กนง.แนะรัฐเตรียม policy package รับความเสี่ยงหากเศรษฐกิจยังไม่ฟื้น
ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (ฉบับย่อ) ครั้งที่ 1/2564 วันที่ 3 กุมภาพันธ์2564 ธนาคารแห่งประเทศไทย เผยแพร่ ณ วันที่ 17 กุมภาพันธ์2564 กรรมการที่เข้าร่วมประชุม นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ (ประธาน) นายเมธี สุภาพงษ์ (รองประธาน) นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน นายคณิศ แสงสุพรรณ นายรพี สุจริตกุล นายสมชัย จิตสุชน นายสุภัค ศิวะรักษ์
โดยภาวะเศรษฐกิจโลกและภาวะตลาดการเงิน เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง การระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่กดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ไม่มากนัก เนื่องจากประเทศส่วนใหญ่ใช้มาตรการควบคุมที่เข้มงวดน้อยลง ประกอบกับมีแรงสนับสนุนจาก มาตรการการเงินและการคลังอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคการผลิตมีแนวโน้มฟื้นตัวตามการ ฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่กิจกรรมในภาคบริการอ่อนแอลงหลังเกิดการระบาดระลอกใหม่ สำหรับการฉีดวัคซีน ป้องกัน COVID-19 ได้เริ่มขึ้นแล้วในหลายประเทศ และคาดว่ากลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหลักจะมีภูมิคุ้มกันหมู่ได้ ในช่วงกลางปี 2564 ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
ตลาดการเงินโลกอยู่ในภาวะยอมรับความเสี่ยงได้มากขึ้น (risk-on sentiment) แต่เงินลงทุนในหลักทรัพย์ที่ ไหลเข้ากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (emerging markets: EMs) รวมถึงไทยยังไม่มากนัก เนื่องจากนักลงทุนมี มุมมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัวดีขึ้น ภายหลังการเมืองของสหรัฐฯ ที่มีความชัดเจนมากขึ้นส่งผลดีต่อการ ออกมาตรการกระตุ้นทางการคลังเพิ่มเติม ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐฯ ปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ดี อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของไทยไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นตามมากนัก
สำหรับค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. เคลื่อนไหวในกรอบแคบสอดคล้องกับเงินสกุลภูมิภาค โดยดัชนีค่าเงินบาท (nominal effective exchange rate: NEER) ทรงตัวใกล้เคียงการประชุมครั้งก่อน ในระยะข้างหน้า หากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ในภาพรวมของโลกสามารถควบคุมได้ เศรษฐกิจ โลกฟื้นตัวต่อเนื่อง และธนาคารกลางส่วนใหญ่ยังคงดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย จะส่งผลให้risk-on sentiment จะมากขึ้นต่อเนื่อง อัตราผลตอบพันธบัตรและราคาตราสารทุนจะมีแนวโน้มสูงขึ้น เงินดอลลาร์ สรอ. มี แนวโน้มอ่อนค่าลง และเงินสกุลภูมิภาคมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเทียบกับเงินดอลลาร์ สรอ. อย่างไรก็ดี สถานการณ์ยังมี ความไม่แน่นอนสูง ซึ่งอาจนำไปสู่ความผันผวนในตลาดการเงินโลกได้ จึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ภาวะเศรษฐกิจและเสถียรภาพระบบการเงินไทย เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ แต่ไม่รุนแรงเท่าเดิม เนื่องจากมาตรการควบคุมการระบาดเข้มงวดน้อยลง รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือได้เร็วและตรงจุด ประกอบกับการส่งออกฟื้นตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปี 2564 ยังขยายตัวได้แม้อาจต่ำกว่าประมาณการ ณ เดือนธันวาคม 2563 บ้าง โดยเศรษฐกิจไทยได้รับปัจจัยลบเพิ่มขึ้นจาก
(1) การระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ที่รุนแรงกว่าที่ประเมินไว้เดิม การบริโภคภาคเอกชนจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากรายได้แรงงานที่ลดลงและการว่างงานที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้แรงงานที่มีความเสี่ยงว่ารายได้จะลดลงมากจากการระบาดระลอกใหม่คาดว่ามีประมาณ 4.7 ล้านคน ทั้งที่เป็นลูกจ้างรายวันนอกภาคเกษตร ผู้ประกอบอาชีพอิสระนอกภาคเกษตร และลูกจ้างในสาขาโรงแรม โดยในกลุ่มนี้มีราว 1.2 ล้านคนอาจกลายเป็นผู้ว่างงานหรือผู้เสมือนว่างงาน1 ได้
(2) จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2564 ที่ปรับลดลงตามนโยบายการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบค่อยเป็นค่อยไป
(3) รายจ่ายภาครัฐในปีงบประมาณ 2565 ที่มีแนวโน้มน้อยลง
อย่างไรก็ดีเศรษฐกิจไทยได้รับปัจจัยบวกที่ช่วยชดเชยผลลบได้บางส่วน จาก (1) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ประกาศเพิ่มเติมในช่วงครึ่งแรกของปี2564 (2) การส่งออกสินค้าที่ฟื้นตัว ดีกว่าคาดในเกือบทุกหมวดสินค้าตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะเติบโตสูงกว่า คาดจากมาตรการกระตุ้นทางการคลัง และ (3) การเลื่อนการเบิกจ่ายงบประมาณบางส่วนจากเดิมในไตรมาสที่ 4 ปี 2563 มาเป็นในช่วงปี 2564
สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงกลางปี2564 และอยู่ใกล้เคียงกับขอบล่างของกรอบเป้าหมายตลอดช่วงประมาณการ โดยการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในระยะ ปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย
มองไปข้างหน้า เศรษฐกิจไทยเผชิญกับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น โดยในระยะสั้นขึ้นอยู่กับการ ควบคุมการระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ และมาตรการการคลังในการพยุงเศรษฐกิจในช่วงที่เกิดการระบาด ระลอกใหม่ ขณะที่ในระยะปานกลางขึ้นอยู่กับ
(1) การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น แนวทางการเปิดประเทศของไทยและประเทศต้นทาง สถานการณ์การระบาดของ COVID-19 รวมถึงประสิทธิภาพของวัคซีน
(2) การจัดหาและกระจายวัคซีนป้องกัน COVID-19 ในไทย ซึ่งจะส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจใน ประเทศและแนวทางการเปิดประเทศ
(3) ความเพียงพอและต่อเนื่องของแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ และ
(4) ภาวะตลาดแรงงานที่เปราะบางมากขึ้นหลังการระบาดระลอกใหม่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของการ บริโภคภาคเอกชน เสถียรภาพระบบการเงินที่เปราะบางอยู่ก่อนแล้วได้รับผลกระทบเพิ่มเติม ภาคครัวเรือนมีความเปราะบางมากขึ้นจากรายได้ครัวเรือนที่ปรับลดลง โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยที่ยังไม่ฟื้นตัวจากการระบาดรอบก่อนและได้รับผลกระทบเพิ่มเติม จึงต้องติดตามคุณภาพหนี้ในภาคครัวเรือนที่อาจด้อยลงในระยะต่อไป
ภาคธุรกิจมีรายได้ลดลงและมีฐานะการเงินเปราะบางมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวและบริการที่ยังไม่ฟื้นตัวจากการ ระบาดรอบก่อน ขณะที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ประสบปัญหาในการเข้าถึงสินเชื่อเนื่องจากความ เสี่ยงด้านเครดิตที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลให้บางธุรกิจมีโอกาสผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ดีการประเมินพบว่า ผลกระทบต่อระบบสถาบันการเงินและตลาดตราสารหนี้โดยรวมยังมีจำกัด ธนาคารพาณิชย์มีฐานะการเงินที่มั่นคงสามารถรองรับคุณภาพสินเชื่อที่อาจด้อยลงได้ในอนาคตอย่างไรก็ดีความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูงขึ้นของธุรกิจที่ได้รับ ผลกระทบจากการระบาดระลอกใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs อาจส่งผลให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้กลุ่มธุรกิจ ดังกล่าวน้อยลง และอาจทำให้ธุรกิจมีปัญหาขาดสภาพคล่องมากขึ้น จนส่งผลกระทบกลับมายังระบบเศรษฐกิจ (negative feedback loop) ประเด็นสำคัญที่คณะกรรมการฯ อภิปราย คณะกรรมการฯ อภิปรายเกี่ยวกับผลกระทบของการระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ โดยในระยะสั้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะช้าลงและแตกต่างกันมากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อความเปราะบางในตลาดแรงงาน
ขณะที่ ความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งจะมีนัยต่อมาตรการการเงินการคลังที่ เหมาะสมในระยะต่อไป มีรายละเอียดดังนี้
