โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ติดโซลาร์รูฟท็อปครบล้านหลัง ในปี 2570 เป็นไปได้ไหม กับภารกิจเปลี่ยนผ่านพลังงานประเทศ

The Momentum

อัพเดต 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • THE MOMENTUM

รัฐบาลกำลังผลักดันโครงการ ‘โซลาร์ล้านหลังคา’ หวังให้ประชาชน 1 ล้านครัวเรือนเข้าถึงพลังงานแสงอาทิตย์ได้ง่ายขึ้น ผ่านเงินอุดหนุนและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ โดยใช้กลไก On-bill Financing ให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์ได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินก้อนแรก และนำเงินจากค่าไฟที่ประหยัดได้มาผ่อนชำระผ่านบิลค่าไฟ

ฟังดูแล้วอาจดูเป็นนโยบายที่ได้ประโยชน์หลายทาง ทั้งช่วยลดค่าไฟ เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน และลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่การจะติดตั้งโซลาร์ให้ได้ 1 ล้านหลังคาเรือนภายในปี 2570 ยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง ตั้งแต่กำลังการผลิตอุปกรณ์และจำนวนช่างติดตั้ง ความสามารถในการรองรับของโครงข่ายไฟฟ้า ไปจนถึงระบบกักเก็บพลังงานและต้นทุนที่ผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศอาจต้องร่วมแบกรับ

อย่างไรก็ตาม การมีโซลาร์มากขึ้นไม่ได้หมายความว่าประเทศจะใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลน้อยลง หากโครงข่ายไฟฟ้ายังไม่พร้อม ไม่มีระบบกักเก็บพลังงานรองรับ อาจยังต้องคงโรงไฟฟ้าสำรองไว้เพื่อรองรับช่วงเวลาที่โซลาร์ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้

ขณะเดียวกัน โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานของรัฐบาล ก็ไม่ได้มีคำอธิบายไปถึงเป้าหมายที่แท้จริงของการเปลี่ยนผ่านโดยลดการพึ่งพาพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่การวางโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียน

แล้วงบประมาณก้อนใหญ่ที่กู้มาจะถูกใช้เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของระบบพลังงานแห่งอนาคต หรือสุดท้ายจะกลายเป็นเพียงการเร่งจัดซื้ออุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์จำนวนมหาศาล โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้เสี่ยงขาดดุลการค้าจากการนำเข้าอุปกรณ์โซลาร์เซลล์จากจีนสูงถึงประมาณ 4 หมื่นล้านบาท

‘รัฐ’ ดันโมเดลติดโซลาร์ล้านหลังคา

กระทรวงพลังงานเดินหน้าผลักดันมาตรการ ‘โซลาร์ล้านหลังคา’ โดยเตรียมนำรูปแบบ ‘On-bill Financing’ มาใช้เป็นกลไกสำคัญในการช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) ได้ง่ายขึ้น ผ่านการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากสถาบันการเงินของรัฐ

แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินก้อนแรก และนำเงินจากส่วนต่างของค่าไฟที่ประหยัดได้ในแต่ละเดือนมาผ่อนชำระค่างวดผ่านบิลค่าไฟ โดยรัฐบาลเตรียมสนับสนุนเงินอุดหนุนประมาณ 5 หมื่นบาทต่อครัวเรือน ครอบคลุมเป้าหมาย 1 ล้านหลังคาเรือน พร้อมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Rate) ประมาณ 2-4% ต่อปีจากธนาคารของรัฐ

โดยกระทรวงพลังงานได้พยายามปลดล็อกข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป โดยเฉพาะขั้นตอนการขออนุญาต ซึ่งที่ผ่านมาอาจใช้เวลานานเป็นปี ขณะที่ปัจจุบันมีการปรับขั้นตอนให้การขออนุญาตติดตั้งแล้วเสร็จภายใน 7 วัน และหากประชาชนต้องการขายไฟฟ้าคืนแก่การไฟฟ้าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยังเปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาดจากภาคประชาชนเพิ่มเติมอีก 500 เมกะวัตต์ เพื่อเพิ่มช่องทางให้ประชาชนที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์สามารถเข้าสู่ระบบไฟฟ้าได้มากขึ้น ขณะเดียวกันยังขานรับแนวทางของกระทรวงการคลังในการใช้งบประมาณตามพระราชกำหนดวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท เพื่อสนับสนุนการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาสำหรับภาคครัวเรือน

ทั้งนี้บ้านที่ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ขนาด 5 กิโลวัตต์ สามารถผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ยประมาณ 600 หน่วยต่อเดือน และช่วยประหยัดค่าไฟได้ประมาณ 2,150-2,200 บาทต่อเดือน หากคำนวณจากระยะเวลาคืนทุนประมาณ 5-7 ปี ค่างวดที่ต้องชำระจะอยู่ในระดับต่ำกว่ามูลค่าค่าไฟที่ประหยัดได้ ทำให้ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการเห็นค่าไฟฟ้าสุทธิลดลงได้ตั้งแต่เดือนแรกที่เริ่มติดตั้ง

โดยการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปทุก 1,000 เมกะวัตต์ จะช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของประเทศได้ประมาณ 0.9 สตางค์ต่อหน่วย ดังนั้นหากโครงการโซลาร์ล้านหลังคาสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย ซึ่งเทียบเท่ากับกำลังการผลิตประมาณ 5,000 เมกะวัตต์ ก็มีศักยภาพที่จะช่วยลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งมีต้นทุนสูง และช่วยกดต้นทุนค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของประเทศลงได้เกือบ 5 สตางค์ต่อหน่วย

เป้าหมายใหญ่ที่ต้องคิดให้ครบทั้งระบบ

ศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า โครงการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 1 ล้านครัวเรือนเป็นนโยบายที่มีประโยชน์ และควรสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลจำเป็นต้องคิดถึงผลกระทบที่จะตามมาด้วย

หากติดตั้งราว 2.5-5 กิโลวัตต์ต่อหลัง ปริมาณไฟฟ้าที่เข้าสู่ระบบอาจสูงถึงหลายพันเมกะวัตต์ ขณะที่การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคยังมีข้อจำกัดในการรองรับไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ดังนั้นหากรัฐบาลต้องการผลักดันโครงการ การลงทุนปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าจึงต้องดำเนินควบคู่กันไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ศุภโชติตั้งข้อสังเกตว่า งบประมาณที่เตรียมไว้สำหรับการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของโครงข่ายไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 3 พันล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับวงเงินกู้ประมาณ 2 แสนล้านบาท สำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานแล้วถือว่าน้อยมาก หากประเทศไทยต้องการปรับโครงข่ายให้มีความยืดหยุ่น รองรับพลังงานหมุนเวียน และยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าไปสู่ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) อาจจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนในระดับหลายหมื่นล้านบาท

อีกประเด็นที่ยังไม่มีความชัดเจนคือ ขนาดของโซลาร์รูฟท็อปต่อ 1 ครัวเรือน เดิมมีการพูดถึงขนาดประมาณ 5 กิโลวัตต์ต่อหลัง แต่ข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะกำหนดไว้ที่ 3 หรือ 5 กิโลวัตต์ ความแตกต่างดังกล่าวมีผลโดยตรงต่อจำนวนครัวเรือนที่จะได้รับประโยชน์จากโครงการ เพราะหากกำหนดขนาดติดตั้งต่ำลง ก็จะขยายจำนวนครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการได้มากขึ้น

เช่นเดียวกับวงเงินสนับสนุนที่ยังไม่แน่นอน โดยรัฐบาลเคยระบุว่าจะสนับสนุนประมาณ 5 หมื่นบาทต่อครัวเรือน แต่มีการพิจารณาว่าอาจต้องปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 3 หมื่นบาท เพื่อให้กระจายการสนับสนุนไปยังประชาชนได้จำนวนมากขึ้น ประเด็นนี้จึงต้องตัดสินใจให้ชัดเจนว่า รัฐบาลต้องการสนับสนุนคนจำนวนไม่มากแต่ให้เงินต่อรายสูง หรือกระจายเงินให้คนจำนวนมากขึ้นแต่ได้รับเงินสนับสนุนต่อรายลดลง

นอกจากนี้ ระบบ On-bill Financing ซึ่งเป็นแนวคิดที่ให้ประชาชนนำเงินที่ประหยัดได้จากค่าไฟในแต่ละเดือนไปชำระค่างวดธนาคารโดยตรง ถือเป็นนโยบายที่น่าสนใจ เพราะจะช่วยลดภาระของประชาชนที่ต้องลงทุนติดตั้งระบบโซลาร์ แต่ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดทางกฎหมายที่ทำให้การไฟฟ้ายังไม่สามารถดำเนินการในรูปแบบดังกล่าวได้ ดังนั้นรัฐบาลควรเข้าไปแก้ไขข้อจำกัดทางกฎหมายดังกล่าวก่อน

ไม่มีทางติดโซลาร์ได้ตามเป้าภายในปี 2570

ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด กล่าวว่า เป้าหมายของรัฐบาลในการสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจำนวน 1 ล้านครัวเรือน โดยใช้งบประมาณจากเงินกู้และต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2570 เป็นเป้าหมายที่แทบเป็นไปไม่ได้ หากพิจารณาจากศักยภาพของตลาดและข้อจำกัดของอุตสาหกรรมในปัจจุบัน

ตรีรัตน์อธิบายว่า ปัจจุบันตลาดโซลาร์รูฟท็อปของไทยมีความต้องการติดตั้งค่อนข้างสูงอยู่แล้ว แต่ความสามารถในการติดตั้งยังมีข้อจำกัด โดยคาดว่าตลอดปีจะติดตั้งได้ประมาณ 700 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นประมาณ 1.4 แสนครัวเรือน หากใช้ขนาดเฉลี่ย 5 กิโลวัตต์ต่อครัวเรือน ขณะที่โครงการของรัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ประมาณ 5,000 เมกะวัตต์ หรือ 1 ล้านครัวเรือน ซึ่งเป็นปริมาณที่สูงกว่าขีดความสามารถของตลาดในปัจจุบันอย่างมาก

ข้อจำกัดแรกคืออุปกรณ์ โดยเฉพาะอินเวอร์เตอร์ (Inverter) ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญของระบบการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป และยังต้องพึ่งพาผู้ผลิตจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนเป็นจำนวนมาก และปัจจุบันอุปทานของอุปกรณ์ไม่ได้มีมากพอที่จะรองรับการติดตั้งในระดับ 5 แสน-1 ล้านครัวเรือนในระยะเวลาอันสั้น จากสถานการณ์ในปัจจุบันที่แม้จะมีความต้องการติดตั้งประมาณ 700 เมกะวัตต์ ก็ยังเกิดปัญหาสินค้าขาดตลาด (Supply Shortage) จนผู้ติดตั้งบางรายต้องรออุปกรณ์ประมาณ 1-2 เดือน

นอกจากปัญหาสต็อกอุปกรณ์แล้ว ยังมีข้อจำกัดด้านมาตรฐานและการรับรองอุปกรณ์ เพราะอุปกรณ์ที่จะนำมาติดตั้งในระบบไฟฟ้าของประเทศไทยไม่สามารถเลือกใช้อุปกรณ์ใดก็ได้ แต่ต้องผ่านมาตรฐาน การรับประกัน และรายชื่ออุปกรณ์ที่ได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แม้จะมีโรงงานในประเทศไทยที่ผลิตหรือประกอบอุปกรณ์บางประเภท แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะนำอุปกรณ์เหล่านั้นมาใช้ในโครงการได้ทันที

