทางการเมืองของไทย (Good governance) : โดย ณรงค์ ขุ้มทอง

MATICHON ONLINE

อัพเดต 26 พ.ค. 2562 เวลา 07.19 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2562 เวลา 07.14 น.

หลังจากการเลือกตั้งเมื่อ 24 มีนาคม 2562 เป็นการเลือกตั้งที่หลายคนหวังว่าจะทำให้สถานการณ์ทางการเมืองและความขัดแย้งของคนไทยลดลง แต่ดูเหมือนจะตรงกันข้ามกับที่คนไทยคาดหวัง การเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 เป็นการเลือกตั้งที่ผู้มีอำนาจนำบทเรียนจากการปฏิวัติในปี 2549 ซึ่งฝ่ายอำนาจประเมินแล้วว่า “เสียของ” จึงทำให้การเลือกตั้ง 24 มีนาคม เป็นการเลือกตั้งที่ต้องไม่เสียของ

เริ่มตั้งแต่ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายการเลือกตั้ง กฎหมายลูก เพื่อไม่ให้เสียของตามหลักสากล กฎหมายดังกล่าวต้องเป็นกลางและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย การเลือกตั้งได้ให้อำนาจกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่การทำงานของ กกต.ชุดนี้กลับเป็นที่ระแวงสงสัยของสังคมและพรรคการเมือง

ทั้งๆ ที่ กกต. เป็นองค์กรอิสระ แต่การดำเนินการของ กกต.กลับถูกตั้งคำถามตั้งข้อสงสัยแอบแฝงด้วยวาระทางการเมืองหรือไม่

ความระแวงเริ่มชัดตั้งแต่การนับคะแนน ว่าหลังเลือกตั้งเสร็จภาย 2-3 ชั่วโมง กลายเป็น 3-4 วันหลังเลือกตั้ง กรณีบัตรจากนิวซีแลนด์มาถึงเมืองไทยแล้วไม่มีคนไปรับจนคะแนนถูกตัดสิทธิไป, กรณีบัตรเขย่งเกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้, กรณีมีบัตรเพิ่มขึ้นอีกหลายใบ กรณีการสอบสวนการทำผิดของพรรคการเมือง แต่ละพรรคก็มีคนระแวงว่าเลือกปฏิบัติ อีกพรรค กกต.หรือผู้เกี่ยวข้องเอาจริงเอาจังกับข้อร้องเรียน แต่ดูเหมือนเพิกเฉยกับอีกพรรคหนึ่ง

ทั้งที่มีคนกล่าวกันว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เลวร้ายกว่าการเลือกตั้งในปี 2500 เสียอีก

สิ่งที่น่าผิดหวัง กรณีที่มีผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2-3 ท่านที่คนไทยถือว่า เป็นเสาหลักด้านกฎหมายให้กับบ้านเมือง เป็นแบบอย่างให้กับลูกหลาน เป็นแบบอย่างในการสร้างความถูกต้องและชอบธรรม เป็นธรรมให้กับคนในชาติ กลับตะแบงส่อเลือกปฏิบัติ เลือกข้างอย่างชัดเจนและน่าเกลียด กลายเป็นคนตรงกันข้ามเป็นคนละสีเป็นคนละขั้ว

กรณีว่าจะใช้สูตรหรือหลักเกณฑ์ใช้กฎหมายใด มาตราใด ในการคำนวณจำนวน ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ มีการถกเถียงระหว่างมาตรา 128 ของ พ.ร.บ.การเลือกตั้ง กับ มาตรา 91 ของรัฐธรรมนูญ จะเห็นได้ว่าความวุ่นวายในการเลือกตั้งครั้งนี้เกิดจากกลุ่มคนที่มีอำนาจ คิดที่จะสร้างความสงบของบ้านเมือง โดยคิดกันเอง ทำกันเอง ออกกฎกติกา? เอื้อต่อกระบวนการการคิดจนลืมไปว่า กฎหมายถ้าไม่เป็นธรรมหรืออีกฝ่ายมองว่าถูกเลือกปฏิบัติ ความวุ่นวายก็จะไม่มีวันสิ้นสุด ทั้งหลายทั้งปวงที่ได้กล่าวมาข้างต้น ผู้เขียนอยากเตือนสติ ทั้ง 2 ฝ่ายว่าบ้านเมืองของเราบอบช้ำ ขัดแย้งมาหลายปีแล้วนะ จะกล่าวโทษซึ่งกันและกันตลอด 10 ปีที่ผ่านมาจนบางครั้งเราลืมถามตัวเองว่าทำไม

คนเหล่านั้นเขาไม่ยอมรับ ผู้มีอำนาจเลือกปฏิบัติหรือไม่ ผู้มีอำนาจรับฟังความเห็นต่างหรือไม่

แต่อย่างไรก็ตามช่องทางที่ผู้เขียนอยากให้ผู้มีอำนาจ คนไทยทุกกลุ่ม ทุกพรรค ทุกองค์กรควรยึดหลักธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการบ้านเมืองเป็นแนวทางก็จะทำให้ ความรักความสามัคคีบังเกิดขึ้นในประเทศอย่างแน่นอนซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

1.หลักนิติธรรม เป็นหลักที่คนในสังคมจะต้องปฏิบัติ ผู้มีอำนาจผู้เกี่ยวข้องต้องคำนึงการตรากฎหมายต่างๆ อย่างเป็นธรรม ปราศจากการตั้งธง ตรากฎหมายให้ทันสมัยมีส่วนร่วมกับบุคคลที่หลากหลาย/กฎหมายไม่เลือกปฏิบัติ/ไม่ส่อไปทางที่เข้าข้างหรือเอนเอียงเพื่อตนเองและพวกพ้อง

ประเด็นนี้ หลังจากการรัฐประหารปี 2557 ดูเหมือนกลุ่มผู้มีอำนาจตั้งธงไว้ว่าต้องไม่เสียของ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามที่ตัวเองหรือพวกพ้องต้องการตั้งแต่คนร่างกติการ่างกฎหมาย/การบังคับกฎหมายลงโทษกับกลุ่มที่เห็นต่างอย่างไม่ลดละและเร่งรีบ

ตรงข้ามถ้าเป็นกลุ่มพวกพ้องเดียวกันการดำเนินการทางกฎหมายกลับล่าช้าหน่วงเหนี่ยวกติกาการเลือกตั้งถูกปรับเปลี่ยนตั้งแต่จำนวน ส.ส. เปลี่ยนแปลงเขตเลือกตั้ง รวมถึงการซื้อตัวขายตัวของผู้ที่สมัคร ต่างพรรค ต่างพวกมาไว้ในกลุ่ม ในคอก ในพรรคของตัวเอง พร้อมใช้กลไกของรัฐที่ตัวเองมีอำนาจเข้าบริหารจัดการอย่างน่าอายน่าเกลียดที่สุด เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปี 60 ที่เลียนแบบของเยอรมันนำมาสร้างเงื่อนไขวุ่นวายขัดแย้งคนในชาติ

และที่กล่าวขวัญกันมากๆ เช่น กรณีนายตำรวจนายหนึ่งถึงว่าน่าจะเป็นตำรวจน้ำดี มีผลงานเหนือกว่าผู้บังคับบัญชา ทำทุกอย่างกลายเป็นความหวังและที่พึ่งของประชาชน แต่สุดท้ายสังคมไทย ช็อกเงียบ นายตำรวจดังกล่าวถูกจับโดยไม่ได้คาดหมายในเซฟเฮาส์แห่งหนึ่งพร้อมข่าวพบหลักฐานมากมาย

รวมถึงข่าวลือพบเส้นทางการเงินในต่างประเทศกว่า 75,000 ล้าน เท็จจริงอย่างไรต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่คำถามที่เกิดขึ้นนายตำรวจดังกล่าวเป็นคนของใคร ใครอยู่เบื้องหลัง และที่สังคมกังขา ไม่มีการสอบสวน ไม่ใช้หลักนิติธรรมกับเหตุการณ์ดังกล่าวเลย ใครอยู่เบื้องหลังให้นายตำรวจคนดี คนเก่งคนนี้ประพฤติชั่วต่อวิชาชีพ และเชื่อว่านายตำรวจคนนี้ไม่ได้เป็นคนชั่วแต่มีใครสนับสนุนส่งเสริมให้เขาทำ

2.หลักของความโปร่งใส (Transpavency) หลักนี้เน้นสร้างความเชื่อมั่น/สร้างความไว้วางใจให้ข้อมูลที่เป็นจริงตรงไปตรงมา มีที่มาที่ไปอย่างชัดเจน มีกระบวนการติดตามตรวจสอบอย่างชัดเจน และเป็นธรรมไม่เลือกปฏิบัติ

แต่ตรงข้าม ผู้มีอำนาจอย่างกรณีการจัดการเลือกตั้ง เริ่มตั้งแต่ การกำหนดกติกาเลือกตั้งที่ส่อไปในทางตั้งธงไว้ล่วงหน้าแล้วว่าให้เป็นอะไรเช่น ลดบทบาทพรรคการเมืองใหญ่ ต้องการให้คะแนนทุกคะแนนมีความหมาย/กำหนดกติกา ส.ส. บัญชีรายชื่อ และที่ผิดแปลกคือ ส.ว. ที่มาจากการสรรหา 250 คน ที่มาโดยผู้มีอำนาจแต่งตั้งและมีสิทธิเสนอสนับสนุนบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

และที่เป็นที่กังขาของสังคมมากเช่น กรณีพรรคการเมืองหนึ่งระดมทุนเข้าพรรคได้เงินมากกว่า 600 ล้านบาท พร้อมข่าวลือว่าผู้ซื้อโต๊ะอาหารดังกล่าว เป็นหน่วยราชการ กลุ่มนักธุรกิจใหญ่ ที่เกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐอยู่เบื้องหลัง และให้การสนับสนุน กรณีดังกล่าวมีผู้ร้องเรียนให้หาความจริง

แต่ผู้มีอำนาจกลับนิ่งเฉยไม่ได้สั่งการเร่งรีบให้คดีดังกล่าวกระจ่างแจ้ง จึงส่อไปในทางไม่โปร่งใสและเลือกปฏิบัติ

3.หลักการมีส่วนร่วม (Participation) เป็นกระบวนการร่วมคิดร่วมทำร่วมแก้ปัญหา ยิ่งการบริหารแผ่นดินท่ามกลางความขัดแย้งไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน ยุคใช้วาทกรรม ทำลายกัน ผู้มีอำนาจทั้งหลายควรพึงระวัง การใช้ความเด็ดขาดผ่าน ม.44 บางครั้งหวังดีต่อชาติและส่วนรวมแต่สังคมขาดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน แล้วก็ยิ่งยาก เช่น กรณี ม.44 คุ้มครองบริษัท โทรคมนาคมมูลค่าหลายหมื่นล้าน การวางเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ ผ่านยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ยังมีกลุ่มคนและสังคมสงสัยว่ามีนัยยะอะไร

กลุ่มคนนี้คิดและกำหนดอนาคตประเทศแล้วหรือ

ในประเทศนี้เป็นของคนกลุ่มนี้ที่มาจากปฏิวัติรัฐประหารก็ยิ่งขาดความชอบธรรมและสง่างาม การเปิดโอกาสให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์ และโต้แย้งกันไม่ทะเลาะกันเป็นกระบวนการหนึ่งที่สร้างการรับรู้กัน ฉะนั้นการใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชาติจึงเป็นช่องทางหนึ่งที่ลดความขัดแย้งระแวงสงสัยตรงข้ามการมีส่วนร่วมจะช่วยเสริมความรักความสามัคคีคนในชาติซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญผู้มีอำนาจพึงตระหนักและระวัง

4.ความรับผิดชอบ เป็นหลักการที่องค์กรอิสระที่ผู้รับผิดชอบต้องทุ่มเทเสียสละและเน้นความถูกต้องโปร่งใสและเป็นธรรมสามารถตรวจสอบได้ไม่คลุมเครือไม่ปล่อยให้สังคมหาคำตอบกันเอง เช่น กรณีการนับคะแนน การตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัคร และการกำหนดฐานของคะแนนว่าที่ ส.ส. จะอยู่ที่คะแนน 70,000 กว่าคะแนนหรือไม่ ผู้รับผิดชอบการเลือกตั้งต้องมีจิตสำนึกที่รับผิดชอบต่อบ้านเมือง ต่อสิทธิของประชาชน โดยไม่ส่อไปในทางลำเอียงไปยังพรรคหนึ่งพรรคใด

แต่ตรงข้ามการเลือกตั้งครั้งนี้ดูแล้วเป็นการเลือกตั้งที่สร้างความหวาดระแวงสงสัยในด้านความเป็นธรรมและโปร่งใส อีกครั้งในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งของไทยผู้เขียนจึงอยากเตือนผู้ใหญ่ทั้งหลายในบ้านเมืองว่าท่านกำลังเขียนประวัติศาสตร์ความถูกต้องหรือความเลวร้ายทางการเมืองหรือไม่ ขอได้โปรดไตร่ตรองและตระหนัก และท่านอาจจะเป็นคนเขียนกติกาเลือดให้แผ่นดินอีกก็ได้นะ

