สหรัฐถล่มเรือน้ำมันอิหร่าน 3 ลำ ตอบโต้ไออาร์จีซียิงเรือรบ
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 6 ก.ย. ว่าศูนย์บัญชาการกลางกองทัพสหรัฐ (เซนต์คอม) รายงานว่า กองทัพสหรัฐโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันดิบของอิหร่าน 3 ลำ เพื่อตอบโต้ที่กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (ไออาร์จีซี) ยิงขีปนาวุธนำวิถีเข้าใส่เรือรบสหรัฐ 2 ลำ
เซนต์คอมระบุว่า เรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐและเรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถีสามารถหลบหลีกการโจมตีที่ไม่มีเหตุอันควรได้ ก่อนที่กองกำลังสหรัฐจะตอบโต้ ด้วยการทำให้เรือบรรทุกน้ำมัน 3 ลำไม่สามารถใช้งานได้ ได้แก่ เรือ “ดาวนี” ทอดสมอบริเวณนอกชายฝั่งเกาะคาร์ก “สตาร์ก 1” จอดอยู่ใกล้เมืองจาสก์ และเรือ “ไคลีโอ” ซึ่งไม่มีน้ำมันบรรทุกอยู่ ถูกโจมตีหลายครั้งจนได้รับความเสียหายอย่างสิ้นเชิง
เรือทั้งสามลำเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายขนส่งน้ำมันเงามูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสร้างรายได้สนับสนุนแก่ไออาร์จีซีและกองกำลังพันธมิตรในภูมิภาค
ด้านพล.ร.อ.แบรด คูเปอร์ ผู้บัญชาการเซนต์คอม กล่าวว่า หากอิหร่านยิงเรือของกองทัพสหรัฐอีก สหรัฐก็จะตอบโต้ ด้วยการเพิ่มต้นทุนทางเศรษฐกิจให้แก่อิหร่าน ส่วนนายพีต เฮกเซธ รมว.กลาโหมสหรัฐ กล่าวว่า หากอิหร่านยังไม่หยุด เรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านจะถูกทำลาย พร้อมขู่ว่า สหรัฐสามารถโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านได้ ทั้งในตะวันออกกลางและภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านประณามการโจมตีดังกล่าว ว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและก้าวร้าว รวมถึงเป็นภัยคุกคามอย่างชัดแจ้งต่อสันติภาพระหว่างประเทศ และความปลอดภัยของการเดินเรือเชิงพาณิชย์
เหตุการณ์ครั้งนี้เพิ่มความเสี่ยง ที่ความขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายจะขยายไปสู่สงครามด้านการเดินเรือในอ่าวเปอร์เซียและพื้นที่โดยรอบ ท่ามกลางความพยายามของอิหร่าน ในการควบคุมการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ข้อมูลการเดินเรือและภาพถ่ายดาวเทียมพบว่า มีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านเกือบ 20 ลำทอดสมออยู่ใกล้เกาะคาร์ก โดยหลายลำบรรทุกน้ำมันเต็มลำ แต่ไม่สามารถออกจากอ่าวได้เนื่องจากมาตรการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐ นอกจากนี้ ยังมีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านมากกว่า 50 ลำอยู่ในอ่าวเปอร์เซียและบริเวณอ่าวโอมาน
ความตึงเครียดครั้งล่าสุดเกิดขึ้นหลังทั้งสองฝ่ายโจมตีตอบโต้กัน เมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งเดือน และเพิ่มความกังวลว่าอาจเกิดวงจรการตอบโต้ระลอกใหม่.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS