โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาพยนตร์

เพลง 'K-POP' มีพลังมากแค่ไหนต่อวัยรุ่นเกาหลีเหนือและเพลงพอปในแบบฉบับเกาหลีเหนือนั้นเป็นอย่างไร

BT Beartai

อัพเดต 24 มิ.ย. 2564 เวลา 13.19 น. • เผยแพร่ 24 มิ.ย. 2564 เวลา 06.44 น.
เพลง 'K-POP' มีพลังมากแค่ไหนต่อวัยรุ่นเกาหลีเหนือและเพลงพอปในแบบฉบับเกาหลีเหนือนั้นเป็นอย่างไร

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา The New York Times ได้รายงานข่าวที่อ้างอิงข้อมูลจาก Daily NK ว่ามีเอกสารภายในของเกาหลีเหนือรั่วไหลออกมาโดยเนื้อหาในเอกสารนี้มีใจความว่าท่านผู้นำ ‘คิม จอง-อึน’ แห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีหรือเกาหลีเหนือได้กล่าวว่าวัฒนธรรม ‘K-Pop’ ของเกาหลีใต้นั้นเปรียบเหมือนกับ “มะเร็งร้าย” ที่ทำลายชีวิตคนหนุ่มสาวชาวเกาหลีเหนือและทำให้เขาสูญเสียการปกครองไป โดยมีข้อห้ามการเปิดรับวัฒนธรรมเคพอปโดยเด็ดขาดหากใครฝ่าฝืนยังฟังเพลงเกาหลี ชมซีรีส์ ดูหนังหรือทำอะไรที่มาจากวัฒนธรรมเกาหลีใต้แล้วล่ะก็จะต้องถูกลงโทษให้ใช้แรงงานในค่ายกักกันจากเดิม 5 ปีเพิ่มเป็น 15 ปีเอาให้เข็ดหลาบกันเลยทีเดียว

จากข่าวนี้ทำให้เราได้เห็นว่าเกาหลีเหนือนั้นกลัวการไหลบ่าเข้ามาของวัฒนธรรมเกาหลีใต้เป็นอย่างยิ่งเนื่องจากในช่วงเวลาที่ผ่านมามีวัยรุ่นเกาหลีเหนือหลายคนที่ได้เสพสื่อจากเกาหลีใต้ผ่านทางแฟลชไดรฟ์เถื่อนที่มาจากทางจีนทำให้พวกเขาได้เห็นโลกกว้างและได้รู้ว่าสิ่งที่พวกเขาเคยได้รับรู้มาก่อนนั้นไม่เป็นความจริงเลย บทความนี้เราจะพาเพื่อน ๆ  มาดูกันว่าวัยรุ่นเกาหลีใต้นั้นมีความพยายามในการเสพสื่อจากเกาหลีใต้ได้อย่างไรและมันได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขามากมายยังไงบ้าง และในส่วนที่ 2 ของบทความเราจะพูดถึงว่าหากท่านผู้นำไม่อยากให้ประชาชนฟังเพลงเคพอปดูหนังดูซีรีส์เกาหลีแล้วสื่อในประเทศมีอะไรให้พวกเขาได้เสพกันบ้างโดยเราจะมุ่งไปดูที่เพลงพอปแบบเกาหลีเหนือกันว่ามีหน้าตาเป็นอย่างไร

