โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

สาวนิเทศฯ หน้าใส ผันตัวเป็นเกษตรกรอายุน้อย ปลูกผัก เลี้ยงไก่ สร้างเงินแสน ที่ลำพูน

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 25 ก.พ. 2565 เวลา 03.25 น. • เผยแพร่ 24 ก.พ. 2565 เวลา 08.00 น.

คุณทัฬห์ชญานี ลำพูนพงศ์ หรือ คุณแคน วัย 27 ปี เจ้าของอภินันท์ฟาร์ม บ้านเลขที่ 225/1 หมู่ ที่ 9 ตำบลอุโมงค์ อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน อดีตสาวนิเทศฯ หน้าใส ผันตัวเป็นเกษตรกร อาศัยความมีใจรักเกินร้อย จนประสบผลสำเร็จ สามารถคิดพัฒนาต่อยอดสร้างรายได้ถึงหลักแสนต่อเดือน

คุณแคน เล่าให้ฟังว่า ตนเรียนจบคณะสื่อสารมวลชน สาขาโฆษณาและการประชาสัมพันธ์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับงานด้านการเกษตรเลย แต่จุดเริ่มต้นสู่เส้นทางสายเกษตรของตนนั้นเริ่มขึ้นหลังจากที่เรียนจบแล้ว ได้มีโอกาสเข้าไปช่วยพี่ที่รู้จักทำฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ จึงมีโอกาสได้สัมผัสกับงานด้านนี้ ได้เห็นขั้นตอนอะไรหลายๆ อย่าง ได้ลงมือทำแล้วรู้สึกว่าชอบทางด้านนี้ จึงได้เริ่มศึกษาทดลองทำมาเรื่อยๆ จนเกิดความแน่ใจแล้วว่าตนรักและอยากที่จะไปต่อกับทางสายนี้จริงๆ จากนั้นก็มุ่งมั่นตั้งใจทำและพยายามพัฒนาฟาร์มให้ก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา

**เริ่มต้นเส้นทางสายเกษตรด้วยใจเกินร้อย

ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ สร้างรายได้ บนพื้นที่ 7 ไร่**

คุณแคน บอกว่า อาชีพเป็นเกษตรกรหลายคนอาจจะมองว่าเป็นงานที่ยากและลำบาก ซึ่งเป็นเรื่องจริงตามที่หลายคนเข้าใจ แต่ในส่วนของตนนั้นนับว่าโชคดี ที่เริ่มต้นบนเส้นทางสายนี้พร้อมกับผู้มีประสบการณ์ที่คอยให้คำปรึกษา จึงทำให้หนทางไม่โหดร้ายเกินไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องอาศัยความมีใจรักด้วย เพราะไม่อย่างนั้นต่อให้จะมีที่ปรึกษาดีแค่ไหนก็ไม่สามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้ งานเกษตรเป็นงานที่ต้องใช้ความอดทนและความมุ่งมั่น เพราะเป็นอาชีพที่ต้องประสบพบเจอกับปัญหาเกือบทุกวัน ทั้งในด้านโรคพืช โรคสัตว์ รวมไปถึงสภาพฝน ฟ้า อากาศ ที่ไม่สามารถควบคุมได้ ถือเป็นอาชีพที่ท้าทายและต้องมีการวางจัดการที่ดี

ในด้านการวางจัดสรรพื้นที่ของที่ฟาร์มประมาณ 7 ไร่ เริ่มต้นจากการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ เป็นงานสร้างรายได้หลักในช่วงแรก หลังจากนั้นค่อยๆ ต่อยอดธุรกิจอื่นๆ ขึ้นมาเพิ่ม อย่างการเลี้ยงไก่ชน และเลี้ยงโคเนื้อ ซึ่งธุรกิจตรงนี้เกิดขึ้นมาจากการต่อยอดในตอนที่หาวิธีแก้ปัญหาเวลาผักล้นตลาด หรือผักที่เหลือจากการตัดแต่งคัดทิ้งแล้วเกิดเป็นความเสียดาย จึงกลับมาคิดต่อยอดว่าจะเลี้ยงสัตว์ที่สามารถนำเอาเศษผักที่เหลือทิ้งมาสร้างประโยชน์หมุนเวียนภายในฟาร์มได้ จึงเป็นที่มาของการต่อยอดธุรกิจเลี้ยงไก่ชนและเลี้ยงโคเนื้อเพิ่ม ซึ่งการต่อยอดธุรกิจครั้งนี้เป็นการต่อยอดนำเงินจากการขายผักมาลงทุน จนทุกวันนี้ธุรกิจปลูกผัก และธุรกิจไก่ชนอยู่ตัวแล้ว เหลือก็เพียงการเลี้ยงโคเนื้อที่อยู่ในขั้นตอนการพัฒนาวางแผนเพื่อผลิต   โคเนื้อคุณภาพ

การจัดการวางแผนสร้างรายได้จากงานที่ทำดังนี้

  • การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์
    มีจุดเด่น

มีการแบ่งโซนปลูกอย่างชัดเจน รวมๆ แล้วที่ฟาร์มปลูกผักอยู่ประมาณ 50 โต๊ะ แบ่งปลูกเป็นผักสลัด และผักขึ้นฉ่าย

ลงทุนปลูกครั้งแรกด้วยงบประมาณ 100,000 บาท เริ่มต้นทำจาก 11 โต๊ะ และได้มีการขยายเพิ่มขึ้นมาจนถึง 50 โต๊ะ แต่สำหรับมือใหม่ยังไม่แนะนำให้ทำเยอะ อยากให้เริ่มต้นทำจากน้อยๆ สัก 2 โต๊ะ หรือให้ทดลองซื้อชุดทดลองมาลองทำดูก่อน เพราะที่ฟาร์มเริ่มทำจากมากได้ เนื่องจากมีผู้ที่มีประสบการณ์คอยให้คำปรึกษา และตนเองก็เคยได้คลุกคลีอยู่กับการปลูกผักมาก่อนหน้าที่จะมาลงทุนปลูกอย่างจริงจัง

ส่วนข้อดีของการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์นั้น คือสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี เป็นพืชผักอายุสั้น ใช้เวลาปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 45 วัน โดยวิธีการปลูกเริ่มต้นจาก

ขั้นตอนที่ 1 ขั้นตอนการหยอดเมล็ด นำเมล็ดพันธุ์มาใส่ในฟองน้ำที่กรีดและนวดกับน้ำมาแล้ว จากนั้นใช้ไม้เสียบลูกชิ้นแตะเมล็ดพันธุ์มาวางในฟองน้ำ 1 ช่อง ต่อ 1 เมล็ด

ขั้นตอนที่ 2 หลังจากเพาะเมล็ดเสร็จ ให้รดน้ำ เช้า-เย็น ประมาณ 1 คืน รากจะเริ่มงอกออกมาก่อน โดยถาดเพาะเมล็ดต้องวางอยู่ใต้ซาแรน 50 เปอร์เซ็นต์

ขั้นตอนที่ 3 เมื่อผักมีอายุได้ 14 วัน ไม่เกิน 18 วัน ให้ย้ายลงแปลงอนุบาล เพื่อทำรุ่น และใส่ธาตุอาหารที่มีปริมาณต่ำเพื่อปรับสภาพก่อนย้ายลงแปลงผลิต

ขั้นตอนที่ 4 เมื่อผักอายุครบ 30 วัน ให้ย้ายจากแปลงอนุบาลมาลงที่แปลงผลิตต่ออีก 15 วัน สรุปได้ว่า ตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว ใช้เวลา 40-45 วัน ในขั้นตอนนี้ที่ฟาร์มจะไม่ใช้ยาฆ่าแมลง เพื่อที่จะเพิ่มคุณภาพให้กับผู้บริโภค จะใช้น้ำหมักผลไม้ น้ำส้มควันไม้ หรือใช้เป็นเชื้อราไตรโคเดอร์มา น้ำหมักหัวปลา เป็นการดูแลให้ใบโตและสมบูรณ์แทนการใช้ยาฆ่าแมลง

การดูแลรักษา การปลูกผักสลัดต้องระวังเรื่องของแสงแดด ถ้าเข้าหน้าร้อนจะต้องมีการคลุมซาแรนปรับแสงให้ผักได้รับแสงในปริมาณที่เหมาะสม เพราะหากผักได้รับแดดมากก็จะเกิดขอบใบไหม้ ต้นแคระแกร็น ส่วนในช่วงฤดูฝน ฟ้าจะปิด ช่วงนี้จะเอาซาแรนที่คลุมอยู่บนพลาสติกเหนือโรงเรือนออก ไม่เช่นนั้นผักจะยืดตัวหาแสง ทำให้ผักไม่สวย ต้องแก้ไขปัญหาไปตามฤดูกาล

จุดเด่นผักของฟาร์ม ผักที่ฟาร์มของเราจะแข็งแรง ลูกค้าซื้อไปแล้วแช่ตู้เย็นสามารถเก็บไว้ได้นาน 2-3 สัปดาห์ เพราะในขั้นตอนก่อนที่จะแพ็กส่งขาย ทางฟาร์มมีการคัดตัดแต่งผลผลิตเป็นอย่างดีทุกต้น เน้นคุณภาพที่ได้มาตรฐานมาตลอด

ผลผลิต 1 โต๊ะ ความยาวประมาณ 12 เมตร ความกว้าง 8 ราง จะได้ผลผลิตประมาณ 70-80 กิโลกรัม ในช่วงหน้าร้อน แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าหนาวที่เป็นช่วงที่เหมาะกับการปลูกผักสลัด ผลผลิตก็จะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 100-110 กิโลกรัม ถือว่าเป็นน้ำหนักที่พอใจ โดยที่สวนกำหนดราคาขายผักสลัดอยู่ที่ กิโลกรัมละ 80 บาท ทุกฤดู ส่วนผักขึ้นฉ่าย ราคาขายจะขึ้นลงตามตลาด มีตั้งแต่ กิโลกรัมละ 30-180 บาท เฉลี่ยแล้วที่ฟาร์มสามารถกระจายผักทั้ง 2 ชนิด ได้วันละไม่ต่ำกว่า 30 กิโลกรัม เฉลี่ยรายได้ต่อเดือนจากการขายผัก อยู่ที่ประมาณ 50,000-60,000 บาท

  • ไก่ชน

กำหนดราคาขายเองได้

สำหรับการเลี้ยงไก่ชน มีการแยกเป็น 2 โซน คือโซนสำหรับเพาะพันธุ์ และโซนสำหรับปล่อยเลี้ยง การเริ่มต้นเลี้ยงไก่ชนในช่วงแรกสำหรับตนถือเป็นงานที่ยากและท้าทายมากๆ และถือเป็นความลำบากมากในช่วงแรกๆ เพราะว่าการเลี้ยงไก่ชนค่อนข้างเป็นเรื่องที่ใหม่มากสำหรับตน ซึ่งการเลี้ยงสัตว์จะต้องคอยระวังในเรื่องโรค คนเลี้ยงจำเป็นต้องมีความอดทนและขยันหมั่นศึกษาหาความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ

“ตอนแรกก่อนที่แคนจะเลี้ยงและอยู่กับไก่ได้ แคนใช้วิธีเดินเข้าไปขอความรู้จากฟาร์มของผู้เชี่ยวชาญที่เชียงใหม่ หรือดูจากคลิปตอนที่เขาลงขาย แล้วชอบไก่ของฟาร์มนี้ ก็เข้าไปถามเลยว่าขายเท่าไร แล้วพอตกลงคุยกันได้ราคาที่พอใจก็เริ่มต้นซื้อพ่อพันธุ์มาเลี้ยง 35,000 บาท เลี้ยงได้ปีหนึ่งกำลังจะขายได้ก็ต้องมาประสบปัญหาไก่ตายหมดทั้งฟาร์ม ก็ต้องมาเริ่มต้นลงทุนใหม่ เลี้ยงใหม่ และใช้ข้อผิดพลาดในอดีตมาปรับแก้จนสามารถเลี้ยงและเพาะพันธุ์ไก่ชนขายสร้างได้” คุณแคน กล่าว

ข้อดีของการเลี้ยงไก่ชน เป็นสัตว์ที่เจ้าของฟาร์มสามารถกำหนดราคาเองได้ เช่น ถ้าเลี้ยงไก่เนื้อ ราคาต้องขึ้นลงตามตลาด ราคาจะอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 80 บาท แต่ถ้าเป็นไก่ชน จะสามารถกำหนดราคาได้เองตามความพอใจของผู้ซื้อและผู้ขาย โดยราคาพื้นฐานที่ทางฟาร์มขายพ่อพันธุ์ อยู่ที่ตัวละประมาณ 2,000-5,000 บาท แม่พันธุ์ จะอยู่ที่ตัวละประมาณ 1,000-2,000 บาท ใน 1 เดือน จะมีรายได้จากการขายไก่ชนเดือนละ 30,000-50,000 บาท ถือว่าราคาดีกว่าไก่บ้าน ไก่เนื้อ ไก่ไข่ทั่วไป ถ้าเทียบกับต้นทุนถือว่าคุ้มค่ามาก และพอใจมากกับตรงนี้ เพราะเราเน้นหารายได้จากหลายๆ ทาง รวมถึงเป็นการกระจายรายได้ให้คนงาน ซึ่งตอนนี้ที่ฟาร์มเลี้ยงอยู่ประมาณเกือบ 1,000 ตัว รวมลูกพันธุ์ตัวเล็กตัวน้อยด้วย

 

  • โคเนื้อ

อนาคตดี

ที่ฟาร์มจะเลือกเลี้ยงเป็นโคเนื้อพันธุ์ชาโรเล่ส์ และโคพันธุ์บราห์มัน ซึ่งในส่วนของการเลี้ยงโคยังเริ่มต้นเลี้ยงได้ไม่นาน มีประมาณ 10 กว่าตัว ยังไม่มีการสร้างรายได้ อยู่ในขั้นตอนที่กำลังขยายและพัฒนาสายพันธุ์ เนื่องจากในอนาคตวางแผนไว้ว่าอยากที่จะพัฒนาทำสายพันธุ์วัวให้ดีๆ อย่างเช่น ที่ฟาร์มตอนนี้มีการนำพ่อพันธุ์ผสมหลอดแก้วจากต่างประเทศเพื่อมาพัฒนาต่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม

ฝากถึงเกษตรรุ่นใหม่อยากทำเกษตร

“งานเกษตรสำหรับแคนถือเป็นงานที่ท้าทายและฝึกความอดทนได้เป็นอย่างดี เพราะการทำเกษตรคือการทดลอง ลองผิดลองถูกจนกว่าจะเจอวิธีที่เวิร์กและเหมาะกับเส้นทางของเรา ลองหาทำในสิ่งที่ชอบ แล้วก็ทำในสิ่งนั้นให้เต็มที่ และไม่ใช่ว่าพอประสบความสำเร็จแล้วจะไม่มีปัญหา แต่ต้องเรียกว่าต้องแก้ปัญหาไปในทุกวัน ทำปัญหาที่เกิดขึ้นให้เป็นเรื่องปกติ วันไหนฝน ฟ้า อากาศ ไม่เป็นใจ ก็หาวิธีป้องกัน ประสบการณ์จะช่วยสอนให้เราแข็งแกร่งขึ้นเอง” คุณแคนกล่าวทิ้งท้าย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ เบอร์โทร. 087-182-6777

 

เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อวันอังคารที่ 27 เมษายน พ.ศ.2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...