ในระยะสั้น การระบาดระลอกใหม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจน้อยกว่าระลอกแรก แต่ทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจช้าลงและแตกต่างกันมากขึ้นระหว่างภาคเศรษฐกิจและขนาดธุรกิจต่าง ๆ (uneven recovery) โดยหลายกลุ่มธุรกิจยังไม่ฟื้นตัวจากการระบาดระลอกแรกและถูกกระทบเพิ่มเติมจากการระบาดระลอกใหม่
นอกจากนี้ธุรกิจ SMEs ได้รับผลกระทบมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ คณะกรรมการฯ กังวลว่าตลาดแรงงาน เปราะบางมากขึ้น โดยเฉพาะแรงงานที่ประกอบอาชีพอิสระนอกภาคเกษตร ลูกจ้างรายวันนอกภาคเกษตร และ ลูกจ้างในสาขาโรงแรม ซึ่งจำนวนผู้ว่างงานหรือผู้เสมือนว่างงานมีแนวโน้มสูงขึ้นมากในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ แต่จะทยอยลดลงสอดคล้องกับการลดลงของจำนวนผู้ติดเชื้อและการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาด รวมถึงการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในระยะต่อไป
คณะกรรมการฯ เห็นว่าภาครัฐควรออกแบบมาตรการให้ตรงจุดและเพียงพอ รวมทั้งเร่งดำเนินมาตรการใน ช่วงแรกที่เศรษฐกิจได้รับผลกระทบ (front-loaded) เพื่อป้องกันผลกระทบเชิงลบที่จะสะท้อนกลับมายัง ระบบเศรษฐกิจและช่วยลดต้นทุนต่อเศรษฐกิจในระยะยาว (scarring effects) ซึ่งจะมีมากขึ้นและแก้ไขได้ยาก หากไม่ดูแลอย่างทันท่วงทีอาทิ แรงงานที่ถูกเลิกจ้างอาจจะใช้เวลานานในการกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานอีกครั้ง
ด้านมาตรการการคลัง ควรเร่งเบิกจ่ายมาตรการเยียวยาและมาตรการพยุงเศรษฐกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะการ อนุมัติโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟู เศรษฐกิจฯ ที่จะสิ้นสุดระยะเวลากู้เงินในเดือนกันยายน 2564
ด้านมาตรการทางการเงินและสินเชื่อ ควรเร่งลดภาระหนี้ให้กับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ และให้สภาพคล่องทางการเงินผ่านโครงการค้ำประกันสินเชื่อที่มีอยู่ใน ปัจจุบัน (PGS 9)
สำหรับในระยะต่อไป ภาครัฐควรให้น้ำหนักกับมาตรการฟื้นฟูโดยเร่งเบิกจ่ายเพื่อรักษาความ ต่อเนื่องของแรงกระตุ้นภาครัฐ และอาจให้ความช่วยเหลือโดยกำหนดวัตถุประสงค์และเงื่อนไขที่ชัดเจน อาทิ เพื่อรักษาการจ้างงาน หรือเพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจให้สอดคล้องกับบริบทใหม่หลัง COVID-19 ซึ่งจะ ช่วยลดความเปราะบางในตลาดแรงงาน และช่วยยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจได้
คณะกรรมการฯ เห็นว่าความเสี่ยงสำคัญในระยะต่อไป คือ การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยปัจจัยภายนอกประเทศที่อาจทำให้การเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติล่าช้า ได้แก่ นโยบายจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศของจีน และการกลายพันธุ์ของ COVID-19 ที่อาจทำให้วัคซีนด้อยประสิทธิภาพลง
สำหรับ ปัจจัยภายในประเทศที่สำคัญ ได้แก่ ประสิทธิผลและการกระจายวัคซีนป้องกัน COVID-19 ความสมัครใจใน การฉีดวัคซีนของประชาชน และความสามารถในการควบคุมและคัดกรองผู้เดินทางเข้าออกตามแนวชายแดน
คณะกรรมการฯ เห็นว่าภาครัฐควรเตรียมชุดมาตรการการเงินและการคลัง (policy package) ที่สอดคล้องกับแนวโน้มและความเสี่ยงของเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้พร้อมออกใช้ได้ทันทีหากจำเป็น เช่น ความเสี่ยงที่ไทยไม่สามารถเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ในช่วงปลายปี2564 ถึงต้นปี 2565 ซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว ภาครัฐควรเตรียมความพร้อมสำหรับมาตรการการคลังเพื่อออกแรงกระตุ้นทางการคลังเพิ่มเติมเพื่อรองรับความไม่แน่นอนนี้ที่อาจเกิดขึ้น และเห็นว่าระดับหนี้สาธารณะที่ปรับสูงขึ้นในระยะปานกลางไม่ได้กระทบต่อความยั่งยืนทางการคลังอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับด้านมาตรการการเงินคณะกรรมการฯ เห็นควรให้ ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมดำเนินมาตรการการเงินเพิ่มเติม รวมถึงพิจารณาต่ออายุมาตรการที่จะทยอยครบกำหนดในปี 2564 หากจำเป็น