5.หลักคุณธรรม เป็นหลักที่ผู้รับผิดชอบที่มีจิตใจที่ดีเป็นธรรมมีจิตสำนึกที่ดี มีความซื่อสัตย์ต่อภาระหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย รู้จักชั่วดี ละอายต่อการกระทำที่ผิดหลักการและหลักเกณฑ์ที่วางไว้ กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อ 24 มีนาคม 2562 กกต. กลายเป็นจำเลยทางสังคมมาโดยตลอด

ดูเหมือน กกต. เป็นเครื่องมือของพรรคการเมืองหนึ่ง กกต. เหมือนเลือกปฏิบัติ เช่น เร่งรีบดำเนินการกับบางพรรคที่ถูกร้องเรียนแต่กลับเงียบนิ่งเฉยกับบางพรรคที่ร้องเรียนเช่น มีอดีต ส.ส. ในภาคใต้ ร้อง กกต. ว่ามีพรรคการเมืองหนึ่งเก็บบัตร ปชช.ไว้ก่อนเลือกตั้ง การจ่ายเงินงบประมาณให้ อสม. ก่อนวันเลือกตั้งเพียง 1 วัน เป็นต้น

6.หลักความคุ้มค่า หลักนี้ต้องการให้ผู้รับผิดชอบคำนึงถึงความคุ้มค่า และลงทุน เพราะเงินที่นำมาใช้ในการดำเนินการมาจากภาษีของประชาชน เงินทุกบาททุกสตางค์ต้องคุ้มค่า แต่ที่เป็นกล่าวขานกันว่า มีองค์กรอิสระใช้เงินจำนวนหลายร้อยล้านบาทไปต่างประเทศหรือกรณีการคัดเลือก ส.ว. จำนวน 250 คนก็ใช้เงินกว่า 1,000 ล้าน ทั้งๆ ที่คนถูกคัดเลือกเป็นคนกันเองไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากขนาดนี้

ผู้เขียนจึงอยากฝากและเตือนสติกับคนไทยทุกกลุ่ม ทุกสาขา อาชีพว่าช่องทางที่จะช่วยกันแก้ปัญหา และพัฒนาบ้านเมืองมีหลายช่องทางอยากให้ทุกคนหันหน้าเข้าหากัน มองถึงสถาบันชาติ ศาสนา กษัตริย์ ด้วยความรักจงรักภักดีเป็นที่ตั้ง อย่าคิดว่าบ้านเมืองนี้เป็นของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นอันขาด และขอย้ำว่า การจัดสรรผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัว และไม่เป็นธรรมเป็นบ่อเกิดแห่งความแตกแยก

ผู้เขียนได้นำหลักธรรมาภิบาล มาขยายให้ผู้ที่เกี่ยวข้องของบ้านเมืองได้ตระหนักถึงความเป็นธรรม ความเสมอภาค ความโปร่งใส พร้อมที่จะรับฟังจากกลุ่มที่เห็นต่าง ให้จงใจได้และให้ทุกท่านตระหนักไว้ว่า บ้านเมืองนี้เป็นของคนไทยทุกคน ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง ของกลุ่มใดกลุ่มหนี่ง 10 ปีที่ผ่านมาบ้านเมืองอยู่ในวังวนความขัดแย้ง แบ่งกลุ่มเป็นสี สร้างความเกลียดชัง ใส่ร้ายซึ่งกันและกัน 10 ปีที่ยาวนานพอแล้วที่ทำให้ประเทศบอบช้ำ หรือท่านทั้งหลายยังจะพอใจและต้องการให้ประเทศแตกร้าวกันอีกเหรอ

มีทางเดียวคือทำให้การเลือกตั้งหลัง 24 มี.ค.62 เป็นการเลือกตั้งที่สร้างความเป็นธรรม ความสุขให้คนไทยภายใต้ หลักธรรมาภิบาลกันเถอะ และผู้เขียนยังเชื่อมั่นเสียดายคนดีๆ อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่กำลังเป็นเครื่องมือให้กับคนบางกลุ่ม

พล.อ.ประยุทธ์ กำลังกลายเป็นคนหนึ่งที่เข้าสู่วังวนความแตกร้าวของคนในชาติ หรือไม่ฝากให้คิดด้วยความรักและศรัทธาในตัวท่านนายกรัฐมนตรี

ณรงค์ ขุ้มทอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...