โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ย้อนดูประวัติศาสตร์ฟอร์ดใน ‘Former Ford Factory’ ธุรกิจที่ได้ดีเพราะการเมือง

TODAY

อัพเดต 07 ก.ย 2566 เวลา 12.33 น. • เผยแพร่ 02 ก.ย 2566 เวลา 05.47 น. • workpointTODAY

ย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 100 ปีที่แล้ว ฟอร์ด (Ford) แบรนด์รถยนต์สัญชาติอเมริกันคือรถยนต์ที่สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดได้มากที่สุดในสิงคโปร์ ทำให้ฟอร์ดสามารถเปิดโรงงานรถยนต์แห่งแรกในอาเซียนได้สำเร็จ

จนกระทั่ง ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นยึดโรงงานฟอร์ดแห่งแรกในอาเซียนที่สิงคโปร์ เพื่อใช้ผลิตรถยนต์นิสสัน สำหรับใช้ในปฏิบัติการของกองทัพ

หลังจากนั้น ฟอร์ดพ่ายแพ้ในตลาดรถยนต์อาเซียนราบคาบ จนไม่สามารถเอาชนะรถยนต์ญี่ปุ่นอย่าง โตโยตา (Toyota) ฮอนดา (Honda) หรือนิสสัน (Nissan) ได้อีกเลย

ทำไมสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงทำให้ฟอร์ดที่รุ่งเรือง กลายเป็นรถยนต์ที่ไม่ได้อยู่ติดอันดับ Top 10 ของตลาดอาเซียนอีกต่อไป

ฟอร์ดรุ่งเรืองด้วยกฎหมายอาณานิคม

ในปี 1908 ฟอร์ดเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ ชื่อว่า ‘Model T’ เป็นรถที่มีน้ำหนักเบา ซ่อมง่าย ซ่อมเองได้ และราคาถูกมาก เพราะสมัยก่อนรถยนต์ขายประมาณคันละ $2,000 แต่ Model T ขายแค่ $850

นี่คือการปฏิวัติวงการรถยนต์ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง ทำให้รถยนต์ไม่ได้เป็นสินค้าสำหรับคนรวยเท่านั้น แต่ยังทำให้คนธรรมดาสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ได้ด้วย ซึ่ง Model T ไม่ได้ขายดีเฉพาะในอเมริกาเท่านั้น แต่ยังตีตลาดไปทั่วโลก รวมถึงในแถบอาเซียนบ้านเราด้วย

ในช่วงปี 1900 ต้น ๆ สิงคโปร์กับมาเลเซียอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ เรียกว่า ‘บริติชมาลายา’

มาลายาเป็นตลาดที่น่าสนใจมาก เพราะว่าคนมาลายาเป็นกลุ่มคนที่มีรายได้เยอะที่สุด มีคนซื้อรถยนต์เยอะที่สุดในอาเซียน ฟอร์ดสนใจตลาดนี้มาก จึงอยากเข้ามาขายรถยนต์ในแถบมาลายา แต่ตอนนั้นรัฐบาลอังกฤษสนับสนุนให้คนในปกครองของจักรวรรดิอังกฤษใช้สินค้าของอังกฤษ

ฟอร์ดเป็นรถยนต์อเมริกัน ขายรถยนต์ในมาลายาได้ยังไง

ยุคนั้น ฟอร์ดขยายตลาดไปเปิดบริษัทในหลายประเทศ หนึ่งในนั้นคือแคนาดา ซึ่งอยู่ใต้อาณานิคมของอังกฤษ ทำให้ฟอร์ดตัดสินใจนำเข้ารถยนต์จากบริษัทฟอร์ดในแคนาดา มาขยายที่มาลายาแทน

จากที่คนมาลายานิยมใช้รถของอังกฤษ ก็เริ่มหันมาใช้รถยนต์ Model T ที่ราคาถูกกว่าแทน จนยอดขายของฟอร์ดในมาลายาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ในปี 1926 ฟอร์ดตัดสินใจว่าจะเปิดโรงงานผลิตรถในสิงคโปร์ไปเลย แต่ฟอร์ดไม่ใช่เจ้าเดียวที่คิดแบบนั้น

