โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดสรรพคุณ กาฝาก นอกจากดป็นวัตถุมงคลชั้นดี ยังมีส่วนคำคัญในยาสมุนไพร ?

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 24 ต.ค. 2564 เวลา 16.20 น. • เผยแพร่ 24 ก.ค. 2564 เวลา 16.15 น.

สมุนไพรเพื่อสุขภาพ/โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง มูลนิธิสุขภาพไทย www.thaihof.org

กาฝาก ก็เป็นยาสมุนไพร

 

กาฝาก เป็นคำที่กล่าวขึ้นทีไรก็นึกคิดถึงความรู้สึกในแง่ลบขึ้นมาทันที

เพราะคำศัพท์นี้มีความหมายว่าเกิดการเบียดเบียนกันเกิดขึ้น มีการเกาะเหมือนจะเอาเปรียบกันบ้าง

ซึ่งในความเป็นจริงก็น่าจะเป็นเช่นนั้นด้วย เพราะคำว่ากาฝาก หมายถึงพืชขนาดเล็กที่ไปอาศัยดูดกินน้ำเลี้ยงของพืชขนาดใหญ่

แม้จะดูเหมือนว่าพืชพวกนี้เป็นที่น่ารังเกียจ แต่ในสังคมไทยตั้งแต่โบราณกาลมาแล้วกลับมีการใช้ประโยชน์จากกาฝากเป็นสมุนไพรจำนวนไม่น้อย

จากการศึกษาอย่างคร่าวๆ พบว่ากาฝากในเมืองไทยมีไม่น้อยกว่า 90 ชนิด

และที่มีรายงานการใช้ที่เป็นยาของหมอพื้นบ้านก็พบได้ไม่น้อยกว่า 60 ชนิด

แต่ยังขาดการศึกษาเชิงลึกว่ากาฝากที่มีการนำไปใช้เป็นยาสมุนไพรของหมอพื้นบ้านเหล่านี้ เป็นกาฝากชนิดใดบ้าง เพราะกาฝากบางชนิดในทางพฤกษศาสตร์อาจจัดว่าเป็นชนิดเดียวกัน

แต่หมอยาพื้นบ้านมักเรียกไปตามชนิดของต้นไม้ที่กาฝากนั้นไปเบียนหรือไปเกาะอยู่ เช่น กาฝากมะม่วง มีรายงานว่าสามารถไปเบียนต้นไม้ได้ไม่น้อยกว่า 40 ชนิด เช่น เมื่อไปเกาะบนต้นมะม่วง เรียกว่ากาฝากมะม่วง เมื่อไปเบียนต้นเหมือดแอ่ ก็เรียกว่ากาฝากเหมือดแอ่ เป็นต้น

กาฝากชนิดเดียวกันเมื่อไปเบียนอยู่คนละต้น แต่ภูมิปัญญาหมอยาพื้นบ้านบอกว่ามีสรรพคุณต่างกัน

ซึ่งก็ตรงกับรายงานของการวิจัยในต่างประเทศที่พบว่า กาฝากเป็นพืชที่มีวิวัฒนาการสูง เมื่อไปเบียนกับต้นไม้ต่างชนิดกันสามารถผลิตสารที่มีสรรพคุณแตกต่างกันออกไป

 

กาฝากทั่วไปแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กาฝากที่เบียนกับรากของต้นไม้ และ กาฝากที่เบียนกับกิ่งและต้นของต้นไม้

ที่น่าประหลาดใจคือชื่อของกาฝากที่เบียนกับรากของต้นไม้ไม่มีชนิดใดเลยที่มีคำนำหน้าว่ากาฝาก ในขณะที่กาฝากที่เบียนกับกิ่งและลำต้น มีคำนำหน้าว่ากาฝากทั้งสิ้น (คล้ายชีวิตจริงมีคนมาแอบดูดอะไรบางอย่าง แต่คนไม่รู้สึก ฮา)

กาฝากที่เบียนกับรากของต้นไม้ในประเทศไทย มีรายงานพบในประเทศไทยจำนวน 19 ชนิด อยู่ใน 3 วงศ์ คือ 1) วงศ์ขนุนดิน Balanophoraceae จำนวน 5 ชนิด 2) วงศ์ดอกดิน Orobanchaceae จำนวน 10 ชนิด และ 3) วงศ์กระโถนฤๅษี Rafflesiaceae จำนวน 4 ชนิด