ข้อจำกัดที่ 2 คือ จำนวนผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ปัจจุบันผู้ประกอบการในตลาดมีงานและคำสั่งติดตั้งจำนวนมากอยู่แล้ว ขณะที่ขีดความสามารถของตลาดในปัจจุบันยังอยู่ในระดับประมาณ 1.4 แสนครัวเรือนต่อปี หากรัฐบาลต้องการเพิ่มขึ้นไปถึง 5 แสน-1 ล้านครัวเรือนต่อปี จะต้องเพิ่มกำลังการติดตั้งขึ้นหลายเท่าตัว

ตรีรัตน์ประเมินว่า หากต้องการติดตั้งให้ได้ถึง 1 ล้านครัวเรือน หมายความว่าจะต้องติดตั้งประมาณ 2,800 หลังคาเรือนต่อวัน ซึ่งเขาตั้งคำถามว่า ประเทศไทยมีผู้ติดตั้งและช่างที่มีความสามารถเพียงพอหรือไม่ที่จะทำงานในระดับดังกล่าว

ขณะเดียวกัน หลังจากติดตั้งเสร็จแล้ว ยังต้องดำเนินการขนานไฟเข้ากับระบบไฟฟ้า ซึ่งต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบจากการไฟฟ้า เจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปตรวจสอบระบบภายในบ้านก่อนที่จะเชื่อมต่อเข้ากับระบบไฟฟ้าได้ หากต้องดำเนินการถึง 2,800 หลังคาเรือนต่อวัน ทางการไฟฟ้าจะมีบุคลากรเพียงพอสำหรับตรวจสอบและอนุมัติการขนานไฟในปริมาณดังกล่าวหรือไม่

“1 ล้านหลังคาเรือนไม่น่าเป็นไปได้ ผมได้คุยกับบริษัทผลิต Inverter เขาไม่ได้มีของมากขนาดนั้น ปีนี้ประเทศไทยมีการติดโซลาร์ 700 เมกะวัตต์ แต่จากโครงการนี้ 1 ล้านหลังคาคือประมาณ 5,000 เมกะวัตต์ สต็อกมีไม่ถึงแน่นอน หากเราจะติด 1 ล้านหลังคาเรือนภายในปี 2570 เราต้องติดวันละประมาณ 2,800 หลังคาเรือน เราจะมีเจ้าหน้าที่การไฟฟ้ามาขนานไฟพอไหม วันละ 2,800 หลัง ไม่มีทาง ผมให้เต็มที่ 2-2.5 แสนครัวเรือน”

สิ่งที่น่ากังวลต่อมาคือ หากรัฐบาลตั้งงบประมาณไว้สำหรับโครงการรูฟท็อป แต่ไม่สามารถติดตั้งได้ตามเป้าหมาย งบประมาณดังกล่าวอาจถูกโยกไปใช้กับการจัดซื้ออุปกรณ์หรือโครงการอื่นแทน โดยอาจกลายเป็นการซื้อสินค้ามากกว่าการสร้างความเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เช่น ปั๊มน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ รถเมล์ EV หรือเสาไฟโซลาร์เซลล์ ซึ่งเสี่ยงต่อการล็อกสเปกและเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนที่มีสายสัมพันธ์ทางการเมือง มากกว่าจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชน

ตรีรัตน์จึงเสนอว่า แทนที่รัฐบาลจะมุ่งกู้เงินมาจัดซื้อครุภัณฑ์ รัฐบาลควรนำงบประมาณไปปรับโครงสร้างพื้นฐานและคิดเรื่องแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) เช่น การเจรจาปลดระวางหรือแก้ไขสัญญาโรงไฟฟ้าเก่าที่รับซื้อในราคาแพง ตลอดจนเปิดเสรีระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Third Party Access: TPA) เพื่อลดการผูกขาดของรัฐวิสาหกิจ และการบูรณาการข้อมูลผ่านผู้ควบคุมระบบโครงข่าย (System Operator: SO)

