โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กนง.แนะรัฐเตรียม policy package รับความเสี่ยงหากเศรษฐกิจยังไม่ฟื้น

การเงินธนาคาร

อัพเดต 17 ก.พ. 2564 เวลา 06.44 น. • เผยแพร่ 17 ก.พ. 2564 เวลา 06.44 น.

ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (ฉบับย่อ) ครั้งที่ 1/2564 วันที่ 3 กุมภาพันธ์2564 ธนาคารแห่งประเทศไทย เผยแพร่ ณ วันที่ 17 กุมภาพันธ์2564 กรรมการที่เข้าร่วมประชุม นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ (ประธาน) นายเมธี สุภาพงษ์ (รองประธาน) นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน นายคณิศ แสงสุพรรณ นายรพี สุจริตกุล นายสมชัย จิตสุชน นายสุภัค ศิวะรักษ์

โดยภาวะเศรษฐกิจโลกและภาวะตลาดการเงิน เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง การระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่กดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ไม่มากนัก เนื่องจากประเทศส่วนใหญ่ใช้มาตรการควบคุมที่เข้มงวดน้อยลง ประกอบกับมีแรงสนับสนุนจาก มาตรการการเงินและการคลังอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคการผลิตมีแนวโน้มฟื้นตัวตามการ ฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่กิจกรรมในภาคบริการอ่อนแอลงหลังเกิดการระบาดระลอกใหม่ สำหรับการฉีดวัคซีน ป้องกัน COVID-19 ได้เริ่มขึ้นแล้วในหลายประเทศ และคาดว่ากลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหลักจะมีภูมิคุ้มกันหมู่ได้ ในช่วงกลางปี 2564 ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

ตลาดการเงินโลกอยู่ในภาวะยอมรับความเสี่ยงได้มากขึ้น (risk-on sentiment) แต่เงินลงทุนในหลักทรัพย์ที่ ไหลเข้ากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (emerging markets: EMs) รวมถึงไทยยังไม่มากนัก เนื่องจากนักลงทุนมี มุมมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัวดีขึ้น ภายหลังการเมืองของสหรัฐฯ ที่มีความชัดเจนมากขึ้นส่งผลดีต่อการ ออกมาตรการกระตุ้นทางการคลังเพิ่มเติม ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐฯ ปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ดี อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของไทยไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นตามมากนัก

สำหรับค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. เคลื่อนไหวในกรอบแคบสอดคล้องกับเงินสกุลภูมิภาค โดยดัชนีค่าเงินบาท (nominal effective exchange rate: NEER) ทรงตัวใกล้เคียงการประชุมครั้งก่อน ในระยะข้างหน้า หากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ในภาพรวมของโลกสามารถควบคุมได้ เศรษฐกิจ โลกฟื้นตัวต่อเนื่อง และธนาคารกลางส่วนใหญ่ยังคงดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย จะส่งผลให้risk-on sentiment จะมากขึ้นต่อเนื่อง อัตราผลตอบพันธบัตรและราคาตราสารทุนจะมีแนวโน้มสูงขึ้น เงินดอลลาร์ สรอ. มี แนวโน้มอ่อนค่าลง และเงินสกุลภูมิภาคมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเทียบกับเงินดอลลาร์ สรอ. อย่างไรก็ดี สถานการณ์ยังมี ความไม่แน่นอนสูง ซึ่งอาจนำไปสู่ความผันผวนในตลาดการเงินโลกได้ จึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ภาวะเศรษฐกิจและเสถียรภาพระบบการเงินไทย เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ แต่ไม่รุนแรงเท่าเดิม เนื่องจากมาตรการควบคุมการระบาดเข้มงวดน้อยลง รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือได้เร็วและตรงจุด ประกอบกับการส่งออกฟื้นตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปี 2564 ยังขยายตัวได้แม้อาจต่ำกว่าประมาณการ ณ เดือนธันวาคม 2563 บ้าง โดยเศรษฐกิจไทยได้รับปัจจัยลบเพิ่มขึ้นจาก

        (1) การระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ที่รุนแรงกว่าที่ประเมินไว้เดิม การบริโภคภาคเอกชนจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากรายได้แรงงานที่ลดลงและการว่างงานที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้แรงงานที่มีความเสี่ยงว่ารายได้จะลดลงมากจากการระบาดระลอกใหม่คาดว่ามีประมาณ 4.7 ล้านคน ทั้งที่เป็นลูกจ้างรายวันนอกภาคเกษตร ผู้ประกอบอาชีพอิสระนอกภาคเกษตร และลูกจ้างในสาขาโรงแรม โดยในกลุ่มนี้มีราว 1.2 ล้านคนอาจกลายเป็นผู้ว่างงานหรือผู้เสมือนว่างงาน1 ได้    

        (2) จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2564 ที่ปรับลดลงตามนโยบายการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบค่อยเป็นค่อยไป

        (3) รายจ่ายภาครัฐในปีงบประมาณ 2565 ที่มีแนวโน้มน้อยลง

อย่างไรก็ดีเศรษฐกิจไทยได้รับปัจจัยบวกที่ช่วยชดเชยผลลบได้บางส่วน จาก (1) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ประกาศเพิ่มเติมในช่วงครึ่งแรกของปี2564 (2) การส่งออกสินค้าที่ฟื้นตัว ดีกว่าคาดในเกือบทุกหมวดสินค้าตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะเติบโตสูงกว่า คาดจากมาตรการกระตุ้นทางการคลัง และ (3) การเลื่อนการเบิกจ่ายงบประมาณบางส่วนจากเดิมในไตรมาสที่ 4 ปี 2563 มาเป็นในช่วงปี 2564

สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงกลางปี2564 และอยู่ใกล้เคียงกับขอบล่างของกรอบเป้าหมายตลอดช่วงประมาณการ โดยการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในระยะ ปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย

มองไปข้างหน้า เศรษฐกิจไทยเผชิญกับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น โดยในระยะสั้นขึ้นอยู่กับการ ควบคุมการระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ และมาตรการการคลังในการพยุงเศรษฐกิจในช่วงที่เกิดการระบาด ระลอกใหม่ ขณะที่ในระยะปานกลางขึ้นอยู่กับ

        (1) การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น แนวทางการเปิดประเทศของไทยและประเทศต้นทาง สถานการณ์การระบาดของ COVID-19 รวมถึงประสิทธิภาพของวัคซีน

        (2) การจัดหาและกระจายวัคซีนป้องกัน COVID-19 ในไทย ซึ่งจะส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจใน ประเทศและแนวทางการเปิดประเทศ

        (3) ความเพียงพอและต่อเนื่องของแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ และ

       (4) ภาวะตลาดแรงงานที่เปราะบางมากขึ้นหลังการระบาดระลอกใหม่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของการ บริโภคภาคเอกชน เสถียรภาพระบบการเงินที่เปราะบางอยู่ก่อนแล้วได้รับผลกระทบเพิ่มเติม ภาคครัวเรือนมีความเปราะบางมากขึ้นจากรายได้ครัวเรือนที่ปรับลดลง โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยที่ยังไม่ฟื้นตัวจากการระบาดรอบก่อนและได้รับผลกระทบเพิ่มเติม จึงต้องติดตามคุณภาพหนี้ในภาคครัวเรือนที่อาจด้อยลงในระยะต่อไป

ภาคธุรกิจมีรายได้ลดลงและมีฐานะการเงินเปราะบางมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวและบริการที่ยังไม่ฟื้นตัวจากการ ระบาดรอบก่อน ขณะที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ประสบปัญหาในการเข้าถึงสินเชื่อเนื่องจากความ เสี่ยงด้านเครดิตที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลให้บางธุรกิจมีโอกาสผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดีการประเมินพบว่า ผลกระทบต่อระบบสถาบันการเงินและตลาดตราสารหนี้โดยรวมยังมีจำกัด ธนาคารพาณิชย์มีฐานะการเงินที่มั่นคงสามารถรองรับคุณภาพสินเชื่อที่อาจด้อยลงได้ในอนาคตอย่างไรก็ดีความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูงขึ้นของธุรกิจที่ได้รับ ผลกระทบจากการระบาดระลอกใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs อาจส่งผลให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้กลุ่มธุรกิจ ดังกล่าวน้อยลง และอาจทำให้ธุรกิจมีปัญหาขาดสภาพคล่องมากขึ้น จนส่งผลกระทบกลับมายังระบบเศรษฐกิจ (negative feedback loop)      ประเด็นสำคัญที่คณะกรรมการฯ อภิปราย คณะกรรมการฯ อภิปรายเกี่ยวกับผลกระทบของการระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ โดยในระยะสั้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะช้าลงและแตกต่างกันมากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อความเปราะบางในตลาดแรงงาน

ขณะที่ ความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งจะมีนัยต่อมาตรการการเงินการคลังที่ เหมาะสมในระยะต่อไป มีรายละเอียดดังนี้

        ในระยะสั้น การระบาดระลอกใหม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจน้อยกว่าระลอกแรก แต่ทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจช้าลงและแตกต่างกันมากขึ้นระหว่างภาคเศรษฐกิจและขนาดธุรกิจต่าง ๆ (uneven recovery) โดยหลายกลุ่มธุรกิจยังไม่ฟื้นตัวจากการระบาดระลอกแรกและถูกกระทบเพิ่มเติมจากการระบาดระลอกใหม่

นอกจากนี้ธุรกิจ SMEs ได้รับผลกระทบมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ คณะกรรมการฯ กังวลว่าตลาดแรงงาน เปราะบางมากขึ้น โดยเฉพาะแรงงานที่ประกอบอาชีพอิสระนอกภาคเกษตร ลูกจ้างรายวันนอกภาคเกษตร และ ลูกจ้างในสาขาโรงแรม ซึ่งจำนวนผู้ว่างงานหรือผู้เสมือนว่างงานมีแนวโน้มสูงขึ้นมากในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ แต่จะทยอยลดลงสอดคล้องกับการลดลงของจำนวนผู้ติดเชื้อและการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาด รวมถึงการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในระยะต่อไป

คณะกรรมการฯ เห็นว่าภาครัฐควรออกแบบมาตรการให้ตรงจุดและเพียงพอ รวมทั้งเร่งดำเนินมาตรการใน ช่วงแรกที่เศรษฐกิจได้รับผลกระทบ (front-loaded) เพื่อป้องกันผลกระทบเชิงลบที่จะสะท้อนกลับมายัง ระบบเศรษฐกิจและช่วยลดต้นทุนต่อเศรษฐกิจในระยะยาว (scarring effects) ซึ่งจะมีมากขึ้นและแก้ไขได้ยาก หากไม่ดูแลอย่างทันท่วงทีอาทิ แรงงานที่ถูกเลิกจ้างอาจจะใช้เวลานานในการกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานอีกครั้ง

ด้านมาตรการการคลัง ควรเร่งเบิกจ่ายมาตรการเยียวยาและมาตรการพยุงเศรษฐกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะการ อนุมัติโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟู เศรษฐกิจฯ ที่จะสิ้นสุดระยะเวลากู้เงินในเดือนกันยายน 2564

ด้านมาตรการทางการเงินและสินเชื่อ ควรเร่งลดภาระหนี้ให้กับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ และให้สภาพคล่องทางการเงินผ่านโครงการค้ำประกันสินเชื่อที่มีอยู่ใน ปัจจุบัน (PGS 9)

สำหรับในระยะต่อไป ภาครัฐควรให้น้ำหนักกับมาตรการฟื้นฟูโดยเร่งเบิกจ่ายเพื่อรักษาความ ต่อเนื่องของแรงกระตุ้นภาครัฐ และอาจให้ความช่วยเหลือโดยกำหนดวัตถุประสงค์และเงื่อนไขที่ชัดเจน อาทิ เพื่อรักษาการจ้างงาน หรือเพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจให้สอดคล้องกับบริบทใหม่หลัง COVID-19 ซึ่งจะ ช่วยลดความเปราะบางในตลาดแรงงาน และช่วยยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจได้

คณะกรรมการฯ เห็นว่าความเสี่ยงสำคัญในระยะต่อไป คือ การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยปัจจัยภายนอกประเทศที่อาจทำให้การเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติล่าช้า ได้แก่ นโยบายจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศของจีน และการกลายพันธุ์ของ COVID-19 ที่อาจทำให้วัคซีนด้อยประสิทธิภาพลง

สำหรับ ปัจจัยภายในประเทศที่สำคัญ ได้แก่ ประสิทธิผลและการกระจายวัคซีนป้องกัน COVID-19 ความสมัครใจใน การฉีดวัคซีนของประชาชน และความสามารถในการควบคุมและคัดกรองผู้เดินทางเข้าออกตามแนวชายแดน 

คณะกรรมการฯ เห็นว่าภาครัฐควรเตรียมชุดมาตรการการเงินและการคลัง (policy package) ที่สอดคล้องกับแนวโน้มและความเสี่ยงของเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้พร้อมออกใช้ได้ทันทีหากจำเป็น เช่น ความเสี่ยงที่ไทยไม่สามารถเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ในช่วงปลายปี2564 ถึงต้นปี 2565 ซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว ภาครัฐควรเตรียมความพร้อมสำหรับมาตรการการคลังเพื่อออกแรงกระตุ้นทางการคลังเพิ่มเติมเพื่อรองรับความไม่แน่นอนนี้ที่อาจเกิดขึ้น และเห็นว่าระดับหนี้สาธารณะที่ปรับสูงขึ้นในระยะปานกลางไม่ได้กระทบต่อความยั่งยืนทางการคลังอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับด้านมาตรการการเงินคณะกรรมการฯ เห็นควรให้ ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมดำเนินมาตรการการเงินเพิ่มเติม รวมถึงพิจารณาต่ออายุมาตรการที่จะทยอยครบกำหนดในปี 2564 หากจำเป็น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...