โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'วิรังคราช' วีรบุรุษของชาวลัวะผู้บูชาความรัก (1) / ปริศนาโบราณคดี : เพ็ญสุภา สุขคตะ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 17 มี.ค. 2565 เวลา 10.20 น. • เผยแพร่ 20 มี.ค. 2565 เวลา 08.00 น.

ปริศนาโบราณคดี

เพ็ญสุภา สุขคตะ

 

‘วิรังคราช’

วีรบุรุษของชาวลัวะผู้บูชาความรัก (1)

 

วันศุกร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2565 ดิฉันได้รับเชิญให้ไปร่วมงานพิธีสมโภช ประดิษฐานอนุสาวรีย์ (บางท่านใช้คำว่า “ราชานุสาวรีย์) ของ “ขุนหลวงวิลังคะ” (ชื่อนี้เขียนได้สองแบบ ทั้ง “วิรังคะ” และ “วิลังคะ”) องค์ใหญ่กว่า 3.9 เมตร ณ บริเวณลานด้านหน้าที่ทำการเทศบาลตำบลบ่อหลวง ตำบลบ่อหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่

หากใครไม่ทราบว่าสถานที่ดังกล่าวนี้อยู่แถวไหน ให้นึกถึงบริเวณ “สวนสนบ่อแก้ว” อุทยานต้นสนสะพรั่งพลิ้ว โดดเด่นอยู่ริมถนน ณ จุดทางผ่านของนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางไปแม่ฮ่องสอนโซนใต้ ในสายแม่สะเรียงนั่นเอง

เมื่อพูดถึงอนุสาวรีย์ขุนหลวงวิลังคะองค์ใหม่ จำเป็นทีเดียวที่ต้องเท้าความถึงอนุสาวรีย์องค์เก่าของท่านด้วย

ไม่น่าเชื่อจริงๆ ที่ดิฉันต้องเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยทั้งสององค์

 

อนุสาวรีย์ขุนหลวงวิลังคะ

องค์แรกแห่งบ้านบ่อหลวง

ย้อนกลับไป 17-18 ปีก่อน ราว พ.ศ.2546-2547 สมัยที่ดิฉันยังดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย กรมศิลปากรอยู่นั้น ได้มีพี่น้องชาวลัวะจำนวนหนึ่งเดินทางข้ามแม่ปิงจากอำเภอฮอดมาหาดิฉันที่ลำพูน

ด้วยความปรารถนาที่อยากจัดสร้างอนุสาวรีย์ “วีรบุรุษในตำนานของชาวลัวะ” นาม “ขุนหลวงวิลังคะ” หรือเรียกแบบทางการคือ “วิรังคราช” หรือเรียกแบบภาษาพูดคนพื้นเมืองคือ “หลวงมะลังก๊ะ” ขึ้นกลางหมู่บ้านบ่อหลวง ในฐานะที่หมู่บ้านนี้และละแวกใกล้เคียงในเขตตำบลบ่อหลวงมีชาวลัวะอาศัยอยู่จำนวนมากที่สุดในเชียงใหม่ คือมากถึง 4 หมื่นกว่าชีวิต

เมื่อดิฉันถามว่า “ทำไมจึงไม่ไปปรึกษาตัวแทนกรมศิลปากรในเขตพื้นที่เชียงใหม่ หรืออาจารย์สอนประวัติศาสตร์ใน มช.เล่า? ไยจึงต้องข้ามน้ำปิงด้วยความเหนื่อยยากมาถึงถิ่นที่ผู้คนมีความผูกพันกับพระนางจามเทวี ซึ่งเป็นศัตรูทางการเมืองและทางหัวใจตัวฉกาจกับขุนหลวงวิลังคะ?”

ชาวลัวะบ้านบ่อหลวงอธิบายว่า พวกเขาได้ตระเวนสอบถามขอข้อมูลจากผู้รู้ตามสถาบันต่างๆ แล้วหลายแห่ง ทว่าผู้รู้เหล่านั้นปฏิเสธที่จะให้ความช่วยเหลือ โดยอ้างว่า

“เรื่องราวของ ‘ขุนหลวงวิลังคะ’ นั้นไม่มีอยู่จริง เป็นแค่ Myth, Legend เป็นเพียงนิทานปรัมปรา ที่เล่าต่อๆ กันมาเท่านั้น ไม่สามารถค้นหาหลักฐานทาง ‘จารึก’ มาอ้างอิงได้ว่าท่านมีตัวตนจริงหรือไม่ ดังนั้นจึงไม่สามารถช่วยออกแบบอนุสาวรีย์ให้ได้”

นี่คือที่มาของการที่ดิฉันจำเป็นต้องเข้าไปมีบทบาทให้ข้อคิดให้คำแนะนำสนองความฝันความต้องการของชุมชนในค่ำคืนนั้นเลย นับตั้งแต่ตัวแทนชาวลัวะกลุ่มหนึ่งเดินทางมาพบดิฉันที่พิพิธภัณฑ์ลำพูน (จำวันที่ไม่ได้แต่จำเวลาได้) ประมาณ 16.00 น. ดิฉันก็บอกคนขับรถของพิพิธภัณฑ์ ให้ขับตามชาวลัวะไปบ้านบ่อหลวง ถึงบ้านบ่อหลวงเวลาประมาณ 20.00 น. (การเดินทางเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน ใช้เวลานานกว่าปัจจุบันมาก เพราะถนนเป็นลูกรัง)

ชาวลัวะได้หลามข้าวเหนียวให้ดิฉันพร้อมด้วยน้องๆ นักศึกษาฝึกงานชายหญิงคณะสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง รวม 4 คน ทานในมื้อค่ำนั้น

ฝ่ายแม่ญิงลัวะนั่งทอผ้าด้วยกี่เอว ใช้ฝ้ายดิบไม่ย้อมสี ด้วยความวิริยะอุตสาหะ จนได้ผ้าพันคอผืนขนาดเขื่องหนึ่งผืนเพื่อมอบเป็นของที่ระลึกให้แก่ดิฉัน ตอนที่เราลาจากพวกเขาเวลาตีสามของวันรุ่งขึ้น

พวกเรานั่งล้อมวงเสวนาท่ามกลางป่าสนโอบล้อม แสงจันทร์ส่องต้องลงมา เงาไม้สนทอดพาดผ่านกองไฟเรืองแสง เราคุยกันนับแต่ประเด็นเรื่อง “ชาวลัวะคือใคร” “ทำไมพระนางจามเทวีจึงปฏิเสธความรักของขุนหลวงวิลังคะ” “ลัวะกับเม็ง (มอญ) เหมือนหรือต่างกันด้านใดบ้าง” “ขุนหลวงวิลังคะควรมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร” “การแต่งกายของผู้นำชาวลัวะโบราณควรประมาณไหน?”

ยอมรับว่าเป็นเวทีเสวนาใต้แสงจันทร์ที่ต้องถือว่าบรรยากาศ “โรแมนติกที่สุดในชีวิต” ในขณะเดียวกัน กว่าดิฉันจักเค้นคำพูดให้ได้ดั่งใจคนฟังก็ต้องถือว่าเป็นเวทีที่ “พูดยากที่สุดในชีวิต” ด้วยเช่นกัน

เหตุที่ในมุมมองของคนลำพูนนั้น ขุนหลวงวิลังคะคือ “ผู้ร้าย” คนก้าวร้าว คนป่า คนต่ำต้อยด้อยปัญญา คนรูปไม่หล่อใช่ไหม พระนางจามเทวีจึงไม่รับรัก หรือจะเป็นนักเลงโตที่ใช้แต่พละกำลัง

ช่วงนั้นดิฉันทำงานในลำพูน ย่อมถูกเกลาถูกหล่อในเบ้าหลอมของคนลำพูนที่มองว่า “พระนางจามเทวี” เป็นจักรพรรดินีผู้เลอโฉมสง่างาม เป็นกษัตรีย์ที่ถูกรังแก เป็นวีรสตรีผู้ฉลาดเฉลียว เป็นขัตติยนารีที่มาจากราชวงศ์สูงศักดิ์ ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จักต้องยอมลงหอร่วมห้องกับขุนหลวงวิลังคะด้วยประการทั้งปวง

จึงใคร่ขอถามผู้อ่านว่า ค่ำคืนที่ล้อมวงเสวนากันนั้น จักให้คำพูด “เชิงบวก” ที่มีต่อขุนหลวงวิลังคะพรั่งพรูออกจากปากของดิฉันเป็นต่อยหอยเหมือนทุกครั้งที่สดุดีวีรกรรมของพระนางจามเทวีท่ามกลางชาวลำพูนได้ไฉน

จำได้ว่าดิฉันผ่านคืนนั้นอย่างทุลักทุเล เพราะต้องพลิกหัวใจกระดิกกลับมาอยู่ฝ่ายตรงข้ามอีกด้าน จินตนาการถึงความรู้สึกที่ถูกเหยียบย่ำมาตลอดของชาวลัวะ เอามาสวมวิญญาณของตัวเองดูบ้างว่า หากดิฉันเป็นพวกเขา จักเจ็บปวดรวดร้าวเพียงไร

นึกถึงกิจกรรมที่ดิฉันเคยจัดให้เด็กนักเรียนระดับมัธยมปลายชายหญิงโรงเรียนจักรคำคณาทรโต้วาทีกันหัวข้อ “พระนางจามเทวี VS ขุนหลวงวิลังคะ : การเมืองหรือรักแท้?” เป็นหัวข้อที่ชาวลำพูนมีคำตอบอยู่แล้วในทุกลมหายใจว่าการที่ขุนหลวงวิลังคะมาขอพระนางจามเทวีแต่งงานนั้น

เป็นการทำไปเพื่อ “ทวงคืนพื้นที่ลุ่มแม่ระมิงค์ หาได้มีจิตปฏิพัทธ์ต่อพระนางจามเทวีแต่อย่างใดไม่”

ครั้นเมื่อดิฉันต้องมาอยู่ในวงล้อมของชาวลัวะ สบสายตาบริสุทธิ์ทุกคู่ ที่ตัดพ้อต่อว่าดิฉัน ว่าทำไมพระนางจามเทวีไม่เห็นใจ “รักแท้” ของขุนหลวงวิลังคะที่มีต่อพระนางบ้างเลย ยอมรับว่าดิฉันรู้สึกละอายแก่ใจเหลือเกิน ยามนึกถึงประเด็นหัวข้อโต้วาทีเมื่อปี 2545 ณ โรงเรียนจักรคำคณาทร

ดังนั้น ในเวทีเสวนา ดิฉันจึงไถ่โทษตัวเอง ด้วยการพยายามไม่ตัดสินบุคคลในตำนานทั้งสองฝ่ายว่าใครดีกว่ากัน ทั้งฝ่ายที่ “โปร” พระนางจามเทวี หรือฝ่ายที่ “โปร” ขุนหลวงวิลังคะ ดิฉันไม่อาจอธิบายเหตุการณ์การท้าพุ่งสะเหน้า 3 ครั้งของขุนหลวงวิลังคะได้ว่า มีความถูกต้องชอบธรรมหรือไม่

รวมไปถึงการทำคุณไสยของพระนางจามเทวีใส่ฝ่ายขุนหลวงวิลังคะ ตอนที่ต้องพุ่งสะเหน้าครั้งที่ 2 เพื่อปกป้องเกียรติยศและศักดิ์ศรีของพระนางเอง ว่าพระนางจามเทวีมีความชอบธรรมมากน้อยเพียงใด

สายตาทุกคู่ของชาวลัวะจับจ้องมองมาว่า “แม่ญิงที่มาจากเมืองหละปูน” (ดิฉันเป็นคนกรุงเทพฯ ไม่ใช่คนลำพูน) คนนี้ จะมาไม้ไหน ใครเป็นคนไปเชิญหล่อนมา ทำไมตัวแทนกำนันผู้ใหญ่บ้าน สภาวัฒนธรรมตำบลจึงไม่เลือกนักวิชาการที่อยู่ในฝั่งเชียงใหม่?

พวกเขาหารู้ไม่ว่าอันที่จริง ดิฉันคือทางเลือกสุดท้ายแล้วในสายวิชาการที่พวกเขาพึ่งพาได้

ดิฉันพยายามโฟกัสไปยังประเด็นที่ว่า “ลัวะคือใคร” “ประเพณีเลี้ยงดงของลัวะตอบโจทย์อะไรบ้างไหมในสังคม” “ลัวะมีรูปลักษณ์ สูงต่ำดำขาวอย่างไร” “ลัวะสักขาลายหรือไม่” “คำว่าสะเหน้า หมายถึงอะไรกันแน่ เอกสารบางเล่มกล่าวว่าคือธนู บางเล่มว่าหมายถึงหอก” “อนุสาวรีย์ควรสูงประมาณกี่เมตร”? “เสื้อผ้าหน้าผมของขุนหลวงวิลังคะ?”

สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดก็คือ ความที่ดิฉันเดินทางไปฮอดแบบปุบปับฉับพลัน จึงไม่ได้เตรียมเครื่องอัดเทปไปด้วย (เกือบ 20 ปีที่แล้ว มือถือเป็นรุ่น 1 G หรือ 2 G ไม่สามารถอัดเสียงได้) ดิฉันได้แต่นั่งจดข้อมูลที่ปราชญ์ชาวลัวะระดมสมองกันเล่าอะไรต่อมิอะไรให้ฟัง โดยไม่รู้สึกง่วงแม้เวลาล่วงเลยไปตีหนึ่งตีสองแล้ว จดทันบ้างไม่ทันบ้าง รู้แต่ว่าทุกถ้อยวลีนั้นทรงคุณค่าเหลือเกิน

ในที่สุด ผ่านไปสักระยะหนึ่ง การออกแบบจัดสร้างอนุสาวรีย์ขุนหลวงวิลังคะก็ดำเนินการเสร็จสิ้น จัดตั้งอยู่ที่หน้าสำนักงาน อบต.บ่อหลวง (สมัยนั้นยังไม่ได้ยกระดับเป็นเทศบาล) ดิฉันได้เดินทางมาร่วมงานเปิดอนุสาวรีย์ด้วย

และทุกครั้งที่ต้องผ่านมาเส้นทางนี้ เช่นไม่ว่าจะไปแม่แจ่มตอนล่างก็ดี หรือไปแม่สะเรียงก็ดี ไปอมก๋อยก็ดี ดิฉันจักต้องแวะคาวระอนุสาวรีย์ของขุนหลวงวิลังคะเสมอ ด้วยมีความผูกพันตั้งแต่แรกก่อสร้าง

 

ข่าวเศร้า

อนุสาวรีย์ขุนหลวงวิลังคะแขนหัก

ราวเดือนกันยายน 2564 ดิฉันได้รับการประสานจาก “ตุ๊กุ้ง” หรือ “พระกฤษณชัย” แห่งวัดพระบาททุ่งอ้อ อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ว่า

อนุสาวรีย์ขุนหลวงวิลังคะองค์ที่ดิฉันเคยไปช่วยระดมสมองให้ข้อคิดเห็นในค่ำคืนอันแสนโรแมนติกนั้น ได้ถูกกิ่งสนหักหล่นทับใส่ท่อนแขนจนชำรุดเสียแล้ว ในช่วงพายุพัดกระหน่ำกลางปี กอปรกับกาลเวลาล่วงผ่านมานานถึง 17-18 ปี เนื้อปูนที่ใช้สร้างอนุสาวรีย์ก็เริ่มกะเทาะผุกร่อน เกิดการชำรุดอยู่หลายส่วน

ท่าน “ตุ๊กุ้ง” เป็นชาวลัวะ ได้รับมอบหมายจากชาวลัวะบ้านบ่อหลวง บ่อพะแวน บ่อสะหลี บ่อเหล็กแม่โถ และบ่อสะแหง (อ่าน แง๋ ไม่ใช่อ่าน แฮ๋ง) ฯลฯ ว่าให้เป็นผู้ประสานงานกับทุกฝ่ายในการจัดสร้างอนุสาวรีย์ของขุนหลวงวิลังคะองค์ใหม่

โดยชาวลัวะมีมติว่าจะต้องดำเนินการซ่อมอนุสาวรีย์องค์เก่าด้วย จากนั้นต้องหาสถานที่จัดตั้งอย่างเหมาะสม พร้อมกับระดมงบประมาณจัดสร้างอนุสาวรีย์ขุนหลวงวิลังคะองค์ใหม่

ชาวลัวะบางท่านได้เอ่ยถึงชื่อของดิฉันให้ตุ๊กุ้งฟังด้วย ว่าก่อนจักทำอะไรควรปรึกษาหารือกับ “ดร.เพ็ญ” สักหน่อย เพราะเธอเป็นผู้วางรากฐานให้เกิดอนุสาวรีย์องค์เดิมมาก่อน

ขอบคุณชาวลัวะมากนะคะที่ยังระลึกนึกถึงกัน ทั้งๆ ที่ดิฉันไม่ได้ช่วยอะไรมากมายเลย แต่ก็ถือว่าโชคดีที่ได้พบกับ “ตุ๊กุ้ง” พระหนุ่มชาวลัวะไฟแรง ท่านเล่าถึงวัตถุประสงค์ในการจัดสร้างอนุสาวรีย์ของขุนหลวงวิลังคะว่า มิได้จัดสร้างแค่รูปเคารพแบบพระอิฐพระปูนเท่านั้น

หากชาวลัวะยังฝันว่าอยากมี “หอศิลป์บ่อหลวง” เพื่อรวบรวมประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ชาวลัวะในทุกมิติ ส่วนอนุสาวรีย์องค์เดิมที่แขนหักเพราะกิ่งสนนั้น ก็จักนำมาจัดแสดงไว้ในอาคารหอศิลป์นี้อีกด้วย

นำมาซึ่งการเปิดเวทีเสวนาว่าด้วย “ลัวะ ขุนหลวงวิลังคะ และหอศิลป์บ่อหลวง” เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ณ วัดกิ่วลม เนื้อหาที่เสวนากันวันนั้นมีความเข้มข้นน่าสนใจขนาดไหน โปรดติดตามฉบับหน้า •

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...