เปลี่ยนผ่านพลังงาน ≠ ติดโซลาร์เซลล์เยอะ

สฤณี อาชวานันทกุล ผู้อำนวยการ Climate Finance Network Thailand (CFNT) ชี้ว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้ได้จำนวนมากเพียงอย่างเดียว เพราะโซลาร์รูฟท็อปเป็นแค่หนึ่งในองค์ประกอบของการเปลี่ยนผ่านพลังงานเท่านั้น

โดยการเปลี่ยนผ่านพลังงานตามแผน NDC 3.0 ของประเทศไทยนั้น ตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดของการเปลี่ยนผ่านพลังงานคือ การลดก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงาน ซึ่งเป็นการ ลด ละ และเลิกการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล

สฤณีมองว่า การส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อปหรือพลังงานหมุนเวียน รวมถึงการส่งเสริมรถ EV ล้วนเป็นเรื่องที่ดี แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะนำไปสู่การลดก๊าซเรือนกระจกเสมอไป หากในเวลาเดียวกัน ประเทศยังไม่มีแผนปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ชัดเจน และยังเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซเพิ่มเติมคู่ขนานกันไป

ขณะเดียวกัน การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปต้องถูกออกแบบควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงานหรือแบตเตอรี่ เนื่องจากไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ผลิตได้เฉพาะช่วงที่มีแสงแดด หากไม่มีระบบกักเก็บพลังงานหรือระบบบริหารจัดการไฟฟ้าที่เหมาะสม สิ่งที่ตามมาอาจเป็นการเพิ่มความต้องการโรงไฟฟ้าฐานหรือโรงไฟฟ้าสำรองมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยยังคงต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าฟอสซิลต่อไป จนกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของประเทศในอนาคต

“การติดโซลาร์เยอะๆ อาจจะเป็นองค์ประกอบได้ แต่ไม่ใช่ทั้งหมดของคำว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ถ้าเกิดรัฐบาลส่งเสริมให้เราติดโซลาร์โดยไม่พูดถึงแบตเตอรี่ ไม่จัดการกับปัญหานี้ ก็อาจจะกลายเป็นข้ออ้างให้ต้องสร้างโรงไฟฟ้าสำรองเพิ่มขึ้นในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่”

ดังนั้นเป้าหมายของการเปลี่ยนผ่านพลังงานจึงต้องเชื่อมโยงกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ โดยในแผนที่ประเทศไทยประกาศต่อประชาคมโลก มีการระบุแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงานไว้หลายวิธี หนึ่งในมาตรการที่มีความคุ้มทุนสูงและถูกระบุไว้ตั้งแต่ต้น คือการปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินก่อนกำหนด โดยแผนของประเทศไทยมีเป้าหมายไปถึงปี 2578 ซึ่งหากดำเนินการตามแผน จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 6 ล้านตัน

บทเรียนจากต่างประเทศ

ตรีรัตน์กล่าวเพิ่มเติมว่า หากรัฐบาลใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป โดยตั้งความหวังว่าจะช่วยลดค่าไฟ สิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กันคือ โซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าได้เพียงช่วงเวลาที่มีแสงแดด โดยในแต่ละวันอาจช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้ประมาณ 5 ชั่วโมง ขณะที่อีกประมาณ 19 ชั่วโมงที่เหลือ ระบบไฟฟ้ายังคงต้องมีโรงไฟฟ้าและกำลังผลิตสำรองไว้รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าอยู่ดี

กรณีศึกษาจากรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพิ่มขึ้นอย่างมาก จนเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘California’s Duck Curve’ หรือเส้นกราฟความต้องการไฟฟ้าที่มีลักษณะคล้ายเป็ด โดยในช่วงกลางวันที่โซลาร์ผลิตไฟได้ ความต้องการไฟจากโรงไฟฟ้าจะลดลง ส่งผลให้โรงไฟฟ้าหลักต้องหยุดเดินเครื่อง แต่หากผลิตมากเกินไปก็ต้องบริหารจัดการไฟส่วนเกิน