K-POP บทเพลงแห่งการปลดแอก

สถานะของเพลงเคพอปที่มีต่อเกาหลีเหนือนั้นดู ๆ ไปแล้วก็คล้าย ๆ กับเมื่อครั้งในอดีตในยุคที่เบอร์ลินตะวันออกและตะวันตกแยกออกจากกันและเดวิด โบวี่ (David Bowie) ได้ร้องเพลง “Heroes” ในคอนเสิร์ตที่จัดขึ้นใกล้ ๆ กับกำแพงเบอร์ลินทางฝั่งตะวันตกทำให้วัยรุ่นชาวเบอร์ลินทางฝั่งตะวันออกพยายามเงี่ยหูฟังใกล้ ๆ กับกำแพงเพื่อสัมผัสกับบทเพลงที่ลอยข้ามผ่านกำแพงมา สำหรับเพลงเกาหลีใต้นั้นก็ทำหน้าที่คล้าย ๆ เป็นบทเพลงที่เปิดโลกให้วัยรุ่นชาวเกาหลีเหนือได้รู้ว่าโลกภายนอกนั้นเป็นอย่างไรบ้างซึ่งนี่แหละคือสิ่งที่น่ากลัวสำหรับผู้นำเกาหลีเหนือจึงทำให้ต้องออกมาประกาศกร้าวออกกฎที่เข้มข้นยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ในเว็บไซต์ของ The Washington Post ได้เคยลงบทความที่สัมภาษณ์วัยรุ่นชาวเกาหลีเหนือที่ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่เกาหลีใต้โดยถามถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่และการเสพสื่อจากเกาหลีใต้ของพวกเขาว่าเป็นอย่างไรบ้าง ตัวอย่างแรกคือ ริว ฮี-จิน (Ryu Hee-Jin) นักเต้นสาวชาวเกาหลีเหนือที่ย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ที่เกาหลีใต้ ตั้งแต่เด็กเธอมักจะได้ร่วมแสดงร้องเพลงรักชาติเชิดชูเกียรติของชาติและท่านผู้นำมาตั้งแต่สมัยของ ‘คิม จอง-อิล’ หลังจากนั้นเมื่อเธอได้เติบโตขึ้นเธอก็ได้มีโอกาสฟังเพลงอเมริกันและเพลงจากเกาหลีใต้ซึ่งเธอได้บอกว่าตอนที่ฟังเพลงเกาหลีเหนือนั้นเธอจะไม่มีอารมณ์อะไรเลยแต่ตอนที่ได้ฟังเพลงอเมริกันและเพลงเกาหลีใต้มันได้ให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลาย เนื้อเพลงก็ให้ความรู้สึกสดใหม่และเชื่อมโยงกับชีวิตเธอ เธอบอกว่าเวลาเห็นคนที่ฟังเพลงเหล่านี้แล้วจะเห็นได้เลยว่าการแสดงออกผ่านทางสีหน้าของพวกเขาจะเปลี่ยนไป ฮีจินยังได้บอกอีกว่าเพลงเคพอปกับเพลงจากตะวันตกได้เปิดโลกทัศน์ให้กับเธอและทำให้เธอได้รู้ว่าเกาหลีเหนืออันเป็นประเทศมาตุภูมิบอกเธอนั้นไม่ใช่แดนสวรรค์อย่างที่เคยถูกพร่ำสอนมาโดยตลอด ในทุก ๆ วันเธอนั่งดูมิวสิกวิดีโอเพลงเคพอปซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยที่หวาดกลัวว่าวันนึงตำรวจจะมาเคาะประตูบ้านและจับเธอ เธอเคยถูกสอนว่าอเมริกานั้นคือหมาป่าและเกาหลีใต้นั้นเป็นหุ่นเชิดของอเมริกาแต่เมื่อเธอได้ฟังเพลงเคพอปแล้วเธอจึงได้รู้ว่าความจริงนั้นเป็นเช่นไร และในที่สุดเมื่อเธออายุได้ 23 ปีเธอก็ตัดสินใจหลบหนีไปอยู่ที่เกาหลีใต้

วัยรุ่นชาวเกาหลีเหนือจะได้รับชมได้ฟังเพลงเคป็อป ดูเอ็มวีเพลงเคป็อป ดูหนัง ดูซีรีส์จากเกาหลีใต้รวมไปถึงหนังจากทางฝั่งฮอลลีวูดผ่านทางแฟลชไดร์ฟ อาทิ แฟลชไดร์ฟที่มาจากโครงการเพื่อสิทธิมนุษยชนที่เรียกว่า Flash Drives For Freedom ซึ่งเป็นโครงการระดมทุนและความช่วยเหลือจากผู้คนทั่วโลกในการบริจาคแฟลชไดร์ฟที่รวมเอาข้อมูลต่าง ๆ ทั้งหนังฮอลลีวู้ด รายการทีวีจากอเมริการวมไปถึงภาพยนตร์ ซีรีส์และบทเพลงจากเกาหลีใต้ใส่เอาไว้เข้าไปในนั้น รวมไปถึงแฟลชไดร์ฟที่ขายโดยกลุ่มพ่อค้าที่ข้ามพรมแดนไปมาระหว่างจีนกับเกาหลีเหนืออีกด้วย

โครงการ Flash Drives for Freedom

ตัวอย่างต่อมาคือ คัง นา-รา (Kang Na-ra) วัยรุ่นสาวชาวเกาหลีเหนือที่มีความฝันอยากจะทำสีผมและใส่ชุดมินิสเกิร์ตหรือกางเกงยีนส์บ้าง มีวันหนึ่งเธอเคยใส่กางเกงยีนส์ไปเที่ยวตลาด เธอถูกบังคับให้ถอดชุดออกตรงนั้นและยีนส์ตัวนั้นก็ถูกเผาต่อหน้าต่อตาของเธอ นาราผู้ซึ่งเรียนร้องเพลงอยู่ที่โรงเรียนสอนศิลปะในเมืองชองจิน (Chongjin) ของเกาหลีเหนือ ได้บอกว่าศิลปะได้เปิดโลกให้กับเธอและทำให้เธอตัดสินใจย้ายไปอยู่เกาหลีใต้ในปี 2014 โดยทำงานเป็นนักแสดงโดยบทบาทที่เธอได้รับส่วนใหญ่ก็คือบทบาทของตัวละครชาวเกาหลีเหนือนั่นเอง

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ ฮัน ซอง-อี (Han Song-ee) ที่ได้เปิดโลกเมื่อตอนอายุ 10 ขวบตอนที่ได้ดูวิดีโอของวง Baby V.O.X แสดงในงานคอนเสิร์ตรวมชาติเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวที่จัดขึ้นที่เปียงยาง (Pyongyang) ในปี 2003 แต่ตอนแรกเธอรู้สึกช็อกและกระอักกระอ่วนใจที่จะต้องชมบทเพลงของ ‘วายร้ายทุนนิยม’ แต่สุดท้ายแล้วเมื่อเธอได้ฟังจริง ๆ เธอกลับพบว่ามันเป็นอะไรที่น่ารักมากและตั้งแต่นั้นเธอก็รู้สึกประทับใจใน ความเป็นเคพอปมาโดยตลอดทำให้พ่อแม่ของเธอโกรธเธอมากที่เธอทำผมเลียนแบบสาว ๆ เคป็อปหลังจากนั้นเธอและเพื่อนของเธอก็เริ่มใส่กางเกงรัดรูปสีสันจัดจ้านแบบเดียวกันกับที่สาว ๆ วง Girls’ Generation ใส่แล้วในที่สุดเธอก็ตัดสินใจย้ายไปอยู่เกาหลีใต้ในปี 2013 ส่วนวัยรุ่นอีกคนหนึ่งก็กล่าวถึงตอนที่ Red Velvet มาแสดงคอนเสิร์ตในเปียงยางเธอบอกว่ามันเป็นเรื่องที่น่าตลกที่พวกเธอต้องแอบหลบ ๆ ซ่อน ๆ เพื่อที่จะดูวิดีโอคอนเสิร์ตครั้งนั้นในขณะที่ท่านผู้นำไปนั่งอยู่แถวหน้าตบมือเฮฮาและมีความสุขกับโชว์ของสาว ๆ มันช่างย้อนแย้งกันเสียนี่กระไร

‘NK-POP’ ? มารู้จักกับเพลงพอปแบบเกาหลีเหนือกัน

จริง ๆ แล้วเพลงยอดนิยมหรือเพลงพอปในเกาหลีเหนือไม่ได้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการแต่เราคิดว่าถ้าเกาหลีใต้มี ‘K-POP’ เกาหลีเหนือเองในวันหนึ่งก็อาจจะพัฒนาเป็น ‘NK-POP’ บ้างก็ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วเกาหลีเหนือเองเริ่มเล็งเห็นถึงความสำคัญของพลังทางวัฒนธรรมบ้างแล้ว และที่ผ่านมาก็ได้มีการส่งเสริมและจัดตั้งวงดนตรีขึ้นมา แต่เป็นไปเพื่อเผยแพร่อุดมการณ์และแนวคิดแบบชาตินิยมเท่านั้น ถึงจะมีเรื่องราวของคนสามัญธรรมดาบ้างแต่ก็ยังไม่แข็งแรงในระดับที่จะเป็นวัฒนธรรมแบบ K-POP ได้

