โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

แรงงานเมียนมาที่แม่สอด โร่ฟ้องศาลผู้ดี ปมบังคับใช้แรงงานผลิตเสื้อผ้า 'F&F' ของ 'Tesco'

MATICHON ONLINE

อัพเดต 22 ธ.ค. 2565 เวลา 18.34 น. • เผยแพร่ 22 ธ.ค. 2565 เวลา 09.31 น.
FILE PHOTO (REUTERS)

แรงงานเมียนมาที่แม่สอด โร่ฟ้องศาลผู้ดี ปมบังคับใช้แรงงานผลิตเสื้อผ้า ‘F&F’ ของ ‘Tesco’

เว็บไซต์เดอะการ์เดียนรายงานว่า ห้าง Tesco ซึ่งเป็นห้างค้าปลีกรายใหญ่สัญชาติอังกฤษ ถูกฟ้องครั้งใหญ่ในสหราชอาณาจักร ด้วยข้อหาประมาทเลินเล่อและร่ำรวยที่ไม่เป็นธรรม โดยแรงงานชาวเมียนมาที่ผลิตเสื้อผ้าให้กับแบรนด์ F&F ของห้าง Tesco ในไทยจำนวน 130 คน หลังมีรายงานว่าพวกเขาตกเป็นเหยื่อของการบังคับใช้แรงงานอย่างไม่เป็นธรรม

แรงงานชาวเมียนมาเหล่านี้เป็นพนักงานจากโรงงาน VK Garment (วีเคจี) ซึ่งตั้งอยู่ที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ประเทศไทย ผู้ผลิตเครื่องแต่งกายให้กับแบรนด์ F&F สำหรับธุรกิจห้าง Tesco สาขาในไทยระหว่างปี 2017 และ 2020

จากการตรวจสอบข้อกล่าวหาและการสัมภาษณ์อดีตแรงงานเมียนมาจำนวน 21 คนจากโรงงานดังกล่าวของเดอะการ์เดียน พบว่า แรงงานเหล่านี้ประสบกับสภาพการทำงานที่ยากลำบากและถูกกดขี่ ตั้งแต่การได้รับค่าจ้างต่ำกว่า 4 ปอนด์ หรือราว 167 บาท ต่อวัน ซึ่งเป็นจำนวนที่ต่ำกว่ารายได้ขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำตลอด 24 ชั่วโมง อย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อเดือนเพื่อบรรลุยอดคำสั่งซื้อจากแบรนด์ F&F การได้รับบาดเจ็บฉกรรจ์ขณะทำงาน การถูกตะโกนและข่มขู่โดยผู้จัดการโรงงานหากไม่ทำงานล่วงเวลาหรือทำงานไม่สำเร็จตามเป้าหมาย การยึดบัตรเอทีเอ็มและรหัสผ่านของพนักงานเพื่อทำการยักยอกยอดเงินในบัญชี ขณะที่รักษารายการบัญชีให้สอดคล้องกับการจ่ายรายได้ขั้นต่ำตามกฎหมาย การยึดเอกสารสำคัญของแรงงานต่างด้าวที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถหลีกหนีพันธะหนี้ได้ รวมถึงสภาพที่อยู่อาศัยของแรงงานที่แออัดและไม่ถูกสุขอนามัย

ด้าน Tesco ออกมากล่าวว่า การปกป้องสิทธิมนุษยชนของทุกคนในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง แต่ในปี 2017 Tesco กลับเริ่มดำเนินกิจการกับโรงงานวีเคจี ทั้งๆ ที่การตรวจสอบของบริษัทจะตรวจพบประเด็นปัญหาความไม่สอดคล้องกับข้อปฏิบัติ ที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าควรถูกตั้งเป็นสัญญาณเตือนเร่งด่วน

แม้ว่า Tesco จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานในแต่ละวันของโรงงาน แต่แรงงานเมียนมาเรียกร้องความรับผิดชอบจาก Tesco สำหรับความผิดพลาดของบริษัทดังกล่าวที่ไม่สามารถปกป้องแรงงานอย่างพวกเขาได้

วินวินเมียะ วัย 53 ชาวเมียนมาที่ถูกจ้างด้วยเงิน 3 ปอนด์ต่อวัน ให้ทำหน้าที่กวาดเศษผ้าออกจากโรงงาน กล่าวว่า “พวกเขาแย่งผลกำไรไปจากเรา พวกเขามีความร่ำรวยอยู่แล้ว แต่พวกเราไม่มีอะไรเลย”

การฟ้องร้องซึ่งทางสำนักงานทนายความ Leigh Day ของสหราชอาณาจักร เป็นผู้ดำเนินการนี้ถือว่าเป็นการท้าทายโครงสร้างการจัดจ้างงานจากภายนอก ที่หลายๆ ธุรกิจ รวมถึงแบรนด์ F&F ใช้เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบและการเสียชื่อเสียง ขณะที่คงต้นทุนให้ต่ำได้ สอดคล้องกับที่โอลิเวอร์ฮอลแลนด์ ทนายฝั่งแรงงานกล่าวว่า เทสโก้สร้างกำไรจากระบบการจ้างงานภายนอกที่กดค่าจ้างแรงงาน และบังคับให้ทำงานล่วงเวลาภายใต้สภาพการทำงานที่ย่ำแย่

คำร้องนี้ได้ถูกยื่นต่อศาลสูงสหราชอาณาจักรและคาดว่าจะดำเนินการพิจารณาคดีในปีหน้า นอกจากนี้ บริษัท เอกชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด ซึ่งเคยเป็นเจ้าของธุรกิจ Tesco ในไทย ก่อนที่บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์เข้าซื้อกิจการ Tesco ในเดือนธันวาคม 2020 รวมถึงบริษัทตรวจสอบบัญชี Intertek ของสหราชอาณาจักร ที่แรงงานเมียนมากล่าวว่าร่วมมือกับทางโรงงานและปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่สุจริต ก็ถูกฟ้องร้องในคดีดังกล่าว

ทั้งนี้ แรงงานเมียนมาเคยยื่นคำร้องขอค่าจ้างค้างชำระต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานของไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2020 ที่ครอบคลุมค่าจ้างเต็มเป็นเวลาสองปี ค่าจ้างทำงานในวันหยุดนักขัตฤกษ์ ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าวันหยุดประจำสัปดาห์ ซึ่งทางหน่วยงานพิจารณาอนุมัติจ่ายเพียงค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวเท่านั้น และแม้คำร้องจะถูกส่งต่อไปยังศาลแรงงานไทย คำตัดสินก็ยังเป็นเช่นเดิม จึงมีการคาดการณ์ว่าแรงงานจะทำการอุทธรณ์อีกครั้ง ขณะที่ในปัจจุบัน แรงงานส่วนใหญ่ฝากความหวังไว้กับการพิจารณาของศาลอังกฤษที่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...