โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [นิยายแปล]

นิยาย Dek-D

อัพเดต 26 พ.ค. 2567 เวลา 13.15 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2567 เวลา 13.15 น. • Jinovel
ฮองเฮาข้ามมิติผู้นี้ รักระบบของเทพอาหารจะแย่อยู่แล้ว ช่างเป็นระบบที่สร้างขึ้นสำหรับวายร้ายจอมตะกละอย่างนางโดยแท้เชียว!

ข้อมูลเบื้องต้น

เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ :Beijing zhuochuang Junan Digital Media Technology Co.,Ltd

ประพันธ์โดย :楚鲤(Chǔ lǐ)

ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย :Glory Forever Public Co.,LTD

บรรณาธิการ:ไพสิฐ ต่วนขำ

แปลภาษาไทยโดย :เมี่ยวเมี่ยว(โสภา ลู่เจริญวงศ์)

พิสูจน์อักษร :ณัฏฐา ไชยสงเคราะห์

‘เฟิ่งเฉี่ยน’ ถึงกับหมดคำพูดไปอึดใจหนึ่ง

นางไม่เพียงแต่ทะลุมิติข้ามเวลามาเท่านั้น..

แต่ยังได้มีสามีเป็นฮ่องเต้ผู้เย็นชา(และลูกน้อยผู้น่ารัก) เป็นตัวเป็นตนอีกด้วย!

.

การอยู่ในร่างฮองเฮาผู้อวดดี ทำให้นางมีศัตรูรายล้อมจนลมแทบจับ

ทว่าในฐานะ(อดีต)มือสังหารอันดับหนึ่งของใต้ดิน

นี่ไม่ถือว่าเป็นปัญหาเลยด้วยซ้ำ

เพราะจุดอ่อนเพียงอย่างเดียวของนางก็คือ…เรื่องกินต่างหาก!

.

การจะได้ลิ้มลองข้าวผัดไข่อันโอชะ มีเพียงการหาวัตถุดิบเทพให้ได้

ทั้งการกินอาหารจากวัตถุดิบเทพในมิตินี้ เป็นสิ่งที่ผู้คนปรารถนาเป็นที่สุด

.

แต่!! ในเมื่อนางมาเกิดใหม่พร้อมระบบเทพอาหาร นางจะกลัวอะไร?

ไม่ว่าจะเจออุปสรรคมากมายขนาดไหน

ฮองเฮาเฟิ่งเฉี่ยนผู้นี้ จะเป็นเทพอาหารที่ทุกคนในหลิงอวิ๋นต้าลู่

ต้องยอมศิโรราบให้.. แต่โดยดี (มั้ง)

ขอแนะนำนิยายสนุกๆ คัดสรรค์มาเพื่อคุณท่านโดยเฉพาะ
อยากอ่านเรื่องไหน จิ้มได้เลย <3

สามีผู้เอาเปรียบ

เฟิ่งเฉี่ยนนั่งอยู่ในศาลาริมทะเลสาบ ดวงตาทั้งคู่ของนางมองดวงหน้าอันไม่คุ้นเคยเหล่านั้นด้วยความงงงัน เส้นเลือดบริเวณขมับเต้นตุบเป็นพักๆ

“ฝ่าบาท เพื่อกระชับไมตรีระหว่างสองแว่นแคว้น ทางแคว้นหนานเยียนของพวกเราจึงได้ส่งตัวองค์หญิงหลานซินมาเพื่อแต่งงานกระชับความสัมพันธ์เป็นการเฉพาะ นี่เพิ่งจะเข้าวังมาได้ไม่ถึงหนึ่งวันกลับได้รับการดูถูกดูหมิ่นเยี่ยงนี้ ข้าขอบังอาจทูลถามฝ่าบาท นี่มันเหตุผลอันใดกันพ่ะย่ะค่ะ?” เบื้องหน้าคือขุนนางนอกราชสำนักที่พูดด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่งและแฝงท่าทีวางอำนาจ

ข้างกายของเขามีสตรีรูปร่างบอบบางในอาภรณ์ของราชสำนักกำลังนั่งก้มหน้าสะอึกสะอื้นอยู่ บนใบหน้างดงามนั้นมีรอยนิ้วมือสี่นิ้วปรากฏให้เห็นชัดเจน ดูแล้วช่างน่าเวทนา

นี่กำลังแสดงละครฉากใดกัน? ดูเหมือนเกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้นจริงๆ ฝีมือการแต่งหน้าจากฝ่ายคอสตูมของสาวงามนางนั้นเหมือนจริงเหลือเกิน เพราะว่ารอยฝ่ามือที่ประทับอยู่บนใบหน้าราวกับถูกแต่งออกมาได้เสมือนจริง!

อย่างกับกองถ่ายละคร!

ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น เสียงหัวเราะเบาๆ ก็ถูกเปล่งออกมาจากริมฝีปากของเฟิ่งเฉี่ยน แม้จะรู้สึกปวดแสบปวดร้อนบริเวณใบหน้า เมื่อเงยหน้าขึ้นจึงพบว่ามีสายตาสิบกว่าคู่กำลังมองตรงมาที่นาง

ขุนนางนอกราชสำนักคนนั้นถึงกับหน้าแดงด้วยโทสะและเอ่ยน้ำเสียงสูงขึ้นอีกสองคีย์ “หากฝ่าบาทมิอาจให้คำตอบที่น่าพอใจได้ แคว้นหนานเยียนของพวกเราจำต้องใช้กำลังทางทหารของแคว้นเพื่อล้างความอับอายให้กับองค์หญิง!”

หัวคิ้วของเฟิ่งเฉี่ยนกระตุกเล็กน้อย เอ๊ะ นี่ไม่ใช่กองถ่ายละคร ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง!

นาง…ดูเหมือนนางจะทะลุมิติมาแล้ว!

เฟิ่งเฉียนรู้สึกเหมือนศีรษะของตัวเองพองโตขึ้น ความทรงจำของคนอีกคนหนึ่งไหลบ่าเข้ามาในสมองของนางราวกับคลื่นกระแสน้ำในทะเลสาบอย่างไรอย่างนั้น นางพลันพบว่า แท้ที่จริงแล้วตนก็คือคนที่พวกเขาเหล่านั้นกำลังกล่าวถึง…ฮองเฮาแห่งแคว้นเป่ยเยียน เฟิ่งเฉี่ยน!

นางตวัดสายตาไปมองบุรุษที่อยู่ในอาภรณ์สีเหลืองขมิ้นข้างกายตนปราดหนึ่ง บนศีรษะของเขาสวมมงกุฎทองคำ เอวคาดด้วยผ้าไหมสีทองประดับด้วยเพชรนิลจินดา ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแสงหรือเป็นเพราะเขารูปงามเกินไป เฟิ่งเฉี่ยนรู้สึกเพียงว่าแสงสีทองที่เปล่งออกมาจากร่างของเขาทำให้บาดตาผู้คนจนมิกล้ามองเขาตรงๆ

เขานั่งอย่างสง่างามอยู่ที่นั่น ไม่เคลื่อนไหวแม้แต่น้อย ทว่าองคาพยพทั้งห้าบนใบหน้าที่โดดเด่นเปี่ยมไปด้วยอำนาจและบารมีของฮ่องเต้ผู้ครอบครองใต้หล้า ไม่ว่าผู้ใดล้วนต้องคุกเข่าแทบเท้าของเขา…

คนที่นั่งอยู่ข้างกายเขารู้สึกเหมือนนั่งอยู่ข้างภูเขาน้ำแข็งลูกหนึ่ง ไอเย็นยะเยือกนั้นสัมผัสกับผิวกาย กระทั่งลมหายใจยังแทบจะแข็งค้างอยู่ในอก

เขาคือฮ่องเต้แห่งแคว้นเป่ยเยียน เซวียนหยวนเช่อ!

ตามตำนานได้กล่าวถึงเขาว่าเป็นฮ่องเต้ที่ขึ้นครองราชย์ขณะที่พระชนมายุได้เพียงสิบหกชันษา เป็นฮ่องเต้ที่ทรงพระเยาว์ที่สุดในประวัติศาสตร์ และเป็นฮ่องเต้ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือแห่งยุค

เฟิ่งเฉี่ยนถึงกับหมดคำพูดไปอึดใจหนึ่ง นางไม่เพียงแต่ทะลุมิติข้ามเวลามาเท่านั้น ซ้ำยังได้สามีผู้เอาเปรียบมาด้วยอีกคนหนึ่ง!

ไม่รอให้เซวียนหยวนเช่อเอ่ยปาก สตรีวัยกลางคนที่นั่งหน้าตึงอยู่อีกด้านหนึ่งเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อนว่า “ท่านทูตระงับโทสะก่อนเถิด! ฮองเฮาไม่รู้ผ่อนหนักผ่อนเบา ทำให้องค์หญิงหลานซินต้องได้รับความไม่เป็นธรรม เรื่องนี้อายเจียจะให้ความเป็นธรรมแน่นอน!”

ทันทีที่ได้ยินคำพูดนี้ ขุนนางนอกราชสำนักผู้นั้นถึงกับมีสีหน้าลำพองใจขึ้นมาหลายส่วน “หากเป็นเช่นนี้ดียิ่ง ขอฝ่าบาทและไทเฮาทรงตัดสินพระทัยโดยเร่งด่วน หาไม่แล้วข้อพิพาทระหว่างสองแคว้นคงต้องไกล่เกลี่ยกันในสนามรบ!”

ไทเฮาหันหน้ามองไปทางเซวียนหยวนเช่อ แววตานั้นแฝงไปได้ด้วยความยำเกรงและหวาดกลัว “ฮ่องเต้ พระองค์จะว่าอย่างไร?”

เซวียนหยวนเช่อนิ่งไปครู่หนึ่ง ใบหน้างดงามราวรูปปั้นแกะสลักอันเย็นชานั้นมองไปทางเฟิ่งเฉี่ยน สายตานั้นเพียงแค่ปรายตามองผ่านไปเท่านั้น “ฮองเฮา เจ้ารู้ความผิดของตนหรือไม่?”

เฟิ่งเฉี่ยนพลันรู้สึกตัวเงยหน้าขึ้น ก็ประสานเข้ากับดวงตาเย็นชาเฉกเช่นหิมะในช่วงเวลาก่อนวสันตฤดูมาเยือนคู่หนึ่ง ความเยียบเย็นนั้นส่งผ่านเข้ามาถึงจิตใจ หัวใจของนางเย็นวาบ พร้อมๆ กับกำแพงป้องกันที่ก่อตัวขึ้น

บุรุษคนนี้ช่างมีบุคลิกกดข่มผู้อื่นเหลือเกิน!

ในความทรงจำของนาง บุรุษที่มีบุคลิกยิ่งใหญ่เช่นนี้เท่าที่นางเคยพบมาก็คือหมอจิตแพทย์รุ่นพี่ของนาง ลั่วปิง ครั้งนั้นนางได้ล่วงเกินบุคคลสำคัญที่มีอำนาจทางการเมือง บุคคลสำคัญทางการเมืองผู้นั้นจึงได้ตั้งรางวัลนำจับเพื่อให้นักฆ่ามาเอาชีวิตนาง รุ่นพี่เล่นงานนักฆ่าระดับยอดฝีมือสิบคนด้วยเข็มเงินเพียงเล่มเดียวทิ่มแทงพวกเขาเสียจนปัสสาวะราด เมื่อวงการนักฆ่าที่ได้ยินข่าวการตายดังกล่าว จึงไม่มีนักฆ่ากล้ารับงานตามรางวัลนำจับนั้นอีก!

นาทีนั้น นางรู้สึกว่ารุ่นพี่เท่สุดๆ!

เวลานี้เมื่อเปรียบเทียบบุคลิกของบุรุษตรงหน้ากับรุ่นพี่ของนางแล้ว…

สัญชาตญาณบอกกับนางว่า บุรุษคนนี้เป็นคนอันตรายอย่างร้ายกาจทีเดียว!

ทว่านางในฐานะ จิ้งจอกเงิน มือสังหารอันดับหนึ่งของวงการนักฆ่าใต้ดิน คนอันตรายประเภทใดบ้างที่นางไม่เคยพานพบมาก่อน แล้วนางจะเกรงกลัวเขาหรือ?

ขณะที่กำลังขบคิดว่าจะตอบอย่างไรดี พลันมีเสียงตุบดังขึ้น สาวใช้ข้างกายคุกเข่าพร้อมทั้งโขกศีรษะลงกับพื้น “ฝ่าบาท เหนียงเหนียงเพียงแค่พลั้งมือโดยมิได้ตั้งใจเพคะ! อีกทั้งเหนียงเหนียงเพิ่งฟื้นขึ้นมา เกรงว่าจะยังไม่ฟื้นคืนสติอย่างเต็มที่เพคะ…”

“บังอาจ! ฝ่าบาทกำลังตรัส เจ้าซึ่งเป็นเพียงบ่าวคนหนึ่งจะพูดแทรกได้อย่างไร?” ขุนนางนอกราชสำนักผู้นั้นก้าวออกมาพูดด้วยสีหน้าเย็นชาและน้ำเสียงดุดัน

เฟิ่งเฉี่ยนคิ้วกระตุก ดวงตาดำขลับนั้นหรี่ลงอย่างอันตราย…

พยัคฆ์ไม่แสดงอำนาจ ก็คิดว่าข้าเป็นแมวป่วยหรือ?

นางพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “เจ้าต่างหากที่บังอาจ! ที่นี่คือตำหนักในของแคว้นเป่ยเยียน เจ้าในฐานะทูตของแคว้นหนานเยียน มีสิทธิ์อะไรมาพูดแทรก?”

ขุนนางนอกราชสำนักหน้าแดงก่ำ “เจ้า…”

เฟิ่งเฉี่ยนแค่นหัวเราะเสียงเย็น “ในเมื่อองค์หญิงของพวกเจ้าเข้ามาอยู่ในตำหนักในของแคว้นเป่ยเยียนของเรา เรื่องภายในตำหนักในนับเป็นเรื่องภายในเรือนของฝ่าบาท หากต้องการปรึกษาหารือเรื่องระหว่างแคว้น ก่อนอื่นต้องเชิญองค์หญิงของเจ้ากลับไปแคว้นหนานเยียนแล้วค่อยส่งทูตมาเจรจา! หาไม่แล้วก็หุบปากสุนัขของเจ้าซะ เอะอะโวยวาย ช่างน่ารำคาญใจนัก!”

คนทั้งหมดที่ได้ยินคำพูดนี้ได้แต่ตกตะลึงตาค้าง สายลมบางๆ พัดเข้ามาจากทะเลสาบ ส่งผลให้บรรยากาศรอบข้างกลายเป็นความเงียบสงบอย่างผิดสามัญ

“เจ้า…เจ้า…ทำให้ข้าโมโหแทบตาย!” ขุนนางนอกราชสำนักชี้เฟิ่งเฉี่ยนด้วยนิ้วมือที่สั่นระริก แววตาของเขาสุมด้วยเปลวเพลิงที่แทบจะพ่นไฟออกมาอยู่แล้ว

เซวียนหยวนเช่อไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ทางสีหน้า ทว่าในดวงตากลับทอประกายวูบ สายตาเย็นชานั้นราวกับกระบี่คมกริบที่ค่อยๆ กระเทาะนางออกมา

ฮองเฮาผู้โอ้อวดถือดี หน้าอกใหญ่ทว่าไร้สมอง กลายเป็นคนมีความคิดลึกซึ้ง คำพูดแต่ละคำล้วนแสดงให้เห็นถึงความคิดที่ตกผลึกเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?

ทว่าเพียงแค่สามวินาทีสั้นๆ เท่านั้น เขาไม่เสียเวลาที่จะมองอีก คนที่รู้จักอุปนิสัยของเขาดีล้วนรู้ว่าเขากำลังจะสิ้นความอดทน

องค์หญิงหลานซินพลันคุกเข่าลงกับพื้นดังตุบด้วยดวงตาที่เอ่อคลอไปด้วยน้ำตา “ฝ่าบาท ในเมื่อหม่อมฉันแต่งเข้ามาในตำหนักในของแคว้นเป่ยเยียนแล้ว ย่อมต้องเป็นคนของแคว้นเป่ยเยียน หม่อมฉันเพียงแค่ต้องการทวงความเป็นธรรมให้กับตนเอง หรือมีฐานะเป็นฮองเฮาก็สามารถเหยียบย่ำสนมของตำหนักในได้ตามอำเภอใจหรือเพคะ?”

นางกวาดสายตามองเหล่าสนมชายาของตำหนักในที่อยู่ด้านนอกศาลาริมทะเลสาบ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเห็นอกเห็นใจ “เท่าที่หม่อมฉันรู้มา ในยามปกติฮองเฮาแสดงอำนาจบาตรใหญ่ภายในตำหนักในอยู่เสมอ บรรดาพี่สาวน้องสาวในตำหนักในต่างต้องถูกกดขี่ข่มเหง ได้แต่โมโหแต่ไม่กล้าพูดจา วันนี้หม่อมฉันก้าวออกมาพูดเพื่อทวงความเป็นธรรมให้กับบรรดาพี่สาวน้องสาวทั้งหมดของตำหนักใน ต่อให้ต้องได้รับการลงโทษเพราะสาเหตุนี้ หม่อมฉันก็จะไม่หลบเลี่ยงเพคะ!”

ช่างเป็นคำพูดที่แสดงถึงความใจกว้างและจูงใจคนได้อย่างดีเยี่ยม เหล่าสนมชายาได้ยินเช่นนี้ล้วนส่งสายตาซาบซึ้งใจและเลื่อมใสไปให้นาง

----------------------

พลาดไม่ได้! อ่าน ‘ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง’
และนิยายจาก Jinovel ทั้งหมด ทุกเรื่อง ทุกตอน ไม่จำกัด
เพียง 99 บาท/ เดือน คลิกเลย > https://bit.ly/3Sdgi8o

.

หากคุณท่านชอบนิยายเรื่องนี้ สามารถกดติดตาม
เพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ๆได้ที่นี่เลยค่า~ >/\<

> จิ้มตรงนี้เพื่อติดตาม <

.

ขอแนะนำนิยายสนุกๆ คัดสรรค์มาเพื่อคุณท่านโดยเฉพาะ
อยากอ่านเรื่องไหน จิ้มได้เลย <3

ตบหน้าองค์หญิง

เฟิ่งเฉี่ยนอดทอดถอนใจไม่ได้ ในอดีตฮองเฮาได้สร้างความเกลียดชังให้กับผู้คนมากมายเพียงใดกันนะ!

ทว่านางคงไม่ได้มองข้ามประเด็นสำคัญอย่างหนึ่ง…

เหตุใดนางจึงข้ามเวลาทะลุมิติมาได้? นั่นเป็นเพราะเจ้าของร่างเดิมเสียชีวิตไปแล้ว!

ฮองเฮาเพียงแค่ตบหน้าองค์หญิงไปเพียงหนึ่งฉาด ทว่าองค์หญิงกลับซัดฝ่ามือเข้ามาที่หน้าอกของฮองเฮาหมายต้องการเอาชีวิตของนาง!

เมื่อเปรียบเทียบเช่นนี้ อย่าได้กล่าวถึงการตบองค์หญิงเพียงหนึ่งฉาด ต่อให้ต้องสังหารองค์หญิงเพื่อเป็นการชดใช้ด้วยชีวิตก็ถือว่าไม่เกินไป!

ไทเฮาได้ยินคำพูดขององค์หญิงหลานซิน นางหวั่นไหวทันทีอีกทั้งมารดาผู้ให้กำเนิดองค์หญิงหลานซินเป็นพี่สาวแท้ๆ ของนาง นางย่อมต้องมีใจเอนเอียงไปเข้าข้างหลานสาวของตนเอง “องค์หญิงลุกขึ้นเถิด! องค์หญิงไม่ได้รับความเป็นธรรม อายเจีย[1]จะต้องคืนความเป็นธรรมให้เจ้าแน่นอน!”

“ขอบพระทัยไทเฮาเพคะ” องค์หญิงหลานซินซาบซึ้งใจจนน้ำตาไหลพราก ขณะที่ลุกขึ้นใบหน้าก้มต่ำ มุมปากของนางปรากฏให้เห็นรอยยิ้มลำพองใจที่สังเกตได้ยากยิ่ง

ไทเฮาหันมาใช้น้ำเสียงเข้มงวดกับเฟิ่งเฉี่ยน “ฮองเฮา เจ้าตบตีคนแล้วไม่สำนึกผิด ซ้ำยังทำราวกับเป็นเรื่องสมเหตุสมผล ในสายตาของเจ้ายังมีกฎระเบียบของวังหลวงอยู่หรือไม่? อายเจียสั่งให้เจ้าขอขมาองค์หญิงเดี๋ยวนี้!”

“หากหม่อมฉันไม่ยอมขอขมาเล่าเพคะ?” เฟิ่งเฉี่ยนยิ้มบางๆ มองตอบกลับไปอย่างไร้ซึ่งความเกรงกลัว นางรู้ว่าตนเองยังคงเป็นฝ่ายถือไพ่ที่เหนือกว่า ไพ่ใบแรกของนางคือพินัยกรรมของอดีตฮ่องเต้ ก่อนหน้าที่อดีตฮ่องเต้จะทรงเสด็จสวรรคตได้เขียนพินัยกรรมไว้ฉบับหนึ่ง คือพระราชทานสมรสนางให้แก่เซวียนหยวนเช่อ อีกทั้งยังไม่อนุญาตให้เซวียนหยวนเช่อปลดฮองเฮา! ไพ่ใบที่สองของนางคือบิดาของนางเอง เขาก็คืออัครมหาเสนาบดี เฟิ่งชาง! ผู้อยู่ใต้คนเพียงคนเดียวแต่อยู่เหนือคนนับหมื่น พินัยกรรมของอดีตฮ่องเต้เพียงส่งให้นางขึ้นสู่ตำแหน่งฮองเฮา แต่บิดาของนางต่างหากที่ส่งให้นางทำอะไรตามอำเภอใจในตำหนักในได้!

แม้ก่อนหน้านี้นางจะดูถูกดูแคลนคนที่ชอบอาศัยบารมีของบิดา ทว่าเวลานี้นางมีบิดาที่สู้ผู้อื่นได้ ไฉนจะไม่ใช้ประโยชน์เล่า?

ไทเฮามีสีหน้าอึมครึมขณะมองนางด้วยโทสะ “หากเจ้าไม่ขอขมา ให้ส่งตัวเจ้าเข้าตำหนักเย็น หันหน้าเข้ากำแพงพิจารณาตัวเองเป็นเวลาหนึ่งเดือน!”

พูดแล้วนางลอบมองไปทางเซวียนหยวนเช่อปราดหนึ่ง เห็นสีหน้าของเขายังคงเหมือนเดิม ริมฝีปากบางนั้นเม้มแน่น ไม่แสดงท่าทีโกรธเคือง นางจึงลอบพรูลมหายใจอย่างโล่งอก

ขนตาหนาดกเป็นแพกระพือเบาๆ ราวกับพัด เมื่อช้อนตาขึ้นอีกครั้งในแววตาของเฟิ่งเฉี่ยนกระจ่างใส “ได้ หม่อมฉันขอขมา”

ไทเฮาตกตะลึง ท่าทีของฮองเฮาเปลี่ยนแปลงเร็วเช่นนี้ นางกลับเป็นฝ่ายรู้สึกไม่คุ้นเคยเสียเอง

ขุนนางนอกราชสำนักเพิ่งจะเก็บอัดโทสะไว้เต็มท้อง เวลานี้เห็นนางยอมอ่อนข้อให้ คิ้วจึงคลายตัวลงพร้อมกับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงโอ้อวดถือดี “ตามกฎระเบียบของแคว้นหนานเยียนของพวกเรา การขอขมาองค์หญิงต้องคุกเข่าสามครั้งโขกศีรษะเก้าครั้ง จึงจะนับว่าได้ว่าทำอย่างถูกต้องตามประเพณี!”

บรรดาสนมชายาได้ยินแล้ว แต่ละนางล้วนมีสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องรอดูละครฉากสำคัญ

องค์หญิงหลานซินลอบมองไทเฮาและฮ่องเต้ที่ประทับอยู่เบื้องบน เห็นคนทั้งสองมิได้มีท่าทีขัดขวาง มุมปากจึงยกขึ้นสูงด้วยรอยยิ้มได้ใจ

เฟิ่งเฉี่ยนกวาดสายตามองไปรอบๆ เพื่อจดจำสีหน้าและแววตาของคนทั้งหมดเอาไว้ นางพูดด้วยน้ำเสียงไม่แสดงความรู้สึกว่า “ได้ เช่นนั้นก็ทำตามกฎเกณฑ์ของแคว้นหนานเยียน…”

ท่ามกลางสายตาของทุกคน เฟิ่งเฉี่ยนก้าวเข้าไปหาองค์หญิงหลานซินทีละก้าวๆ นางยอบกายลงเล็กน้อย จากนั้นค่อยๆ โน้มศีรษะและคอที่ตั้งตรงของนางลงช้าๆ…

สาวใช้น้ำตาเอ่อคลอเต็มดวงตารู้สึกปวดใจอย่างที่สุด “เหนียงเหนียง…”

ดวงตาขององค์หญิงหลานซินปรากฎให้เห็นรอยยิ้มของผู้กำชัยชนะ ผู้ใดกล่าวว่าฮองเฮาของแคว้นเป่ยเยียนแตะต้องไม่ได้ ผู้ใดกล่าวว่าเมื่อนางมาถึงวังหลวงของแคว้นเป่ยเยียนแล้วไม่ว่าจะทำอะไรล้วนต้องดูสีหน้าฮองเฮา? ฮองเฮาผู้อวดดีคนนั้นที่จริงแล้วโง่เขลาแทบแย่ นางเพียงแค่ใช้เล่ห์เหลี่ยมเล็กๆ น้อยๆ ก็เหยียบย่ำนางไว้ใต้ฝ่าเท้าได้แล้ว โดยที่แทบจะไม่ได้เสียแรงแม้แต่น้อย! หึๆ นับแต่นี้ต่อไป นางจะต้องเป็นคนสำคัญอันดับหนึ่งของตำหนักในแห่งนี้…

ขณะที่กำลังคิดอย่างลำพองใจอยู่นั้น คนที่กำลังค่อยๆ คุกเข่าลงช้าๆ ตรงหน้าพลันเงยหน้าขึ้น

ริมฝีปากของเฟิ่งเฉี่ยนคลี่ออกเล็กน้อย ราวกับดอกฝิ่นที่กำลังเตรียมจะเบ่งบานในยามราตรี ชั่วร้ายสามส่วน เปี่ยมเสน่ห์เจ็ดส่วน!

หัวใจขององค์หญิงหลานซินเต้นผิดไปหนึ่งจังหวะ สัญชาตญาณของนางบอกตนเองว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง ทว่าสายเกินไปเสียแล้ว…

เพียะๆๆๆๆๆๆๆๆๆ… เสียงฝ่ามือตบฉาดลงบนใบหน้าสิบครั้งติดๆ กันดังเข้ามาในโสตประสาท!

ใบหน้างดงามนั้น รู้สึกปวดแสบปวดร้อนเป็นอย่างแรก ก่อนจะค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นชาไปทั้งแถบ จนกระทั่งไร้ซึ่งความรู้สึก องค์หญิงหลานซินถูกตบจนโง่งม นางประคองใบหน้าที่บวมปูดราวกับหัวสุกรยืนตะลึงอยู่ที่นั่น ลืมกระทั่งการตอบโต้

ชั่วขณะนั้นภายในศาลาริมทะเลสาบมีเพียงเสียงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ

ตกตะลึง เงียบงัน---

ดวงตาเย็นชาของเซวียนหยวนเช่อหรี่ลงเล็กน้อย เขามองเฟิ่งเฉี่ยนด้วยสายตาเหมือนคมดาบ ราวกับกำลังใช้สายตานั้นกรีดลงบนร่างของนางเป็นบาดแผล ไม่นานความเย็นชาในดวงตาสลายไป แทนที่เข้ามาคือความรังเกียจ! เขาเกลียดชังการแย่งชิงความโปรดปราน แต่เกลียดชังสตรีที่ชอบแย่งชิงความโปรดปรานยิ่งกว่า

เฟิ่งเฉี่ยนสัมผัสได้ถึงสายตารังเกียจของเขาทันที ในใจจึงรู้สึกไม่มีความสุขนัก นั่นเขาใช้สายตาอันใดกัน? ท่านคิดว่าข้าคิดจะแย่งชิงความโปรดปราน? ข้าไม่มีความคิดเช่นนั้นหรอกนะ!

มองไปรอบๆ อีกครั้ง เสียงของนางพลันดังขึ้นในศาลาริมทะเลสาบ “ตบหนึ่งครั้งก็คือตบ ตบสิบครั้งก็คือตบเช่นกัน! คิดจะให้ข้าก้มศีรษะขอขมาหรือ ชาติหน้าเถอะ!”

การตบหน้าสิบครั้งนี้ นางทำแทนเฟิ่งเฉี่ยนที่ต้องตายไป นับว่าเป็นการแก้แค้นแทนนาง

คนภายในศาลาต่างมองมาที่เฟิ่งเฉี่ยนที่ยืนอยู่กลางศาลาด้วยแววตาตื่นตระหนกราวกับกำลังเห็นปีศาจตนหนึ่ง

เฟิ่งเฉี่ยนไม่ใส่ใจคนเหล่านี้อีกต่อไป นางเดินเข้าไปหาสาวใช้ของตน แล้วพูดขึ้นเรียบๆ ประโยคหนึ่ง “ไปเถิด”

สาวใช้อ้าปากกว้างราวกับกำลังสำลักน้ำลายของตนเอง และถามขึ้นว่า “ไป…ไปไหนเพคะ?”

“ตำหนักเย็น!” นางกล่าวออกมาสามคำด้วยน้ำเสียงไม่แยแส เฟิ่งเฉี่ยนหมุนตัวเดินออกไปจากศาลารับลมด้วยตนเอง

[1] อายเจีย แปลว่า ผู้น่าสงสาร เพราะเป็นม่ายร้างพระสวามี เป็นคำเรียกแทนตัวเองของไทเฮา และฮองไทเฮา (จะไม่ใช้คำว่า เปิ่นกง เหมือนฮองเฮา)

----------------------

พลาดไม่ได้! อ่าน ‘ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง’
และนิยายจาก Jinovel ทั้งหมด ทุกเรื่อง ทุกตอน ไม่จำกัด
เพียง 99 บาท/ เดือน คลิกเลย > https://bit.ly/3Sdgi8o

.

หากคุณท่านชอบนิยายเรื่องนี้ สามารถกดติดตาม
เพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ๆได้ที่นี่เลยค่า~ >/\<

> จิ้มตรงนี้เพื่อติดตาม <

.

ขอแนะนำนิยายสนุกๆ คัดสรรค์มาเพื่อคุณท่านโดยเฉพาะ
อยากอ่านเรื่องไหน จิ้มได้เลย <3

อันตรายของตำหนักเย็น

ตำหนักเย็น ไม่เสียชื่อของตำหนักเย็น ภายในนั้นทั้งหนาวและชื้น

สาวใช้เดินน้ำตาตกมาตลอดทาง “เหนียงเหนียง ท่านสูงศักดิ์เยี่ยงนี้ ไฉนจะมาพำนักอยู่ในสถานที่เช่นนี้ได้เพคะ หรือท่านจะลองอ้อนวอนฝ่าบาทอีกสักครั้ง ใช้ไม้อ่อนกับฝ่าบาท ฝ่าบาทต้องเห็นแก่หน้าใต้เท้าอัครมหาเสนาบดีย่อมไม่ทำอันใดกับท่านแน่นอนเพคะ…”

สาวใช้นางนี้มีนามว่า จื่อซู เป็นสาวใช้คนสนิทที่ครอบครัวเฟิ่งเฉี่ยนส่งตัวมา ซื่อสัตย์จงรักภักดีกับนางอย่างมาก มีข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือขี้บ่นเกินไป

“ข้าเห็นว่าที่นี่ก็ดี ทั้งกว้างขวางและเงียบสงบ นี่เป็นคฤหาสน์ชัดๆ” เฟิ่นเฉี่ยนเดินไปหยุดอยู่ริมเตียงที่เต็มไปด้วยใยแมงมุม เมื่อนางเลิกมุมผ้าห่มขึ้นกลับประสานสายตาเข้ากับดวงตาสีเขียวคู่หนึ่ง นางถึงกับชะงักงันอยู่กับที่!

สาวใช้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จึงก้าวเข้ามาเมียงมองก่อนจะตกใจจนหน้าขาวซีด นางร้องขึ้นด้วยความหวาดกลัว “อ๊าก! งู—“

งูเห่าที่ขดกายอยู่ใต้ผ้าห่มนั้นพลันตกใจ มันจึงยืดคอขึ้นมาป้องกันตนเองพร้อมกับส่งเสียงข่มขู่ดังฟู่ๆ ทั้งยังแลบลิ้นสีแดงดั่งเปลวเพลิงออกมา ราวกับจะพ่นเปลวไฟออกมาเพื่อชำระแค้นอย่างไรอย่างนั้น

“หุบปาก!” เฟิ่งเฉี่ยนตวาดเสียงเบาพร้อมกับดึงปิ่นปักผมบนศีรษะออกมาอันหนึ่ง ดวงตาทั้งคู่จ้องงูเห่าเขม็ง งูเห่าจ้องนางแน่นิ่งเช่นกัน หนึ่งคน หนึ่งงูประสานสายตาหยั่งเชิงกันอยู่เนิ่นนาน!

สาวใช้ยกมือทั้งคู่ปิดปากของตน นางหวาดกลัวเสียจนดวงตาเบิกกว้าง ร่างกายยืนอยู่กับที่สั่นเทิ้มไม่หยุด

เวลานี้เอง งูเห่าเป็นฝ่ายโจมตีก่อน มันยืดตัวขึ้นราวๆ สองเมตร หมายจะฉกนัยน์ตาของเฟิ่งเฉี่ยน!

วินาทีนั้นทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วยิ่งนัก ข้อมือของเฟิ่งเฉี่ยนสะบัดออกไป ปิ่นปักผมหลุดออกจากมือ ด้านที่แหลมคมของปิ่นปักผมส่องประกายสีเงินขณะแทงเข้าไปบริเวณเจ็ดชุ่นของงูเห่าอย่างแม่นยำ

ไม่มากไม่น้อย เหมาะเหม็งที่ตำแหน่งเจ็ดชุ่น

ทั้งเด็ดขาดและแม่นยำ!

งูเห่าที่เหินกายอยู่กลางอากาศร่วงลงบนพื้นดังตุบ ส่วนหัวของมันที่เป็นทรงกลมนั้นตกลงบนพื้นขาดใจตายทันที!

ตำหนักเย็นอันกว้างใหญ่เงียบเสียจนได้ยินเสียงเข็มตกลงบนพื้น สาวใช้ปิดดวงตาทั้งคู่ลงในวินาทีสุดท้าย เมื่อเวลาล่วงไปเนิ่นนานไม่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวใดๆ นางจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้นข้างหนึ่งเพื่อแอบดู ทว่ากลับเห็นฮองเฮายืนปลอดภัยดี ส่วนงูเห่ากลับขาดใจตาย

นางตกใจวิญญาณแทบหลุดจากร่าง ดวงตากลมเบิกกว้าง “เหนียงเหนียง ท่านไม่เป็นอะไรนะเพคะ ท่าน…ท่านทำได้อย่างไรกันเพคะ” ช่างร้ายกาจยิ่งนัก!

เฟิ่งเฉี่ยนไม่ได้อธิบาย แต่กลับถามนางว่า “เจ้ามีตะบันไฟติดตัวมาหรือไม่”

สาวใช้ตะลึงงันเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า

เฟิ่งเฉี่ยนหยิบตะบันไฟแล้วมองหาท่อนไม้จากด้านนอก นางทำทุกอย่างด้วยความคล่องแคล่ว เมื่อนำท่อนไม้มาเป็นเชื้อเพลิง นางก็จุดไฟลงบนท่อนไม้ทำเป็นคบไฟเพื่อตรวจสอบภายนอกและภายในตำหนักเย็น งู แมลง หนู และมดล้วนกลัวไฟ พวกมันพากันหนีตายกันอย่างลนลาน หลังจากเวลาผ่านไปราวๆ หนึ่งชั่วยาม จึงพอจะนับได้ว่าขับไล่งู แมลง หนู มดออกไปได้เจ็ดแปดส่วน

ไม่แปลกที่บรรดาสนมชายาล้วนกลัวการเข้ามาอยู่ในตำหนักเย็น สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ให้คนอยู่จริงๆ!

ทว่าในฐานะมือสังหารอันดับหนึ่งของโลกใต้ดิน เฟิ่งเฉี่ยนดำเนินชีวิตเยี่ยงคนไร้บ้านมาโดยตลอด ในสภาพป่า ในภูมิอากาศร้อน ทะเลทรายอันแห้งแล้ง ภูเขาหิมะสูงลิบ ป้อมปราการโบราณของกลางศตวรรษ…นางล้วนเคยอยู่มาแล้วทั้งสิ้น

นางเป็นคนปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดล้วนอยู่ได้อย่างเป็นสุข ดังนั้นตำหนักเย็นสำหรับนางแล้วนั้นไม่นับเป็นอะไรได้ ในทางตรงกันข้ามนางกลับสัมผัสได้ถึงความสงบ!

“ข้าหิวแล้ว ไปทำบะหมี่ให้ข้ากินสักถ้วนเถิด”

“บ่าวจะไปเดี๋ยวนี้เพคะ”

ในฐานะนักฆ่าที่เปี่ยมไปด้วยทักษะการลอบสังหาร การแปลงโฉม การสะกดรอยตาม และการหลบหนี เฟิ่งเฉี่ยนแตกฉานในทุกสิ่งอย่าง จุดอ่อนเพียงอย่างเดียวของนางก็คือ…เรื่องกิน!

นางเป็นนักฆ่าที่มีชื่อเสียงเลื่องลือระบือไกลเรื่อง ความตะกละ!

ถึงขั้นที่ทั้งๆ รู้อยู่แก่ใจว่าบะหมี่ที่ปรุงออกมาจากห้องเครื่องชามนั้นถูกวางยาพิษ นางก็ยังใจกล้ากินจนหมดชาม แล้วลากสังขารที่เหลือเพียงลมหายใจเฮือกสุดท้ายไปหารุ่นพี่เพื่อให้เขาช่วยนางถอนพิษ

จอมตะกละที่ไม่สนใจกระทั่งชีวิตของตนเอง นอกจากนางแล้ว บนโลกนี้ยังหาใครอื่นไม่ได้

ดังนั้นรุ่นพี่ของนางมักจะพูดว่า หากมีวันใดวันหนึ่งที่นางต้องเอาชีวิตเล็กๆ มาทิ้ง ย่อมต้องมีสาเหตุมาจากปากของนางเป็นแน่ ปรากฏว่าคำพูดของรุ่นพี่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นความจริง เพียงแต่นางมิได้ถูกวางยาพิษจนถึงแก่ความตาย และยังไม่จุกตาย ทว่านางกลับพบกับภัยทางอากาศเมื่อเดินทางไปร่วมงานเลี้ยงในวังหลวงของรัฐภูฐานส่งผลให้วิญญาณเกือบหลุดออกจากร่าง

เวลาเพียงชั่วพริบตา นางได้มาถึงวังหลวงของแคว้นเป่ยเยียน กลายเป็นฮองเฮาของที่นี่ โชคชะตาช่างเป็นสิ่งมหัศจรรย์ยิ่งนัก!

จะกล่าวว่าแคว้นเป่ยเยียนเป็นแคว้นใหญ่ก็ไม่ใหญ่เล็กก็ไม่เล็ก มีหัวเมืองสิบกว่าเมือง ล้อมรอบ เป่ยเยียนถือเป็นมณฑลหนึ่งที่อยู่ภายใต้การปกครองของต้าเยียนเท่านั้น เบื้องบนแคว้นต้าเยียนยังมีอาณาจักรซิงฮั่น หลิงอวิ๋นต้าลู่ สามอาณาจักรที่รวมอยู่ด้วยกัน หากต้องการค้นหาอาณาจักรของเป่ยเยียนบนแผนที่ของหลิงอวิ๋นต้าลู่แล้วละก็ เป่ยเยียนมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วเหลือง เล็กเสียจนน่าสงสาร

ทว่าสำหรับเฟิ่งเฉี่ยนแล้วนั้น ที่นี่เป็นโลกแปลกใหม่สำหรับนาง ลำพังเพียงแค่วังหลวงของแคว้นเป่ยเยียนก็เป็นอุปสรรคสำหรับนางแล้ว

ตามสถานการณ์ในตอนนี้ของนาง คิดจะปลีกตัวให้หลุดพ้นจากความยุ่งยากในวังหลวงของแคว้นเป่ยเยียนยังเป็นเรื่องยาก

แต่นางเชื่อว่าต้องมีสักวันหนึ่งที่นางจะไปจากวังหลวงของแคว้นเป่ยเยียนสำเร็จ นางปรารถนาที่จะใช้ชีวิตอิสระเสรีอย่างที่นางต้องการ!

ฮองเฮาอันใด บุตรสาวของอัครมหาเสนาบดีอันใด เป็นเรื่องไร้สาระทั้งสิ้น! นาง เฟิ่งเฉี่ยนไม่เคยเป็นอย่างที่ใครต้องการ นางเป็นเพียงตัวนางเองเท่านั้น!

จื่อซูกลับมาหลังจากเวลาผ่านไปไม่นานนัก นางกลับมามือเปล่าและก้มหน้าต่ำ

“เหนียงเหนียง บ่าวกลับมาแล้วเพคะ”

แสงตาของเฟิ่งเฉี่ยนหม่นวูบ นางเดินเข้าใกล้จื่อซูแล้วใช้ปลายนิ้วเชยคางของจื่อซูขึ้นมา บังคับให้นางเงยหน้าขึ้นประสานสายตา แล้วถามด้วยน้ำเสียงเน้นหนักทีละคำ “เป็นฝีมือใคร”

รัศมีเข่นฆ่าอันรุนแรงราวกับภูเขาลูกใหญ่นั้นกดดันลงมา จื่อซูกระพริบตาด้วยความหวาดกลัว รอยฝ่ามือบนลำคอด้านขวาค่อยๆเปลี่ยน รูปบิดเบี้ยวเล็กน้อย

เหนียงเหนียง นาง…ไฉนจึงเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน น่ากลัวเหลือเกิน…

“พูด ใครตี”

จื่อซูกลืนน้ำลายลงคอ พร้อมกับส่ายหน้าเบาๆ “ไม่ ไม่มีใครเพคะ”

หลังจากมองนางนิ่งอยู่อึดใจหนึ่งเฟิ่งเฉี่ยนจึงคลายมือแล้วส่งเสียงร้องฮึ “ผู้อื่นรังแกข้า เจ้าก็รังแกข้าเช่นกัน”

“บ่าวมิกล้าเพคะ!” จื่อซูคุกเข่าลงบนพื้นด้วยความตื่นตระหนก “เป็น…เป็นหลี่หมัวมัวในห้องเครื่องเพคะ! บ่าวไปแจ้งห้องเครื่องว่าต้องการบะหมี่ชามหนึ่ง หลี่หมัวมัวกลับพูดว่าเวลานี้ฮองเฮาพำนักอยู่ในตำหนักเย็น ย่อมสมควรกินเพียงข้าวเหลือและอาหารที่เหลือเท่านั้น บ่าวโต้เถียงกับนาง นางจึงตบหน้าบ่าวฉาดหนึ่งเพคะ!”

เฟิ่งเฉี่ยนแค่นหัวเราะ “ใจกล้าไม่เบา! พูดว่าเปิ่นกงมีสิทธิ์กินได้แค่ข้าวเหลืออาหารเหลือเท่านั้น”

การต้องมาพำนักอาศัยอยู่ในรังงูรังมดของตำหนักเย็น นางอดทนอดกลั้นได้ แต่ไม่ให้นางกิน นี่เป็นเรื่องที่นางอดทนอดกลั้นไม่ได้!

แขนเสื้อสะบัดออกไปดังพรึ่บ เฟิ่งเฉี่ยนเดินออกไปจากตำหนักเย็น จื่อซูคว้าแขนของนางเอาไว้อย่างร้อนใจ “ไม่ได้เพคะ เหนียงเหนียง! เวลานี้ท่านถูกฝ่าบาทกักบริเวณไว้ในตำหนักเย็น ไม่อาจออกไปด้านนอกตามอำเภอใจได้เพคะ”

เฟิ่นเฉี่ยนหัวเราะอย่างไม่ยี่หระ “หากข้าออกไปแล้วจะเป็นอย่างไร เขาจะสังหารข้าหรือไม่”

จื่อซูตะลึงงัน “โอ๊ะ…คงไม่เพคะ!”

เฟิ่นเฉี่ยนตวัดสายตา “ยังไม่นำทางอีก”

----------------------

พลาดไม่ได้! อ่าน ‘ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง’
และนิยายจาก Jinovel ทั้งหมด ทุกเรื่อง ทุกตอน ไม่จำกัด
เพียง 99 บาท/ เดือน คลิกเลย > https://bit.ly/3Sdgi8o

.

หากคุณท่านชอบนิยายเรื่องนี้ สามารถกดติดตาม
เพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ๆได้ที่นี่เลยค่า~ >/\<

> จิ้มตรงนี้เพื่อติดตาม <

.

ขอแนะนำนิยายสนุกๆ คัดสรรค์มาเพื่อคุณท่านโดยเฉพาะ
อยากอ่านเรื่องไหน จิ้มได้เลย <3

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...