กาฝากที่เบียนกิ่งและลำต้น มี 3 สกุล จำนวน 90 ชนิด ได้แก่

  • วงศ์ผักบุ้ง (Convolvulaceae) จำนวน 4 ชนิด เช่น ฝอยทอง (Cuscuta chinensis Lam.)
  • วงศ์อบเชย (Lauraceae) จำนวน 1 ชนิด คือ สังวาลพระอินทร์ (Cassytha filiformis L.)
  • วงศ์กาฝาก (Loranthaceae) จำนวน 42 ชนิด
  • วงศ์ย่านตีเมีย (Santhalaceae) จำนวน 22 ชนิด

นอกจากนี้ ยังมีอีก 2 ชนิดที่อยู่ในวงศ์ Gesneriaceae ไม่ได้มีลักษณะวิสัยเป็นกาฝาก แต่กลับมีชื่อเรียกว่ากาฝาก คือ กาฝากก่อตาหมูชนิด Aeschynanthus andersonii C.B.Clarke และชนิด Aeschynanthus mannii Kurz ex C.B.Clarke

 

ไม้กาฝาก นอกจากจะใช้เป็นยาสมุนไพรแล้วในวัฒนธรรมไทยยังมีการใช้เป็นวัตถุมงคลด้วย (ไม่คิดว่าเป็นเรื่องแง่ลบ) เช่น กาฝากกาหลง กาฝากรักซ้อน มหาเสน่ห์ กาฝากมะยม กาฝากมะรุม กาฝากมะขาม เมตตามหานิยม กาฝากขนุน กาฝากมะดัน กาฝากยอ กาฝากคูณ กาฝากไม้พยุง (คือกาฝากมะม่วง) มีความเชื่อในสังคมไทยว่าอานุภาพกาฝาก คือ เมตตามหานิยม มหาเสน่ห์ รวมถึงโชคลาภค้าขาย แคล้วคลาด กันภัย เกื้อหนุนให้เป็นใหญ่เป็นโต

เนื่องจากกาฝากเป็นทั้งพืชสมุนไพรตามภูมิปัญญาท้องถิ่นแล้วบางชนิดยังเป็นไม้ประดับได้ด้วย

ดังนั้น ในต่างประเทศจึงมีความรู้ในการปลูกกาฝากด้วย

โดยกล่าวไว้ว่ากาฝากจะเติบโตได้เฉพาะบนลำต้นหรือกิ่งก้านของไม้ยืนต้นชนิดใบเลี้ยงคู่เท่านั้น

ส่วนพืชชนิดใบเลี้ยงเดี่ยวไม่สามารถเจริญได้ การปลูกหรือขยายพันธุ์กาฝากนั้นทำได้ด้วยการเก็บผลสุกของกาฝาก พบได้ในช่วงเดือนเดือนมีนาคมหรือเมษายน นำผลสุกมาฝังลงบนเปลือกของไม้ยืนต้นที่ต้องการให้เกิดกาฝาก

ทั้งนี้ ควรเลือกต้นไม้ที่ต้องการปลูกกาฝากให้เป็นชนิดเดียวกับต้นไม้ที่เราเก็บผลกาฝากนั้นเบียนหรืออิงอาศัยอยู่ หรือเป็นชนิดต้นไม้ที่มีลักษณะเปลือกลำต้นใกล้เคียงกัน รวมถึงชนิดต้นไม้ที่เลือกควรเป็นไม้ที่มีกิ่งน้อยหรือทรงพุ่มโปร่ง เพราะกาฝากจะเติบโตได้ดีเมื่อได้รับแสงเต็มที่

ให้เลือกปลูกบริเวณกิ่งของต้นไม้ ไม่ควรปลูกลงบนส่วนที่เป็นลำต้น เพราะบริเวณนี้จะไม่ค่อยได้รับแสง ทำให้ต้นกาฝากไม่งอกหรือเติบโตได้ไม่ดี

กิ่งไม้ที่ใช้ปลูกกาฝาก ไม่ควรเป็นกิ่งขาดเล็ก ควรเลือกกิ่งที่มีขนาดตั้งแต่ 2 นิ้วขึ้นไป และเป็นกิ่งส่วนบนหรือกิ่งที่สามารถยื่นออกรับแสงได้

เมื่อเลือกกิ่งที่ต้องการได้แล้วให้มองหาจุดร่องแตกของกิ่งหรือใช้มีดกรีดเปลือกกิ่งให้เป็นร่อง ก่อนนำเนื้อผลกาฝากฝังลงบนร่องแตกหรือจุดที่กรีดไว้

ทั้งนี้ ควรฝังผลกาฝากไว้หลายจุดเพราะโอกาสการงอกของเมล็ดกาฝากค่อนข้างต่ำ

 

คําว่ากาฝาก นอกจากจะหมายถึงพืชแล้ว ยังหมายถึงนก ในกลุ่มนกกาฝาก (Flowerpecker) เป็นนกชนิดหนึ่ง ตั้งชื่อตามอาหารที่กิน โดยนกจะดูดกินน้ำหวานจากดอกกาฝาก และอาหารโปรดของมันก็คือ ผลกาฝาก

นกนี้มีความสำคัญในการแพร่พันธุ์ของพืชพวกนี้ เนื่องจากต้นกาฝากจะต้องขึ้นอยู่บนลำต้นหรือกิ่งก้านของพืชที่ถูกเบียน และไม่สามารถแพร่พันธุ์ได้หากร่วงลงสู่พื้นดิน หรือร่วงลงบนกิ่งก้านของพืชที่ถูกเบียนทั้งที่ยังมีเนื้อผลหุ้มเมล็ดไว้ก็ขยายพันธุ์ไม่ได้

ดังนั้น จึงต้องอาศัยนกกาฝากช่วย

เมื่อนกกินผลเข้าไป เมล็ดภายในไม่ถูกย่อย แต่ถูกขับถ่ายออกมาพร้อมกับมูลนก และเมล็ดยังคงมีเมือกเหนียวๆ คลุมไว้

ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากระบบย่อยอาหารของนกกาฝากมีพัฒนาการ

คือกระเพาะส่วนท้ายจะอยู่ค่อนไปทางด้านข้างและมีหูรูดปิด-เปิด เมื่อนกกินผลกาฝากจะผ่านไปยังลำไส้โดยไม่ผ่านกระเพาะส่วนท้าย ผลจึงถูกย่อยภายในเวลารวดเร็วและยังไม่ทันย่อยเมือกเหนียวนั้น เมล็ดจึงมีเมือกเหนียวติดอยู่

เมื่อนกถ่ายมูลออกมาเมือกเหนียวๆ จะติดอยู่รอบๆ ก้นนก ทำให้ต้องถูก้นไปกับกิ่งไม้เพื่อเช็ดเมือกนั้นออก ทำให้เมล็ดจึงติดอยู่ตามลำต้นและกิ่งก้านพร้อมที่จะเจริญเป็นต้นกาฝากเกาะดูดน้ำ สารอาหารจากพืชต้นนั้นต่อไป

นี่คือความมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติสร้างขึ้น ต้นกาฝากจะแพร่พันธุ์ไม่ได้ถ้าไม่มีนกกาฝากขณะเดียวกันนกกาฝากก็จะไม่มีแหล่งอาหารถ้าไม่มีต้นกาฝากเช่นกัน

ถึงแม้นกพวกนี้จะกินน้ำหวาน และผลจากพืชชนิดอื่นบ้าง แต่อาหารหลักก็ยังคงมาจากต้นกาฝากอยู่ดี

เราเรียกความสัมพันธ์เช่นนี้ว่า เป็นความสัมพันธ์แบบภาวะพึ่งพา (mutualism) นกกาฝากมีอยู่หลายชนิด ที่พบได้ในกรุงเทพฯ หรือในเขตเมืองได้บ่อยๆ คือ นกสีชมพูสวน (Scarlet-backed Flowerpecker) เป็นนกขนาดเล็ก

ต้นฉบับกาฝากจากพืชไม่ใช่เรื่องร้าย แต่เป็นยาสมุนไพร จะค่อยๆ นำภูมิปัญญาแชร์กัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...