ปิดฉากนายกฯคนที่ 29 'บิ๊กตู่' อำลาทำเนียบ มีน้ำตาคลอ ไม่ตั้งใจอยู่นาน 9 ปี จากนี้พักผ่อนแล้ว
ปิดฉากนายกคนที่ 29 ‘บิ๊กตู่’ อำลาทำเนียบถือฤกษ์บ่าย 2 โมง กอดร่ำลา ‘ธนกร-พีระพันธุ์’ แฟนคลับร่ำไห้ ก่อนบวงสรวงท่านท้าวหิรัญพนาสูร เปลือยใจหมดเปลือก เตรียมหลีกทางทำงานให้นายกฯคนใหม่
เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 31 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เดินลงจากห้องทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล พร้อมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ นายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ
ทันทีที่นายกฯเดินมาถึงบริเวณที่จะร่วมรับประทานอาหารกับสื่อมวลชน หน้าตึกบัญชาการ 1 ได้ถอดเสื้อสูท สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว พร้อมเนคไทสีเหลืองและมีท่าทีผ่อนคลาย อารมณ์ดี พร้อมกล่าวทักทายว่า “ระวังติดโควิด-19 นะ สบายดีกันมั้ย วันหน้าก็ทำกับรัฐบาลใหม่เขาให้ดีๆ ก็แล้วกัน”
จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้รับประทาน โดยเมนูวันนี้ที่ พล.อ.ประยุทธ์รับประทาน ประกอบด้วย ผัดไทย หมูย่างปลาร้า ส้มตำ หอยทอด ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ และของหวานเป็นไอศกรีมกะทิ
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า คุยกันมาตลอด 9 ปีแล้ว ไม่เบื่อหรือไง ทะเลาะกันบ้างก็เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่จะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เอางานเป็นหลัก พูดไม่เพราะบ้างก็ให้อภัยกันเถอะ
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า จากนี้จะต้องไปออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ เนื่องจากไม่ออกกำลังกายเป็นเวลานาน ซึ่งที่ผ่านมาตนเป็นของตนแบบนี้ แต่ก็พยายามทำงานให้ดีที่สุด แม้จะพูดไม่เพราะบ้าง หลังจากนี้ให้เหตุการณ์นิ่งสักระยะก็อาจจะไปพักผ่อน ไม่แน่ใจว่าจะไปถูกหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาเดินทางแค่บ้านและทำเนียบรัฐบาล และจากนี้อยากกลับไปอยู่กับครอบครัว เนื่องจากชีวิตที่ผ่านมาหายไป 8-9 ปี หากช่วยกันรักษาความสงบเรียบร้อยเอาไว้ได้ประเทศชาติก็จะเดินหน้าต่อไปได้ ขณะนี้ความสงบเรียบร้อยอยู่ในระดับที่น่าพอใจ หลายอย่างได้ตั้งหลักเอาไว้แล้ว แต่จะปรับเปลี่ยนอะไรต้องดำเนินการให้มีความต่อเนื่อง
ส่วนกรณีที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ปรึกษาว่าอยากมีห้องส่วนตัวไว้พักผ่อนจะเหมาะสมหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่า แล้วแต่นายกฯเศรษฐา แต่ที่ทำเนียบรัฐบาลมีห้องสำหรับนอนพักผ่อนอยู่แล้ว แต่ตนไม่ได้ใช้ เนื่องจากมัวแต่รบสื่อมวลชน บางครั้งก็นอนไม่หลับ พูดไปโมโหไป ก็กลับมานึกรู้สึกเสียใจ ไม่ควรพูดแต่เชื่อว่าต่างคนก็ต่างเข้าใจกัน ยอมรับว่าส่วนตัวเป็นคนขี้โมโห แต่คิดเร็วทำเร็ว บางครั้งอาจไม่เหมาะสม แต่ขอดูที่ผลงานออก
พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่า หลังหมดวาระจากนายกฯไปจะไม่เหงา เพราะเป็นคนช่างคิดช่างอ่าน ตนชอบอ่านหนังสือไปเรื่อย และเลี้ยงสุนัข ขอพักสมองบ้างเนื่องจากเจอเอกสารมา 9 ปี ส่วนเพลงที่ตนเองแต่งย้ำว่า ชอบทุกเพลง เพราะเป็นสิ่งที่เคยทำมา ร้อยเรียงจากบทกวีเขียนจากถ้อยคำที่ต้องพูดคุยกับผู้ใต้บังคับบัญชาปลุกเร้าอารมณ์ ให้มีจิตใจในการสู้รบ มีสาระบ้าง ตลกบ้าง วันนึงพูดได้เป็น 2-3 ชั่วโมง ส่วนเทคนิคการแต่งเพลง ต้องเขียนเนื้อก่อนค่อยเอาทำนองมาใส่ ซึ่งต่างจากคนอื่นที่มีทำนองก่อนแล้วค่อยใส่เนื้อเพลง
จากนั้นสื่อมวลชนขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ร้องเพลงให้ฟังสักหนึ่งผลงาน พล.อ.ประยุทธ์ปฏิเสธเพราะจำเนื้อเพลงไม่ค่อยได้ และอธิบายด้วยว่า เพลงคืนความสุขให้ประเทศไทยท่อนที่ร้องว่า “เราจะทำตามสัญญาขอเวลาอีกไม่นาน” ตนคิดอย่างนั้นจริงๆ หากสถานการณ์ในประเทศสงบเรียบร้อยตนไปนานแล้ว ไม่ได้ตั้งใจจะอยู่จนถึงขนาดนี้ ยืนยันว่าที่ต้องอยู่จนถึงขนาดนี้เป็นไปตามกลไกของการเลือกตั้ง
พล.อ.ประยุทธ์ระบุอีกว่า อำนาจมาพร้อมกับความรับผิดชอบ ซึ่ง 9 ปีที่ผ่านมาตนและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ระมัดระวังตัวมาโดยตลอด แนวคิดทางการเมืองหลายคนอาจไม่เหมือนกัน แต่ต้องทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ หากแบ่งแยกเป็นกลุ่มๆ จะเกิดอันตราย จึงต้องมีหลักพื้นฐานสำคัญ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ทั้งนี้ ไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์อะไรมาก เพราะส่วนตัวไม่มีอำนาจอะไรอยู่แล้ว และไม่เคยคิดว่าตนมีอำนาจ ทุกอย่างมาตามขั้นตอนและระเบียบของกฎหมาย
พล.อ.ประยุทธ์บอกด้วยว่า รัฐบาลขณะนี้ไม่ใช่รัฐบาลปรองดอง แต่ทุกคนต้องมีความปรองดองกัน และมีส่วนร่วมกัน เพราะไม่สามารถสั่งใครให้ปรองดองกันได้
ทั้งนี้ ระหว่างพูดคุยกับสื่อมวลชนเจ้าหน้าที่ได้เปิดเพลง “สะพาน” ที่นายกรัฐมนตรีเป็นคนแต่ง และนายกรัฐมนตรีได้ร้องคลอ พร้อมโอบไหล่นายอนุทินและนายธนกรไปด้วย
นายกฯยังกล่าวทิ้งท้ายถึงเกรียนคีย์บอร์ดด้วยว่า ขอฝากความรักความคิดถึง ตนไม่โกรธเคืองใครทั้งสิ้นไม่ว่าจะรักจะชม จะชอบ หรือไม่ชอบ จะด่า จะว่า เพราะเป็นโลกโซเชียลมีเดีย แต่ทุกคนต้องมีภูมิคุ้มกันเอาไว้บ้าง ไม่ใช่ใครเกลียดก็เกลียดด้วย ทุกอย่างต้องมีเหตุมีผล หากทุกคนบิดเบี้ยวไปหมดจะเป็นอันตรายกับประเทศ ซึ่งสื่อโซเชียลมีเดียไม่ว่าจะเป็น Facebook TikTok ไม่เคยทำเอง เพราะไม่ชอบ แต่ก็ต้องติดตามเพราะเป็นเรื่องของการพัฒนา
เมื่อถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ประทับใจอะไรกับการนั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตลอด 9 ปีที่ผ่านมา พล.อ. ประยุทธ์ระบุว่า ความรักความสามัคคี ความเข้าใจว่าเราทำหน้าที่เพื่อใคร เพื่อประเทศชาติ ประชาชน และสถาบัน
ส่วนหวังอะไรกับรัฐบาลใหม่ นายกรัฐมนตรีถามกลับว่า สื่อมวลชนหวังอะไร สื่อมวลชนตอบกลับว่า “หวังให้พัฒนาประเทศ” พล.อ.ประยุทธ์จึงตอบว่า ตนก็หวังเช่นนั้น
หลังจากนี้จะแสดงความคิดเห็นทางการเมืองหรือไม่นั้น พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่า ขอดูก่อนว่าควรหรือไม่ควร เพราะไม่อยากให้เกิดความขัดแย้งไปมากกว่านี้ ขอให้ทุกคนช่วยกันให้บ้านเมืองสงบ พร้อมปฏิเสธตอบว่าความขัดแย้งจะกลับมาหรือไม่ แต่ในฐานะประชาชนคนหนึ่งไม่อยากให้ความขัดแย้งกลับมา อะไรที่ผิดพลาด อะไรที่เสียหายก็อย่าไปทำมันอีก หากเราไม่เรียนรู้วันข้างหน้าจะอยู่กันอย่างไร
ส่วนอะไรที่ประทับใจที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่า การประชุม ครม.ที่เรียบร้อยทุกสัปดาห์ ทุกคนเห็นชอบร่วมกัน ทุกคนเสนอโครงการในกรอบการปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติ ไม่ใช่การร่างไว้เพื่อสืบทอดอำนาจ ซึ่งถูกประเทศก็มีแบบนี้ ซึ่ง 9 ปีที่ผ่านมามองว่าความสำเร็จมีเกินครึ่ง เพราะหลายเรื่องเป็นเรื่องยาก ติดขัดเรื่องข้อกฎหมาย และมีความพึงพอใจกับทุกโครงการของรัฐบาล เพราะเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์กับประชาชน
จากนั้นสื่อมวลชนขอให้นายกรัฐมนตรีเซ็นหนังสือ “มาเหนือเมฆ” ที่นายกฯเขียนพร้อมมอบดอกกุหลาบสีแดงเป็นกำลังใจให้นายกฯด้วย พร้อมระบุว่า ขอบคุณทุกคนจากหัวใจ ไม่เคยโกรธใคร ขอให้มีความสุข
เมื่อถามว่า มีอะไรอยากจะฝากบอกประชาชนที่สนับสนุนหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ขอให้ช่วยให้กำลังใจในการทำงานร่วมกันด้วยความรักความสามัคคีภายใต้พื้นฐานกรอบกฎหมาย
ส่วนที่ประชาชนหลายคนใจหายที่นายกฯพ้นจากตำแหน่ง พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่า ก็รู้สึกใจหายเช่นเดียวกัน ฉะนั้น ขอฝากประเทศชาติบ้านเมืองไว้ในมือทุกคนด้วย
จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้รับมอบดอกไม้ และร่วมถ่ายรูปกับสื่อมวลชนที่ร่วมเดินไปส่งจนถึงตึกไทยคู่ฟ้า
อย่างไรก็ตาม ก่อนขึ้นห้องทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้าเวลา 12.45 น. นายกฯโบกมือส่งสัญลักษณ์ไอเลิฟยูและ ทำท่าวายทูเคให้กับสื่อมวลชนด้วย และช่วงที่ขึ้นไปยังห้องทำงานได้หยุดแล้วโบกมือลาสื่อมวลชนอีกครั้ง ก่อนที่เวลา 13.09 น. นายกฯจะขึ้นไปสักการะพระพรหมเจ้าที่บนตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนลงมาพบปะข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาล รวมทั้งเอฟซีได้เข้ามาร่วมให้กำลังใจมอบดอกไม้ ถือป้ายเชียร์ และร่วมส่งที่ห้องโถงกลางตึกไทย โดยนำดอกกุหลาบแดงมามอบให้
ทั้งนี้ พล.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ นำวงดนตรีมาบรรเลงเพลง โดยเพลงแรกได้บรรเลงเพลงความฝันอันสูงสุดให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ ก่อนจะร่วมถ่ายรูปและมอบโอวาทตอนหนึ่งว่า อะไรก็ตามที่ทำให้พวกเราไม่สบายใจ ไม่พอใจก็ขอบอกว่าไม่ได้เป็นสิ่งที่ตั้งใจแบบนั้น ขอบคุณทุกคนและทุกหน่วยงานทั้งรัฐและรัฐวิสาหกิจทุกคน ขอให้เดินหน้าได้อย่างปลอดภัย ขอฝากแค่นี้ พวกเราไม่ว่าใครจะมา ใครจะไป หน่วยงานต้องอยู่ให้ได้ทั้งตัวเองและครอบครัวจะทำอะไรต้องไม่ทำให้เกิดความเดือดร้อน ต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้อง เจอกันข้างนอกขอให้ทักบ้างอาจจะจำไม่ได้ตนหน้าผมอาจจะเปลี่ยนไปเยอะ หลายคนบอกว่าจะพาผมไปเที่ยวแต่จะไปได้อย่างไรเพราะทุกคนก็จำหน้าผมได้ในขณะนี้
พล.อ.ประยุทธ์ได้เชิญชวนให้ทุกคนร่วมร้องเพลง “คำสัญญา” ของอินโดจีน เพลงด้วยรักและผูกพันของ เบิร์ด ธงชัย และเพลง “ศรัทธา” ของหินเหล็กไฟ “คนดีไม่มีวันตาย” เป็นต้น จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้เดินลงจากตึกไทยคู่ฟ้าเพื่อมารับดอกไม้และร่วมถ่ายรูปกับทุกคนที่มาส่ง ก่อนจะเดินไปยังบริเวณสนามหญ้าหน้าตึกไทย เพื่อร่วมถ่ายรูปและรับดอกไม้ โดยเฉพาะดอกกุหลาบสีแดงจากบรรดาข้าราชการเจ้าหน้าที่รวมทั้งกลุ่มแฟนคลับเรารักลุงตู่ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในบริเวณทำเนียบรัฐบาล มีบางคนถึงกับร้องไห้บางคนขอเข้าโอบกอด พล.อ.ประยุทธ์
ช่วงหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ได้หันกลับมามองพร้อมกวาดสายตามองรอบตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมกับยกมือไหว้ และเดินไปทักทายกับประชาชน ก่อนเปิดเผยหลังทักทายประชาชนว่า รู้สึกดีใจที่หลายคนเข้าใจการทำงานและเราก็ทำทุกอย่างมาเพื่อให้พวกเขามาโดยตลอด และก็ต้องทำงานเดินหน้าต่อไปให้ได้
จากนั้นเวลา 14.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ขึ้นรถยนต์ส่วนตัวตามฤกษ์ โดย นายธนกร วังบุญคงชนะ และ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ได้เข้าไปกอดร่ำลา ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ถึงกับน้ำตาคลอ ก่อนจะโบกมืออำลาและส่งมือสัญลักษณ์ไอเลิฟยูให้กับทุกคนจนพ้นสายตาผ่านรั้วทำเนียบรัฐบาล เป็นการปิดฉากนายกรัฐมนตรีคนที่ 29
ทั้งนี้ ก่อนเดินทางกลับบ้านพัก พล.อ.ประยุทธ์ได้แวะบ้านพิษณุโลก ซึ่งบ้านพักประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในโอกาสอำลาตำแหน่ง ได้แก่ พระภูมิเจ้าที่ และบวงสรวงท้าวหิรัญพนาสูร สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำบ้านพิษณุโลก ก่อนเดินทางกลับบ้านพักภายใน ร.1.รอ.
สำหรับ “ท้าวหิรัญพนาสูร” คืออสูรเทพรูปร่างกำยำใหญ่โต เป็นผู้มีสัมมาปฏิบัติที่คอยติดตามพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) เพื่อปกปักรักษาและป้องกันภยันตรายทั้งปวงให้แก่พระองค์ คำว่า “หิรัญ” หมายถึง สีเงิน หรือทอง ส่วนคำว่า “พนาสูร” หมายถึง เทพาสูรแห่งป่า
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง