โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

อว. พลิกโฉมมหา’ลัย ผลิตกำลังคนป้อนตรงตลาดแรงงาน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 ต.ค. 2566 เวลา 06.20 น. • เผยแพร่ 06 ต.ค. 2566 เวลา 06.20 น.
พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี

ถึงแม้ว่ามหาวิทยาลัยไทยจะได้รับการจัดอันดับอยู่ในระดับที่ดีขึ้นจากหลาย ๆ สถาบันระดับโลก โดยเฉพาะปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีจำนวนมหาวิทยาลัยที่ได้รับการจัดอันดับ THE Impact Rankings มากที่สุดเป็นอันดับที่ 6 จาก 122 ประเทศที่ได้รับการจัดอันดับในปี 2023

ส่วนในปีนี้มีถึง 19 สถาบันเข้าไปอยู่ในลิสต์ World University Rankings 2024 ของ Times Higher Education ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่าสถาบันอุดมศึกษาของไทยมีศักยภาพและความเป็นเลิศทางวิชาการ จนเป็นที่ยอมรับในระดับสากลมากขึ้น

แต่ทั้งนั้นยังมีความท้าทายหลายด้านที่สถาบันอุดมศึกษาไทยยังต้องปรับตัว โดยเฉพาะเรื่องการผลิตและพัฒนากำลังคน ซึ่งต้องยอมรับว่าที่ผ่านมายังไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรมผู้ใช้แรงงานมากนัก

โดยปัญหาหลักคือผลิตบัณฑิตน้อย หลักสูตรไม่ทันสมัย ฯลฯ ด้วยปัจจัยเหล่านี้ทำให้ตลอดระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมา กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จึงมีการเร่งปฏิรูป ทลายข้อจำกัด และอุปสรรคของการพัฒนาอุดมศึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจมากขึ้น

“พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี” หัวหน้ากลุ่มภารกิจบริหารยุทธศาสตร์ สำนักปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) กล่าวว่า ระบบการศึกษาของไทยมีศักยภาพไม่น้อยไปกว่าประเทศอื่น แต่การผลิตบัณฑิตยังไม่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมที่เป็นฝั่งผู้ใช้ได้มากนัก หรือเรียกว่ายังผลิตซัพพลายไม่ตอบโจทย์ฝั่งดีมานด์

ดังนั้น การแก้ไขจึงต้องร่วมมือกับหลายภาคส่วน เพื่อยกระดับความรู้ความสามารถของบุคลากรให้มีคุณภาพ

“ที่ผ่านมาเรามีการจัดงาน Thailand Future Careers เป็นงานที่จัดให้มีการพบปะกันระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจอุตสาหกรรม อาทิ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เพื่อหารือกันถึงความต้องการด้านแรงงานในอนาคต

โดยในส่วนของ อว.มีการนำเสนอ 2 เรื่องคือ 1.นโยบายการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา (higher education sandbox) และ 2.การพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (reinventing university) ซึ่งเป็นโครงการที่เราพยายามผลักดันมาตลอดระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา”

ปลดล็อกทุกข้อจำกัดอุดมศึกษา

“พันธุ์เพิ่มศักดิ์” อธิบายเพิ่มเติมว่า นโยบายการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา (higher education sandbox) เป็นการปลดล็อกทุกข้อจำกัดในอุดมศึกษาไทย เช่น การปรับหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น หมายความว่า ที่ผ่านมาหลักสูตรการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยจะมีการปรับเปลี่ยนทุก ๆ 5 ปี ซึ่งมองว่าช้าไป ทำให้เนื้อหาการเรียนการสอนไม่ทันสมัย

ดังนั้น เราจึงอยากให้หลักสูตรจากนี้ไปมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในหลาย ๆ เรื่อง รวมถึงจากเดิมที่การศึกษาภาคบังคับ คืออาจจะต้องจบใน 4-5 ปี อาจลดระยะเวลาให้สั้นลง สามารถเรียนจบได้ภายใน 2-3 ปี

