โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เตือนเร็ว รอดทัน! เปิดระบบเตือนภัยจากเขา สกัดน้ำป่า–โคลนถล่มก่อนถึงชุมชน

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 55 นาทีที่แล้ว
ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับเตือนภัยอย่างไร ให้ชุมชนใกล้เขารอดจากน้ำท่วม-โคลนถล่ม

โดยดร.สนธิระบุว่า เมื่อฝนตกหนักบนพื้นที่ภูเขา น้ำป่าสามารถไหลหลากลงสู่ชุมชนด้านล่างได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ดินบนลาดเขาที่อุ้มน้ำจนเต็มก็เพิ่มความเสี่ยงต่อดินและโคลนถล่ม “ระบบเตือนภัยล่วงหน้า” หรือ Early Warning System จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดความสูญเสีย เพราะทำให้ประชาชนมีเวลาเตรียมตัวและอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงได้ทัน

ระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพเริ่มตั้งแต่การเฝ้าระวังบนพื้นที่สูง โดยติดตั้งสถานีวัดน้ำฝนเพื่อตรวจสอบปริมาณฝนสะสม หากฝนตกหนักเกินเกณฑ์ความเสี่ยง เช่น มากกว่า 100 มิลลิเมตรใน 24 ชั่วโมง ก็สามารถยกระดับการเฝ้าระวังได้ทันที พร้อมติดตั้งเซนเซอร์วัดระดับน้ำและอัตราการไหลบริเวณต้นน้ำหรือลำห้วย เพื่อดูว่าระดับน้ำเพิ่มขึ้นรวดเร็วผิดปกติหรือไม่ รวมถึงเซนเซอร์ตรวจวัดความชื้นและการเคลื่อนตัวของดินบนลาดเขา เพื่อประเมินความเสี่ยงดินถล่มที่อาจเกิดขึ้นพร้อมกับน้ำป่า

ข้อมูลจากเครื่องมือตรวจวัดเหล่านี้จะถูกส่งเข้าสู่ศูนย์กลางผ่านระบบโทรมาตรหรือเครือข่ายมือถือ ก่อนนำมาวิเคราะห์เพื่อประเมินสถานการณ์ ทั้งปริมาณฝน ระดับน้ำ ความเร็วของกระแสน้ำ และระยะเวลาที่คาดว่าน้ำจะไหลลงมาถึงชุมชนด้านล่าง ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถประเมินได้ว่าพื้นที่ใดกำลังเข้าสู่ภาวะเสี่ยง และควรแจ้งเตือนประชาชนเมื่อใด

เมื่อพบความเสี่ยง ระบบต้องสามารถกระจายคำเตือนได้อย่างรวดเร็วและหลายช่องทาง ทั้งข้อความ SMS ระบบแจ้งเตือนฉุกเฉินบนโทรศัพท์มือถือ หอเตือนภัย ไซเรน และเสียงตามสายของหมู่บ้าน โดยอาจกำหนดระดับการแจ้งเตือนให้ประชาชนเข้าใจง่าย เช่น สีเขียวหมายถึงเฝ้าระวัง สีเหลืองคือเตรียมพร้อม และสีแดงหมายถึงให้อพยพออกจากพื้นที่

อย่างไรก็ตาม การมีเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะเมื่อได้รับสัญญาณเตือน ประชาชนต้องรู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อ แต่ละชุมชนจึงควรมีแผนอพยพที่ชัดเจน รู้เส้นทางหนีน้ำ จุดรวมพล และพื้นที่ปลอดภัย รวมถึงมีการซักซ้อมเป็นระยะ เพื่อให้สามารถเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุจริง

หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ ภูเขาก็เหมือน “หลังคาบ้าน” ส่วนชุมชนที่อยู่ด้านล่างคือคนที่ยืนอยู่ข้างบ้าน เมื่อฝนตกหนัก น้ำจะไหลจากหลังคาลงสู่พื้นอย่างรวดเร็ว ระบบเตือนภัยจึงเปรียบเสมือน “ตา” ที่คอยมองอยู่บนหลังคา เมื่อเห็นว่าน้ำเริ่มเพิ่มสูงหรือมีความผิดปกติ ก็จะรีบส่งสัญญาณบอกคนที่อยู่ด้านล่างให้หลบออกจากพื้นที่อันตรายก่อนที่น้ำป่าจะไหลลงมาถึง

หัวใจของระบบเตือนภัยจึงไม่ใช่เพียงการตรวจจับว่าฝนตกหนักหรือมีน้ำเพิ่มขึ้น แต่คือการเชื่อมข้อมูลจากพื้นที่ต้นน้ำไปถึงประชาชนปลายน้ำให้เร็วที่สุด และทำให้ทุกคนรู้ว่าต้องหนีไปทางไหนเมื่อได้รับคำเตือน เพราะสำหรับน้ำป่าและดินโคลนถล่ม “เวลาเพียงไม่กี่นาที” อาจเป็นเวลาที่ช่วยรักษาชีวิตได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...