เจเนรัลมอเตอร์ (General Motors) เจ้าของยี่ห้อคาดิแลค (Cadillac) และ เชฟโรเลต (Chevrolet) ยื่นเรื่องขอตั้งโรงงานในสิงคโปร์ แต่รัฐบาลอังกฤษปฏิเสธ เพราะกังวลว่าโรงงานอาจจะสร้างความเสียหายให้ชุมชนในระแวกนั้น GM เลยไปตั้งโรงงานที่ชวา อินโดนีเซียที่ตอนนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของดัตช์แทน

ส่วนฟอร์ดใช้กฎหมายอาณานิคมอังกฤษเอื้อผลประโยชน์ ก่อตั้ง ‘Ford Malaya’ ทำให้ฟอร์ดสามารถเปลี่ยนโรงรถในห้องแถวเป็นโรงงานประกอบรถยนต์แห่งแรกของฟอร์ดในอาเซียน

ในปี 1929 หลังจากเปิดโรงงานแห่งแรกได้ 3 ปี รถ Model T มียอดขายเพิ่มขึ้น ฟอร์ดจึงต้องย้ายโรงงานไปประกอบรถในโรงงานที่ใหญ่ขึ้น

หลังจากตั้งโรงงานได้ 10 ปีก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นในปี 1939 การส่งออกรถยนต์ของอังกฤษและยุโรปชะงักไป ทำให้ demand ของรถ Model T เพิ่มมากขึ้น จนฟอร์ดสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดรถยนต์ในมาลายาได้ถึง 80%

ในเดือนตุลาคม 1941 Ford Malaya ก็ย้ายโรงงานอีกรอบมาอยู่ที่ย่าน Bukit Timah หนึ่งในย่านธุรกิจสำคัญของสิงคโปร์

โรงงานประกอบรถ จุดยุทธศาสตร์สงครามโลก

ฟอร์ดเพิ่งฉลองเปิดโรงงานใหม่ได้ 2 เดือน ในวันที่ 8 ธันวาคม 1941 ญี่ปุ่นจากฝ่ายอักษะ ยกพลขึ้นบกตลอดแนวฝั่งไทยและขอใช้ไทยเป็นทางผ่านไปยังมาลายา ลงมาจนถึงสิงคโปร์ เพื่อโจมตีอังกฤษที่อยู่ฝ่ายสัมพันธมิตร

อังกฤษกับญี่ปุ่นรบกันในสิงคโปร์ โรงงานฟอร์ดแห่งใหม่ถูกกองทัพอังกฤษยึดไปเป็นโรงงานผลิตเครื่องบินรบของกองทัพอังกฤษแทน

ญี่ปุ่นค่อย ๆ รุกคืบเข้าไปในมาลายาเรื่อย ๆ สุดท้ายญี่ปุ่นก็ยึดโรงงานฟอร์ดที่เป็นฐานผลิตเครื่องบินของกองทัพอังกฤษ ไปเป็นที่บัญชาการรบของญี่ปุ่นชั่วคราว

เย็นของวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 1942 พลโทอาเธอร์ เพอร์ซิวาล ผู้บัญชาการในมาลายา ลงนามในสนธิสัญญายอมแพ้ญี่ปุ่น ต่อพลโท โทโมยูกิ ยามาชิตะ ที่ห้องประชุมของโรงงานฟอร์ด โรงงานฟอร์ดจึงกลายเป็นที่ผลิตรถทหารของนิสสันเพื่อใช้ในสงคราม

ได้โรงงานคืน พร้อมความพ่ายแพ้ในศึกธุรกิจ

ในปี 1945 ญี่ปุ่นถูกสหรัฐฯทิ้งระเบิด 2 ลูกลงที่ฮิโรชิมะและนางาซะกิ ทำให้ญี่ปุ่นยอมแพ้สงคราม อังกฤษตัดสินใจยึดโรงงานฟอร์ดไว้ เพื่อใช้สำหรับปฏิบัติการบางส่วนของกองทัพ ก่อนจะคืนโรงงานให้ฟอร์ดในปี 1947

