โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

'เอไอ' ไม่ใช่แค่เรื่องบริษัทเทค Gastech 2026 ชี้ ต้องพร้อมตั้งแต่ 'ไฟฟ้า' ถึง 'ดาต้าเซ็นเตอร์'

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

การเติบโตของเอไอในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาอาจดูเหมือนเป็นการแข่งขันของบริษัทเทคโนโลยี ใครมีโมเดลที่เก่งกว่า ใครมีชิปมากกว่า หรือใครพัฒนาระบบได้เร็วกว่า แต่เมื่อเอไอกำลังถูกนำไปใช้งานในวงกว้างมากขึ้น คำถามกำลังเปลี่ยนจากเรื่องเอไอทำอะไรได้ ไปเป็นโลกจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานอะไรขึ้นมารองรับเอไอได้ทันหรือไม่

นี่เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญจากวงเสวนาหัวข้อ AI Infrastructure: The New Development Realities ในงาน Gastech 2026 ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีผู้บริหารจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยี พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ได้แก่ วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (AWS), ชิโจค อีเกจูรู (Chijioke Egejuru) ผู้รับผิดชอบด้าน InfraTech ของบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC), ชาร์ลี ซานเชซ (Charlie Sanchez) ประธานฝ่ายที่ปรึกษาด้านโครงสร้างพื้นฐานของแบล็ก แอนด์ วีตช์ (Black & Veatch) และดร.วราวุธ วรุตมาพร กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย ฮิตาชิ เอนเนอร์ยี่ (Hitachi Energy Thailand)

ภาพที่ได้จากเวทีนี้จึงกว้างกว่าการพูดถึงดาต้าเซ็นเตอร์ เพราะเอไอในระดับอุตสาหกรรมกำลังเชื่อมโยงตั้งแต่ชิปและระบบประมวลผล ไปจนถึงไฟฟ้า ระบบส่งพลังงาน ที่ดิน น้ำ ระบบระบายความร้อน เงินลงทุน และกฎระเบียบของแต่ละประเทศ

ในฝั่ง AWS วัตสันมองจากประสบการณ์ของบริษัทที่ต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการใช้งานคลาวด์และเอไอโดยตรง AWS ลงทุนในประเทศไทยมากกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 190,000 ล้านบาท ในช่วง 15 ปี เพื่อพัฒนา AWS Region ในประเทศไทย ซึ่งเปิดให้บริการแล้ว และรองรับบริการคลาวด์และเอไอสำหรับธุรกิจและองค์กรในประเทศ

การลงทุนลักษณะนี้ทำให้เห็นว่า การเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเอไอไม่ได้จบลงที่การมีซอฟต์แวร์หรือโมเดล แต่ต้องมีศูนย์ข้อมูล ระบบประมวลผล เครือข่าย และไฟฟ้าที่เพียงพอรองรับการใช้งานจริง ขณะเดียวกัน AWS ยังเพิ่มความสามารถด้านชิปประมวลผลกราฟิกและโมเดลภาษาขนาดใหญ่ รวมถึงบริการอย่าง Amazon Bedrock เพื่อให้บริษัทต่างๆ สามารถนำเอไอไปพัฒนาต่อยอดในธุรกิจได้

วัตสันประเมินว่า ปริมาณงานเอไอขององค์กรทั่วโลกซึ่งปัจจุบันอยู่ราว 10% อาจเพิ่มขึ้นเป็น 50% ภายใน 3 ปี ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าทุกองค์กรจะสร้างโมเดลเอไอของตัวเอง แต่ชี้ให้เห็นว่าปริมาณงานประมวลผลที่เกี่ยวข้องกับเอไอกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเมื่อการใช้งานขยายจากการทดลองไปสู่ระบบจริง ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานก็จะเพิ่มตาม

อย่างไรก็ตาม ฝั่งบริษัทเทคโนโลยีเป็นเพียงด้านหนึ่งของสมการ เพราะการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ต้องอาศัยเงินลงทุนและระบบโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่นั้นด้วย

ชิโจค อีเกจูรู (Chijioke Egejuru) ผู้รับผิดชอบด้าน InfraTech ของบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC) จึงเข้ามาเติมภาพในมุมของการลงทุนและตลาดเกิดใหม่ โดย IFC มีบทบาทด้านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ทั้งโทรคมนาคม บรอดแบนด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง

มุมนี้ทำให้คำถามเรื่องเอไอเปลี่ยนจากบริษัทไหนจะชนะ ไปเป็นพื้นที่ไหนพร้อมให้การลงทุนเกิดขึ้น เพราะการดึงดาต้าเซ็นเตอร์หรือโครงสร้างพื้นฐานเอไอเข้าประเทศไม่ได้พิจารณาแค่ขนาดตลาด แต่ต้องดูความพร้อมของไฟฟ้า เครือข่าย การเชื่อมต่อ ที่ดิน การเงิน กฎระเบียบ และระยะเวลาที่โครงการจะเดินหน้าได้จริง

ขณะที่ชาร์ลี ซานเชซ (Charlie Sanchez) ประธานฝ่ายที่ปรึกษาด้านโครงสร้างพื้นฐานของแบล็ก แอนด์ วีตช์ (Black & Veatch) มองจากฝั่งผู้พัฒนาและให้คำปรึกษาด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับระบบไฟฟ้า พลังงาน น้ำ และดาต้าเซ็นเตอร์ โดยซานเชซระบุว่า เอไอไม่ได้เป็นเพียงตัวสร้างความต้องการโครงสร้างพื้นฐานใหม่ แต่ยังสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานได้ด้วย เช่น การใช้เอไอช่วยวิเคราะห์และจัดการระบบพลังงาน

ประเด็นนี้สำคัญ เพราะความสัมพันธ์ระหว่างเอไอกับพลังงานไม่ได้เป็นทางเดียว ด้านหนึ่งดาต้าเซ็นเตอร์และงานประมวลผลเอไอทำให้ความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งระบบพลังงานเองก็สามารถนำเอไอมาใช้คาดการณ์ความต้องการไฟฟ้า ตรวจสอบสินทรัพย์ วิเคราะห์ความผิดปกติ และบริหารระบบให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น

ซานเชซยังชี้ว่า การเติบโตของความต้องการไฟฟ้าจากเอไอกำลังเกิดขึ้นเร็วกว่าที่ระบบเดิมถูกออกแบบไว้ และการแก้โจทย์จึงไม่ควรแยกระบบไฟฟ้า ก๊าซ น้ำ และผู้ใช้ไฟออกจากกัน แต่ต้องมองเป็นระบบเดียวกันและใช้ข้อมูลกับเอไอช่วยประสานการทำงานของแต่ละส่วน

ดร.วราวุธ วรุตมาพร กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย ฮิตาชิ เอนเนอร์ยี่ (Hitachi Energy Thailand) เติมภาพในจุดที่อยู่ลึกเข้าไปอีกขั้น นั่นคือ ระบบไฟฟ้าที่ต้องรับภาระจากความต้องการใช้พลังงานรูปแบบใหม่ เพราะหากไฟฟ้าเป็นพื้นฐานของดาต้าเซ็นเตอร์ สิ่งที่ต้องถามต่อไม่ใช่เพียงว่ามีไฟฟ้าพอหรือไม่ แต่รวมถึงระบบส่งและจ่ายไฟจะรองรับโหลดใหม่ได้หรือไม่ และจะทำอย่างไรให้ระบบยังมีความมั่นคงเมื่อความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

เขานำเสนอแนวคิดเรื่อง Energizing Data Centers for a Sustainable Tomorrow ในงานด้านดาต้าเซ็นเตอร์ของไทย โดยพูดถึงการจัดหาและบริหารพลังงานสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ควบคู่กับเป้าหมายด้านความยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อจัดการข้อมูลที่ซับซ้อน รวมถึงต้องปรับกฎระเบียบให้ระบบไฟฟ้ามีความยืดหยุ่นมากขึ้น และต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชน

เมื่อมองทั้งสี่มุมพร้อมกัน จึงเห็นปัญหาที่ไม่ได้อยู่ในมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง บริษัทเทคโนโลยีอาจพร้อมลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ต้องรอไฟฟ้าและระบบส่ง บริษัทพลังงานอาจเตรียมกำลังผลิตได้ แต่ต้องรู้ว่าความต้องการใหม่จะเกิดขึ้นที่ไหนและเมื่อไร นักลงทุนต้องประเมินผลตอบแทนของโครงการที่มีอายุหลายสิบปี ขณะที่ภาครัฐต้องวางทั้งนโยบาย การอนุญาต และระบบโครงสร้างพื้นฐานให้สอดคล้องกัน

นี่เป็นเหตุผลที่ช่วงสรุปของเวทีให้น้ำหนักกับคำว่า “ฟังกัน” และการยอมรับว่าทุกฝ่ายต้องมีข้อแลกเปลี่ยน หรือ trade-off ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเอไอ เพราะไม่มีทางเลือกใดที่ตอบโจทย์ทุกด้านพร้อมกัน

ตัวอย่างหนึ่งคือ ความเร็วในการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์กับระยะเวลาที่ต้องใช้ในการสร้างหรือขยายระบบไฟฟ้า ดาต้าเซ็นเตอร์อาจต้องการไฟฟ้าปริมาณมากตลอด 24 ชั่วโมง แต่ระบบไฟฟ้าก็ต้องรักษาความมั่นคงและจัดการกับเป้าหมายด้านการลดการปล่อยคาร์บอน ขณะเดียวกันการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ก็มีต้นทุนสูงและต้องตัดสินใจว่าจะลงทุนมากเพียงใด โดยเฉพาะในช่วงที่เทคโนโลยีและความต้องการของตลาดยังเปลี่ยนเร็ว

อีกข้อจำกัดคือ โครงสร้างพื้นฐานแต่ละชนิดมีจังหวะการพัฒนาต่างกัน การสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ การขยายสายส่ง การสร้างโรงไฟฟ้า การจัดหาน้ำสำหรับระบบหล่อเย็น และการเชื่อมต่อระบบต่างๆ ไม่สามารถเสร็จพร้อมกันได้โดยอัตโนมัติ หากวางแผนแยกส่วนกัน ก็อาจเกิดกรณีที่โครงการหนึ่งพร้อมแล้ว แต่โครงสร้างพื้นฐานอีกส่วนยังไม่พร้อมใช้งาน

ดังนั้น ความร่วมมือที่พูดถึงบนเวทีจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการจับมือกันระหว่างบริษัท แต่หมายถึงการนำแผนของผู้ให้บริการคลาวด์ ผู้พัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ บริษัทพลังงาน ผู้ดูแลโครงข่าย นักลงทุน และภาครัฐมาวางให้เห็นภาพเดียวกัน ตั้งแต่การเลือกทำเล ปริมาณไฟฟ้าที่ต้องใช้ ระยะเวลาการเชื่อมต่อระบบ ไปจนถึงเงินลงทุนและผลตอบแทนระยะยาว

ภาพนี้สอดคล้องกับแนวทางของ AixEnergy ที่วางโจทย์เอไอและพลังงานไว้คู่กัน โดยนำบริษัทเทคโนโลยี ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ นักลงทุน บริษัทพลังงาน และหน่วยงานรัฐมาพูดคุยเรื่องการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน

สำหรับประเทศไทย ประเด็นนี้ยิ่งสำคัญขึ้นจากการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น ประเทศไทยกำลังพยายามดึงการลงทุนด้านเอไอและเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ความสามารถในการรองรับการลงทุนจะไม่ได้วัดกันที่จำนวนโครงการเพียงอย่างเดียว หากต้องดูว่าระบบไฟฟ้า โครงข่าย และโครงสร้างพื้นฐานอื่นสามารถเดินไปพร้อมกับโครงการเหล่านั้นได้หรือไม่

ในท้ายที่สุด เวที AI Infrastructure: The New Development Realities จึงไม่ได้ตั้งคำถามเพียงว่าเอไอจะฉลาดขึ้นแค่ไหน แต่ตั้งคำถามว่าโลกจะสร้างสิ่งที่อยู่ “หลังบ้าน” ให้ทันกับเอไอได้อย่างไร เพราะเมื่อเอไอขยายจากการทดลองไปสู่การใช้งานระดับอุตสาหกรรม สิ่งที่ต้องเติบโตตามไม่ได้มีแค่ชิปหรือดาต้าเซ็นเตอร์ แต่รวมถึงไฟฟ้า ระบบส่งพลังงาน เงินทุน และกติกาที่ทำให้โครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดทำงานไปด้วยกันได้

เอไอจึงอาจเริ่มต้นจากอัลกอริทึม แต่ในระดับที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ การเติบโตของมันกำลังกลายเป็นโจทย์ของโลกกายภาพ และคำตอบไม่ได้อยู่ที่บริษัทเทคโนโลยีเพียงฝ่ายเดียว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...