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ช่วงเย็นหลังเวลา 18.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่คนกลับบ้านและใช้ไฟมากขึ้น ขณะที่โซลาร์รูฟท็อปผลิตไฟได้น้อยลง ทำให้ระบบต้องเร่งใช้ไฟฟ้าจากแหล่งอื่นมาทดแทน ซึ่งจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าสำรอง เพื่อรองรับช่วงเวลาที่โซลาร์ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ โรงไฟฟ้าเหล่านี้แม้จะไม่ได้เดินเครื่องตลอดเวลา แต่ก็ยังมีต้นทุนในการรักษาความพร้อมของระบบ หรือที่เรียกว่า ‘ค่าความพร้อมจ่าย’ (Availability Payment: AP) ที่สุดท้ายก็ยังต้องถูกนำมาคำนวณในระบบไฟฟ้าอยู่ดี

“ใครเป็นผู้รับภาระต้นทุนของระบบไฟฟ้าที่ต้องสำรองกำลังผลิตไว้ แม้คนที่ติดโซลาร์จะลดการซื้อไฟช่วงกลางวันได้ แต่คนที่ไม่ได้ติดตั้งยังต้องพึ่งพาระบบไฟฟ้าหลัก และต้องร่วมแบกรับต้นทุนโรงไฟฟ้าสำรอง การเพิ่มให้ติดโซลาร์รูฟท็อปอย่างเดียวไม่ได้รับประกันว่าค่าไฟเฉลี่ยจะลดลง ถ้าออกแบบนโยบายไม่รอบด้าน ก็อาจทำให้กระจายภาระต้นทุนที่ไม่เป็นธรรมระหว่างคนที่ติดโซลาร์กับคนที่ไม่ได้ติด ประเทศอื่นเขาเจอปัญหาอะไร และเรากำลังจะเดินเข้าไปในกับดักตรงนี้”

เพราะฉะนั้นแล้ว มาตรการ ‘โซลาร์ล้านหลังคา’ ต้องผลักดันควบคู่ไปกับระบบกักเก็บพลังงานหรือแบตเตอรี่ เพื่อเก็บไฟฟ้าที่ผลิตได้ในช่วงกลางวันไว้ใช้ในช่วงเย็นและกลางคืน วิธีนี้จะช่วยลดความต้องการใช้ไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าสำรองในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูง และลดปัญหาการต้องรักษาโรงไฟฟ้าจำนวนมากไว้เพียงเพื่อรองรับช่วงเวลาพีก

หลายประเทศเริ่มใช้มาตรการด้านราคาเพื่อจูงใจให้ประชาชนติดตั้งแบตเตอรี่ เช่น การกำหนดราคาซื้อไฟฟ้าที่แตกต่างกันตามช่วงเวลา โดยอาจรับซื้อไฟฟ้าช่วงกลางวันในราคาต่ำกว่า แต่ให้ราคาสูงขึ้นในช่วงกลางคืนหรือช่วงที่ระบบมีความต้องการไฟฟ้าสูง เพื่อจูงใจให้ผู้ใช้ไฟฟ้านำพลังงานที่ผลิตจากโซลาร์รูฟท็อปไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่ แล้วนำมาใช้หรือส่งกลับเข้าสู่ระบบในช่วงเวลาที่ต้องการ

นอกจากนี้ อิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต กรรมการผู้จัดการ บริษัทอัลติเมทบรรจุภัณฑ์ จำกัด เสนอเพิ่มเติมว่า รัฐควรกำหนดราคากลางเป็นเกณฑ์มาตรฐานให้ทุกหน่วยงานใช้เป็นราคาอ้างอิงในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ รวมถึงการจัดทำระบบ ‘Approved Vendor List’ ขึ้นทะเบียนรายชื่อผู้ติดตั้งและให้บริการโซลาร์เซลล์ที่ผ่านมาตรฐาน เพื่อให้หน่วยงานรัฐเลือกผู้ให้บริการที่มีมาตรฐานในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในการติดตั้งและการใช้งาน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...