หรือแม้แต่เรื่องของอาจารย์ผู้สอน ข้อจำกัดเดิมคือจะต้องมีตำแหน่งทางวิชาการเท่านั้น จึงจะเข้ามาสอนในมหาวิทยาลัยได้ ตอนนี้ไม่จำเป็นแล้ว อาจจะเชิญบุคคลภายนอกที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านเป็นนักธุรกิจจากอุตสาหกรรมนั้น ๆ เข้ามาสอนได้

เพราะนโยบายจะมุ่งเน้นผลิตกำลังคนระดับสูงเฉพาะทาง ตามความต้องการของประเทศ โดยตั้งเป้าว่าจะต้องผลิตกำลังคนที่ตรงต่อความต้องการของประเทศในด้านต่าง ๆ กว่า 20,000 คน ใน 11 สาขา ได้แก่ 1.กำลังคนสาขาฉุกเฉินการแพทย์ในระดับผู้ประกอบโรคศิลปะ 2.high-tech entrepreneur

3.วิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์และดิจิทัล 4.การผลิตกําลังคนศักยภาพสูงที่มีความรู้เชิงลึกด้านวิทยาศาสตร์และแนวคิดเชิงนวัตกรรม 5.สาขาวิศวกรคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีดิจิทัล 6.การจัดการการบินนานาชาติ 7.สาขาเทคโนโลยีอุตสาหกรรม แขนงพลังงานทดแทนและยานยนต์ไฟฟ้า

8.สาขาผู้ประกอบการตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี (BCG) 9.สาขาผู้นำธุรกิจในอุตสาหกรรมเวลเนส 10.สาขาวิศวกรบูรณาการระบบ (system integrator) 11.ผู้บริหารระดับต้นและระดับปฏิบัติการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแบบองค์รวม เป็นต้น

“ทั้ง 11 สาขาเป็นสาขานำร่องที่ปลดล็อกข้อจำกัดต่าง ๆ ดังที่กล่าวมา ปัจจุบันทยอยเปิดรับสมัครผู้เรียนไปแล้วประมาณ 7-8 หลักสูตร มีจำนวนนักศึกษาเข้าร่วมโครงการอยู่ประมาณหลักพันราย ซึ่งเป้าหมายคือ จะผลักดันให้มีผู้เรียนในโครงการนี้ให้ได้หลักหมื่นภายใน 5 ปี และตอนนี้มีหลักสูตรอีกกว่า 10 หลักสูตรที่อยู่ในขั้นพิจารณา”

ศักดิ์และสิทธิเทียบเท่าปริญญาตรี

“พันธุ์เพิ่มศักดิ์” กล่าวต่อว่า ผมมองว่าหลักสูตรแซนด์บอกซ์ เปรียบเสมือนเป็นทางลัดในการผลิตกำลังคนที่มีความเชี่ยวชาญชั้นสูง เพื่อไปตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมได้ทัน มหาวิทยาลัยสามารถกำหนดได้ว่าจะให้ใครมาสอน หลักสูตรเรียนได้กี่ปี เพียงแค่รายงานให้ อว.ทราบถึงรายละเอียด ความชัดเจนเกี่ยวกับหลักสูตร และต้องเป็นหลักสูตรที่ขาดแคลน ตลาดต้องการตัวจริง ๆ

ยกตัวอย่าง การผลิตกำลังคนทางด้าน cyber security หรือทางด้านของปัญญาประดิษฐ์ ในประเทศไทยอาจมีบุคลากรที่จะสอนไม่เพียงพอ ก็อนุญาตให้ผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในอุตสาหกรรมจริง ๆ มาเป็นอาจารย์ผู้สอน หรือในหลาย ๆ หลักสูตรตั้งเป้าผลิตคนไว้สูง

เช่น ด้านไอที ปัญญาประดิษฐ์ตั้งเป้าไว้ที่ 5,000 คน ในระยะเวลา 5 ปี มหาวิทยาลัยเดียวน่าจะผลิตไม่ทัน จึงต้องมีการร่วมมือกับภาคส่วนอื่น ๆ ช่วยกันผลิต

หรือจะเป็นสาขาฉุกเฉินการแพทย์ เป็นสาขาที่ต้องการคนสูงมาก เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของคน บทบาทหน้าที่คือช่วยรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินเบื้องต้นก่อนถึงโรงพยาบาล ตั้งเป้าไว้ที่ 15,000 คน ซึ่งสูงมาก ก็เกิดจากความร่วมมือของ 10 สถาบันที่จะช่วยกันผลิต

ได้แก่ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์, มหาวิทยาลัยมหิดล, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, มหาวิทยาลัยพะเยา, มหาวิทยาลัยบูรพา, มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์, สถาบันพระบรมราชชนก, สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ สถาบันพระบรมราชชนก เป็นต้น

“แต่ละหลักสูตรอาจมีทั้งนักศึกษาปริญญาตรีเข้ามาเรียน หรืออาจเป็นผู้ที่จบแล้ว แต่อยากพัฒนาทักษะเพิ่มก็เรียนได้ เพราะเมื่อจบหลักสูตรไปแล้วจะมีศักดิ์และสิทธิเทียบเท่าปริญญาปกติ ซึ่งผมต้องบอกว่าหลักสูตรนี้เหมือนปริญญาตรีปกติ เพียงแต่หลักสูตรที่อยู่ในแซนด์บอกซ์ถูกประกาศใช้ภายใต้ข้อกำหนด มาตรา 69 แห่งพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562

ซึ่งผู้ที่มีอำนาจในการอนุมัติจบหลักสูตรจะเป็นคณะรัฐมนตรี และกฎหมายมอบอำนาจให้คณะกรรมการจัดการศึกษาเฉพาะกิจ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานใช้อำนาจแทน ครม.อนุมัติ จึงแตกต่างจากหลักสูตรทั่วไป พูดง่าย ๆ คือหลักสูตรพิเศษ”

ส่วนสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับแพทย์ วิศวะ พยาบาล เรากำลังหารือกับสภาวิชาชีพ ถึงแนวทางการพิจารณารองรับหลักสูตร เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาเรียนสามารถที่จะสอบขอรับใบอนุญาตการทำงานในแต่ละอาชีพต่อไป

แบ่งกลุ่มพัฒนาตามศักยภาพ

“พันธุ์เพิ่มศักดิ์” กล่าวอีกว่า อีกหนึ่งเรื่องที่ อว.ดำเนินการคือ การพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (reinventing university) ตอนนี้มีการแบ่งกลุ่มมหาวิทยาลัยกว่า 61 แห่ง เป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มการพัฒนาการวิจัยระดับแนวหน้าของโลก 2.กลุ่มการพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม 3.กลุ่มการพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่ 4.กลุ่มการพัฒนาปัญญาและคุณธรรมด้วยหลักศาสนา 5.กลุ่มการผลิตและพัฒนาบุคลากรวิชาชีพและสาขาเฉพาะ เป็นต้น

ทั้ง 5 กลุ่มมีการประกาศรายชื่อมหาวิทยาลัยไปแล้วว่าอยู่กลุ่มไหนบ้าง ทั้งนั้น เพื่อให้มหาวิทยาลัยดำเนินการตามความถนัดของแต่ละสถาบัน เช่น ในกลุ่มแรกที่เป็นแนวหน้าด้านงานวิจัย ก็จะมีทั้งจุฬาฯ ขอนแก่น เกษตรศาสตร์ และอื่น ๆ จะเห็นว่าในกลุ่มนี้มีการพัฒนางานวิจัยที่โดดเด่นเยอะมาก หรือในกลุ่มที่ 3 พัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่ ก็จะเป็นกลุ่มราชภัฏ ที่มีจุดเด่นการทำงานร่วมกับชุมชน มีความใกล้ชิดกับชุมชน ฯลฯ

“อย่างไรก็ตาม หลังจากเสนอ 2 โครงการนี้ไป ภาคเอกชนให้ความเห็นว่า เรามาถูกทางแล้ว เพียงแต่ยังเป็นช่วงเริ่มต้น ก็อาจต้องใช้ระยะเวลาในการสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อไป ซึ่งจะเน้นไปที่ด้านการพัฒนาหลักสูตร เน้นเชิงปฏิบัติการควบคู่ทฤษฎีทำงานได้จริง ซึ่งหลังจากที่เราผลักดันโครงการเหล่านี้ ก็เริ่มเห็นผลชัดเจนว่าอันดับมหาวิทยาลัยของไทยเริ่มอยู่ใน rangking ที่ดีขึ้นของโลก”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...