สำหรับเพลงที่จัดอยู่ในหมวดหมู่ของเพลงพอปเกาหลีเหนือซึ่งเราได้รวบรวมมาส่วนใหญ่แล้วจะเป็นมีข้อมูลระบุว่าเป็นเพลงที่มักจะเปิดบนรถทัวร์หรือตามสถานที่ต่าง ๆ ที่นักท่องเที่ยวได้สัมผัสในเกาหลีเหนือ เพลงเหล่านี้จะมีเนื้อหาที่กล่าวถึงความรักชาติ ประวัติศาสตร์ความเป็นมา รวมไปถึงคำทักทายในแบบเกาหลีเพื่อกระตุ้นให้รู้สึกรักในความเป็นเกาหลีเหนือ ส่วนนักร้องนักดนตรีหรือวงดนตรีในเกาหลีเหนือนั้นก็ไม่ได้มีจำนวนมากอย่างที่มีในเกาหลีใต้เรียกว่าเหมือนเป็นวงเฉพาะกิจหรือบางทีก็เป็นวงจัดตั้งจากท่านผู้นำเลยด้วยซ้ำ ต่อไปนี้คือตัวอย่างของเพลงพอปจากเกาหลีเหนือที่เราอยากให้เพื่อน ๆ ลองฟังกันดู

ARIRANG (아리랑)

มาเริ่มจากเพลงที่เชื่อว่าเราน่าจะคุ้นเคยกันอยู่บ้างเนื่องจากว่ามีเพลงไทยหลายเพลงที่แต่งขึ้นจากทำนองเพลงพื้นบ้านเกาหลีโดยมีเรื่องราวเกี่ยวกับหมู่บ้านที่มีชื่อว่า “อารีดัง” (คาดว่าน่าจะเกิดจากความเข้าใจผิดเรื่องการออกเสียงเลยเพี้ยนจาก “อารีรัง” มาเป็น “อารีดัง” เริ่มจากภาพยนตร์ในปี 2523 ที่ใช้ชื่อนี้ซึ่งมีเพลง “เสียงครวญจากทหารไทย” เพลงไทยทำนองเกาหลีที่ครูเบญจมินทร์เป็นคนแต่งจากประสบการณ์ในการเป็นทหารไทยในเกาหลี จากนั้นก็มีเพลงไทยที่มีแรงบันดาลใจมาจากทำนองเกาหลีออกมาและเป็นที่โด่งดังซึ่งทุกบทเพลงล้วนเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่​ ”อารีดัง” เช่นเพลง “เสียงครวญจากเกาหลี” ที่เป็นเรื่องรักระหว่างหญิงสาวที่หมู่บ้านอารีดังกับหนุ่มทหารไทยที่ไปร่วมรบในเกาหลี เพลงนี้จะร้องจากมุมมองของสาวเกาหลีร้องโดย ‘สมศรี ม่วงศรเขียว’ และอีกเพลงคือ “รักแท้จากหนุ่มไทย” เพลงนี้ครูเบญจมินทร์ร้องเอง เป็นเรื่องเดียวกันกับเพลงก่อนแต่เล่าผ่านมุมมองของหนุ่มทหารไทย ท่อนแรกของเพลงร้องเป็นภาษาเกาหลีทั้งหมด) สำหรับเพลง “อารีรัง” นี้จะเรียกว่าเป็นเพลงชาติของเกาหลีแบบไม่เป็นทางการก็ว่าได้ ซึ่งไม่เพียงแต่มีความสำคัญกับเกาหลีเหนือเท่านั้นแต่รวมไปถึงเกาหลีใต้ด้วย “อารีรัง” เป็นเพลงพื้นบ้านของเกาหลีที่มีลักษณะคล้าย ‘นิราศ’ ของไทยอันมีเนื้อหาว่าด้วยการลาจากคนรักเพื่อไปเข้าร่วมรบในสงครามและต้องเดินทางผ่านช่องเขาซึ่งคำว่า “อารีรัง” ก็เป็นชื่อของช่องเขานั่นเอง เพลงนี้มีการบันทึกเสียงครั้งแรกตั้งแต่ปี 1896 และมีมากกว่า 60 เวอร์ชัน รวมไปถึงการปรับแต่งเล็ก ๆ น้อย ๆ รวมแล้วกว่า 3,600 เวอร์ชัน แต่เดิมวัตถุประสงค์ของเพลงนี้คือเพลงที่ไว้ร้องปลุกใจเพื่อต่อต้านการรุกรานจากประเทศญี่ปุ่น เพลง “อารีรัง” นี้นับว่ามีความสำคัญทางวัฒนธรรมเป็นอย่างยิ่งและถูกรวมไว้ในรายชื่อ ‘มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้’ ขององค์การยูเนสโกด้วย

THE WHISTLE SONG (휘파람) – HYE YEONG JEON

เสน่ห์ของเพลงนี้ก็เป็นไปตามชื่อเพลงเลยคือจะใช้การ ‘ผิวปาก’ เป็นเมโลดี้หวีดหวิวบนท่วงทำนองที่สนุกสนานพอตัว แถมท่อนฮุกยังร้องแค่ฮาฮาฮ้าฟังดูแล้วคิดไปถึงเพลง “7th Element” ของ “Vitas” นักร้องเสียงแปดหลอดชาวรัสเซียเลย สำหรับ “เพลงผิวปาก” ของเฮ ยอง-จอนนี้มีข้อมูลระบุว่าเป็นบทเพลงยอดฮิตบนรถทัวร์ท่องเที่ยวในเกาหลีเหนือที่คุณอาจจะตกใจเมื่อเห็นคนเกาหลีพร้อมใจกันผิวปากตามทำนองของเพลงนี้ในขณะที่รถพาคุณท่องเที่ยวชมทิวทัศน์ของเมืองเปียงยาง เป็นเรื่องที่น่าตลกดีที่เกาหลีเหนือต่อต้านวัฒนธรรมจากต่างชาติแต่ฟัง ๆ ดูแล้วเพลงนี้ก็คล้ายเพลง “Gimme! Gimme! Gimme!” ของวง ABBA อยู่เหมือนกัน ส่วนเอ็มวีก็มีความโรแมนติกแบบรักใส ๆ ดูมีระเบียบเรียบร้อยตามสไตล์เกาหลีเหนือ

PLEASE LET THE SNOW FALL ON NEW YEARS DAY (설눈아내려라) – THE MORANBONG BAND

ถ้าพูดถึงวง ‘โมรันบอง’ (The Moranbong Band) อาจจะเรียกได้ว่านี่คือวงที่ดังที่สุดในเกาหลีเหนือแล้ว Fortune Magazine เคยกล่าวถึงวงนี้ไว้ว่า “เป็นการตอบโต้กลับจากเกาหลีเหนือที่มีต่อวง Spice Girls” หรือจะเรียกว่าเป็น Spice Girls เวอร์ชันเกาหลีเหนือก็ได้ วงดนตรีหญิงล้วน ‘โมรันบอง’ เป็นวงที่ก่อตั้งขึ้นโดยคิม จอง-อึนในปี 2012 หนึ่งปีให้หลังจากการถึงแก่อสัญกรรมของคิม จอง-อิล วงเปิดตัวต่อสาธารณะชนชาวเกาหลีเหนือด้วยการเล่นคัฟเวอร์เพลงดิสนีย์และเพลงคลาสสิก ๆ อย่าง “My Way” ของแฟรงก์ ซินาตรา ความสามารถอันโดดเด่นของสมาชิกวง (ซึ่งว่ากันว่าเป็นเจ้าหน้าที่สาวที่ทำงานอยู่ในกองทัพด้วย) ทำให้คิม จอง-อึนได้เห็นช่องทางใหม่ในการเผยแพร่แนวคิดทางการเมืองและการใช้ดนตรีในการดึงดูดความสนใจจากประชาชนในวาระพิเศษต่าง ๆ

วงโมรันบองเดินทางไปเปิดการแสดงที่ประเทศจีน

ด้วยว่าวงนี้เป็นวงที่มีความยิ่งใหญ่อลังการที่สุดด้วยการมีสมาชิกวงมากมายและแต่ละคนก็เล่นเครื่องดนตรีที่หลากหลายเมื่อมาผสานกันก็เป็นงานดนตรีที่ยิ่งใหญ่แถมยังมีนักร้องหลายคนอีกด้วยพอถึงท่อนประสานเสียงเมื่อไหร่แล้วก็ขนลุกเลยทีเดียว สำหรับเพลง “PLEASE LET THE SNOW FALL ON NEW YEARS DAY” ดูเหมือนจะเป็นเพลงประจำปีใหม่แบบไม่เป็นทางการกลาย ๆ หากชมคลิปการแสดงสดของเพลงนี้แล้วจะเห็นได้เลยว่าการแสดงของพวกเธอนั้นดูยิ่งใหญ่มาก ๆ สมาชิกแต่ละคนมีความสามารถในการเล่นดนตรีที่ไม่ธรรมดาและมีลีลาที่เร้าใจไม่ว่าจะเป็นโซโล่ซินธ์สุดพลิ้ว โซโลกีตาร์อย่างร็อก รวมไปถึงลีลาสแล็ปเบสและการตีกลองที่หนักแน่นเร้าใจต่อด้วยโซโลแซ็กบาดใจ ยิ่งเจอท่อนตอนหลังที่ร้องประสานเสียงแล้วล่ะก็สุดยอดไปเลย

WE WILL GO TO MT. PAEKTU (가리라백두산으로) – THE MORANBONG BAND

อีกหนึ่งเพลงฮิตของ ‘โมรันบอง’ หรือพูดให้ถูกก็คือเพลงฮิตถล่มทลายที่สุดของเกาหลีเหนือที่คุณจะต้องได้ยินอย่างแน่นอนเมื่อย่างกรายเข้าไปในดินแดนแห่งนี้ เพลงนี้มีเมโลดี้ที่ฟังแล้วติดหูบนท่วงทำนองอันชวนเบิกบาน จังหวะชวนขยับไปด้วยเบา ๆ  เสียงดนตรีที่ประสานกันแสดงถึงความเป็นหนึ่งพร้อมกับเสียงร้องประสานเสียงที่หวานใสแต่ก็ผสานไปกับพลังอันหนักแน่น แถมในท่อนท้ายยังเพิ่มคีย์เพลงให้สูงขึ้นไปอีกเรียกว่าปลุกพลังกันสุด ๆ ในคลิปนี้จะเห็นสมาชิกวงโมรันบองใส่ชุดในเครื่องแบบดูคล้าย ๆ กับชุดที่ Girls’ Generation ใส่ในเพลง “Genie” เลย เพลง “WE WILL GO TO MT. PAEKTU”นี้เคยถูกเอาไปคัฟเวอร์โดยวง Laibach วงร็อกจากสโลวีเนียตอนที่พวกเขาเดินทางมาเยี่ยมเยือนเมืองเปียงยางในปี 2015 แต่บทเพลงของพวกเขานั้นคงดูน่ากลัวเกินไปสำหรับชาวเกาหลีเหนือเห็นนั่งฟังกันเงียบเลย

NICE TO MEET YOU (반갑습니다) – RI KYONG SUK (POCHONBO ELECTRONIC ENSEMBLE)

เป็นบทเพลงที่ขับร้องโดยนักร้องสาว ‘รี ยอง-ซุก’ แห่งวง ‘โพชอนโบ อิเล็กทรอนิก อองซอมเบิล’ (Pochonbo Electronic Ensemble) ซึ่งเป็นอีกวงหนึ่งที่โด่งดังในเกาหลีเหนือ (ดูเหมือนว่าจะมีดังกันอยู่ 2 วงนี่แหละ) เพลงนี้น่าจะเป็นเพลงที่เป็นที่จดจำและเป็นต้นแบบของเพลงพอปเกาหลีเหนือที่เป็นตัวอย่างได้ดีที่สุด เสียงกีตาร์กับเสียงซินธ์ที่เฟี้ยวฟ้าวไปมานั้นมันน่าเร้าใจดีเหลือเกิน รวมไปถึงเสียงร้องอันอ่อนหวานนั้นก็ไพเราะจับจิตจับใจ ในท่อนฮุกของเพลงที่ร้องย้ำซ้ำไปมานั้นคือคำว่า “반갑습니다 (พันกับซึมนิดา)​” ซึ่งแปลว่า “ยินดีที่ได้รู้จัก”นั่นเอง จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่หากคนไปเที่ยวเกาหลีเหนือแล้วจะต้องได้ยินเพลงนี้เพราะมันคล้าย ๆ กับเป็นการต้อนรับอันอบอุ่นจากดินแดนแห่งนี้นั่นเอง