ฟอร์ดได้โรงงานคืนกลับมาแล้ว แต่พฤติกรรมผู้บริโภคกลับไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

คนสิงคโปร์นิยมขับรถยุโรปมากขึ้น ส่วนรถยนต์ญี่ปุ่นก็พยายามเข้ามาตีตลาดในสิงคโปร์ด้วย แต่ในยุคนั้น กลับมีกระแสชาตินิยมต่อต้านญี่ปุ่นจากสงคราม ทำให้คนสิงคโปร์ไม่ยอมซื้อรถญี่ปุ่นที่ราคาถูก และดูถูกว่ารถญี่ปุ่นด้อยคุณภาพ ทั้งที่คุณภาพไม่ต่างจากรถยุโรปมากนัก

ในช่วงปี 1960 มาลายาถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเทศคือสิงคโปร์กับมาเลเซีย

ในปี 1964 เป็นเพียงปีเดียวที่ฟอร์ดสามารถพลิกเกมได้ เพราะรถยนต์ Ford Cortina ที่ผลิตในโรงงานฟอร์ดในสิงคโปร์กลายเป็นรถยนต์ที่ขายดีที่สุดในมาเลเซีย

รัฐบาลมาเลเซียช่วงนั้นหันมาสนับสนุนให้คนใช้รถที่ผลิตในประเทศ นิสสันเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่มาตั้งฐานการผลิตในมาเลเซียก็เริ่มขายดีขึ้นเรื่อย ๆ จนเป็นแบรนด์ที่ขายดีที่สุดในมาเลเซีย ตั้งแต่ช่วงปี 1970 เป็นต้นมา

หลังจากนั้น ฟอร์ดก็ไม่สามารถตีตื้นกลับมาเป็นเจ้าตลาดได้อีกเลย ฟอร์ดจึงตัดสินใจปิดโรงงานที่สิงคโปร์ในปี 1980

แม้ว่าจะผ่านมานานหลายสิบปี ฟอร์ดตัดสินใจย้ายฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนมาอยู่ที่ประเทศไทย แต่ยอดขายรถยนต์ฟอร์ดในไทยยังนับว่าน้อยกว่ารถญี่ปุ่นมาก

โดยในปี 2022 รถยนต์ที่ขายดีที่สุดในไทยคือโตโยตาครองส่วนแบ่งการตลาด 34%, อีซูซุ 25%, Honda 9.8% ส่วนฟอร์ดอยู่ในอันดับที่ 5 ครองส่วนแบ่งการตลาดเพียง 5% เท่านั้น

ด้านตลาดสิงคโปร์ ฟอร์ดยังไม่สามารถตัดอันดับรถยนต์ที่ขายดีที่สุด 10 อันดับแรกได้ตั้งแต่ช่วงปลายปี 1900 จนถึงตอนนี้ โดยรถยนต์ที่ขายดีที่สุดในสิงคโปร์ปี 2022 คือเบนซ์ 14%, โตโยตา 12%, BMW 11.7%

ส่วนอาคารของโรงงานฟอร์ดในย่าน Bukit Timah ที่ปิดตัวไป รัฐบาลสิงคโปร์ได้เปลี่ยนโรงงานแห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อว่า ‘Former Ford Factory’ สำหรับจัดนิทรรศการเกี่ยวกับทหารญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงความสูญที่เกิดขึ้นจากสงคราม

ติดตามเรื่องนี้ในรูปแบบวิดีโอในรายการ DEEPDIVE ได้ที่

อ้างอิงhttps://corporate.nas.gov.sg/former-ford-factory/overview/https://www.nytimes.com/2008/06/01/books/chapters/chapter-autos-model-t.htmlhttps://eresources.nlb.gov.sg/infopedia/articles/SIP_1260_2007-11-05.html

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...