สำหรับวง ‘โพชอนโบ อิเล็กทรอนิก อองซอมเบิล’ นั้นก่อตั้งโดยท่านผู้นำคิม จอง-อิลในยุค 80s ในขณะที่งานดนตรีมีความเป็นอิเล็กทรอนิกแต่เนื้อหาของเพลงก็ยังคงมีความเป็นการเมืองในแบบฉบับของเกาหลีเหนือ โดยเนื้อหาของเพลงมักจะเป็นเพลงที่เชิดชูท่านผู้นำแต่ก็มีเพลงที่พูดถึงชีวิตประจำวันและเรื่องราวความรักความรู้สึกคนทั่ว ๆ ไปด้วยเหมือนกัน บทเพลงเหล่านี้ถือเป็นสิ่งใหม่ในยุคนั้นและมีส่วนช่วยในการผ่อนคลายชาวเกาหลีเหนือจากการทำงานหนักในแต่ละวัน การร่วมร้องไปกับบทเพลงเหล่านี้ทำให้ชาวเกาหลีเหนือรู้สึกผูกพันกับเสียงดนตรีและทำให้รู้สึกว่าการมีความสามารถทางดนตรีนั้นจะนำพาพวกเขาให้พบกับความสำเร็จในชีวิต ยกตัวอย่างเช่น จอง เฮ-ยอง (Jeon Hye-yeong) หนึ่งในสมาชิกของวงโพชอนโบ อิเล็กทรอนิก อองซอมเบิลซึ่งมาจากเขตชนบทยากจนแต่สุดท้ายแล้วเธอก็เรียนรู้ดนตรีและกลายมาเป็นครูสอนดนตรีจนมีความสามารถอันโดดเด่นและกลายเป็นนักร้องชื่อดังในที่สุด แม้กระทั่งรี ซอล-จูภรรยาของคิม จอง-อึลก็เช่นกันเธอก้าวขึ้นมาเป็นสตรีหมายเลขหนึ่งด้วยความสามารถทางดนตรีและเธอเคยเป็นสมาชิกวงอึนฮาซูและโมรันบองมาก่อน รวมไปถึงฮยอน ซอง-อูล (Hyon Song-wol) อดีตสมาชิกวงโพชอนโบ อิเล็กทรอนิก อองซอมเบิลที่กลายเป็นหัวหน้าวงโมรันบองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มีความโดดเด่นทางด้านดนตรีและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

Source

เลิศชาย คชยุทธ.(2538).ไทยลูกทุ่ง.กรุงเทพ ฯ : มติชน.

1 / 2 / 3 / 4

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

เพลง 'K-POP' มีพลังมากแค่ไหนต่อวัยรุ่นเกาหลีเหนือและเพลงพอปในแบบฉบับเกาหลีเหนือนั้นเป็นอย่างไร
เพลง 'K-POP' มีพลังมากแค่ไหนต่อวัยรุ่นเกาหลีเหนือและเพลงพอปในแบบฉบับเกาหลีเหนือนั้นเป็นอย่างไร
เพลง 'K-POP' มีพลังมากแค่ไหนต่อวัยรุ่นเกาหลีเหนือและเพลงพอปในแบบฉบับเกาหลีเหนือนั้นเป็นอย่างไร
เพลง 'K-POP' มีพลังมากแค่ไหนต่อวัยรุ่นเกาหลีเหนือและเพลงพอปในแบบฉบับเกาหลีเหนือนั้นเป็นอย่างไร
เพลง 'K-POP' มีพลังมากแค่ไหนต่อวัยรุ่นเกาหลีเหนือและเพลงพอปในแบบฉบับเกาหลีเหนือนั้นเป็นอย่างไร
เพลง 'K-POP' มีพลังมากแค่ไหนต่อวัยรุ่นเกาหลีเหนือและเพลงพอปในแบบฉบับเกาหลีเหนือนั้นเป็นอย่างไร
เพลง 'K-POP' มีพลังมากแค่ไหนต่อวัยรุ่นเกาหลีเหนือและเพลงพอปในแบบฉบับเกาหลีเหนือนั้นเป็นอย่างไร
เพลง 'K-POP' มีพลังมากแค่ไหนต่อวัยรุ่นเกาหลีเหนือและเพลงพอปในแบบฉบับเกาหลีเหนือนั้นเป็นอย่างไร
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...