โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

อวสานเก็งกำไรคอนโด ตลาด“ซื้อมาขายไป” หดเหลือ 20% กลุ่ม Real Demand รักสุขภาพขึ้นแท่นกำลังซื้อหลัก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 25 สิงหาคม 2569 เวลา 23.54 น. • เผยแพร่ 40 นาทีที่แล้ว

แสนสิริ ชี้กลุ่มเก็งกำไรคอนโดหดเหลือ 20% ดัน Real Demand ขึ้นแท่นกำลังซื้อหลัก ตลาดภูเก็ตยังโตสวนกระแส เมิน Inventory ค้างสะสม เจาะดีมานด์จริงรอบสถานศึกษาและ CBD กวาดอัตราปิดการขายสูงแม้ Walk-in น้อยลง ชูเทรนด์ Well-being ดึงนวัตกรรมสุขภาพ ป้องกันมลพิษ พร้อมระบบประหยัดพลังงานลดค่าส่วนกลางยาว

25 สิงหาคม 2569 - นายองอาจ สุวรรณกุล รองกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของพฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดคอนโดมิเนียมยุคหลังโควิด-19 ที่ส่งผลให้กลยุทธ์การทำตลาดแบบเดิมต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

จุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดคอนโดมิเนียมในปัจจุบันคือ “การหายไป” ของกลุ่มนักลงทุนเก็งกำไรระยะสั้น หรือกลุ่มที่ซื้อใบจองเพื่อนำมาขายต่อในระยะเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งในอดีตกลุ่มนี้เคยมีสัดส่วนสูงถึง 40% ไปจนถึง 60% ของพอร์ตโฟลิโอผู้ซื้อทั้งหมด

“ในยุคปัจจุบันและอนาคต พฤติกรรมการซื้อเพื่อเก็งกำไรระยะสั้นเช่นนั้นแทบไม่มีอีกแล้ว กลุ่มผู้ซื้อในตลาดเวลานี้ได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่กลุ่มที่ซื้อเพื่อปล่อยเช่าหรือลงทุนระยะยาว (Long-term Investor) และกลุ่มที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) เป็นหลัก โดยสัดส่วนของผู้ซื้อกลุ่มลงทุนระยะยาวนี้จะเหลืออยู่เพียงประมาณ 20% เท่านั้น ส่วนที่เหลืออีกกว่า 80% เป็นกลุ่มที่ต้องการอยู่อาศัยเองจริงๆ ยกเว้นเพียงบางพื้นที่ท่องเที่ยวเฉพาะอย่างเช่น จังหวัดภูเก็ต ที่กลุ่มผู้ซื้อยังคงได้รับการขับเคลื่อนจากดีมานด์ต่างชาติรายใหม่ๆ หมุนเวียนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้สัดส่วนการลงทุนและการซื้อคอนโดมิเนียมในพื้นที่ดังกล่าวยังคงสูงถึง 80%” นายองอาจ ระบุ

เจาะดีมานด์จริง เลิกกลัวตัวเลข Inventory ค้างตลาด ชูธง “แคมปัส-CBD”

เมื่อผู้ซื้อเปลี่ยนเป็นกลุ่ม Real Demand แสนสิริจึงปรับวิธีคิดในการมองตลาดใหม่ โดยนายองอาจระบุว่า ตนไม่ต้องการให้ทุกคนตื่นตระหนกกับสถิติตัวเลขรวมของ Inventory คอนโดมิเนียมค้างตลาดที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาพูดว่ามีจำนวนหลักหลายหมื่นยูนิต เนื่องจากหากลงลึกในรายละเอียด จะพบว่าสินค้าค้างตลาดเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นโครงการเก่าที่ค้างสะสมมานานเกินกว่า 5 ปีขึ้นไป และไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ซึ่งมักเกิดจากตัวตึกที่เก่าลงหรือเป็นแบรนด์ที่ไม่ได้รับความเชื่อถือจากผู้บริโภค

“สิ่งที่เราทำคือหยุดสนใจตัวเลขที่ค้างนิ่งเหล่านั้น แล้วหันมาโฟกัสในจุดที่ยังมีดีมานด์จริงและมีอัตราการดูดซับที่ดี โดยเฉพาะสองทำเลทองอย่าง กลุ่มคอนโดมิเนียมรอบสถานศึกษา (Campus Condo) และทำเลใจกลางเมือง (CBD กรุงเทพฯ) ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่สุขุมวิทชั้นใน ชั้นกลาง ชั้นนอก ลากยาวไปจนถึงโซนรัชดาภิเษกและลาดพร้าว ซึ่งพื้นที่เหล่านี้ยังมีดีมานด์คุณภาพรองรับอยู่อย่างหนาแน่น”

Walk-in น้อยลง แต่ยอดขายไม่ตก ชู “Quality Walk” อัตราปิดการขายดีขึ้น

จากการที่กลุ่มผู้เก็งกำไรหายไปจากตลาด ส่งผลให้ปริมาณผู้เข้าเยี่ยมชมโครงการในรูปแบบ Walk-in โดยทั่วไปอาจมีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ทว่าข้อมูลที่น่าสนใจของแสนสิริระบุว่า ยอดขายและการรับรู้รายได้ของบริษัทยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและสม่ำเสมอ สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคที่เดินเข้ามาดูโครงการในปัจจุบันเป็นกลุ่มที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง

“แม้ว่าตัวเลขยอดการ Walk-in เข้ามาดูโครงการอาจจะดูลดลงในบางช่วง แต่เมื่อพิจารณาในแง่อัตราความสำเร็จในการปิดการขาย กลับพบว่ามีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างชัดเจน เพราะผู้ที่เข้ามาเดินชมโครงการในทุกวันนี้คือกลุ่ม Real Demand ที่มีความตั้งใจและมีกำลังซื้อพร้อมที่จะตัดสินใจทันทีหากพบโปรดักต์ที่ตอบโจทย์ ซึ่งหน้าที่ของแสนสิริคือการใช้ข้อมูลในเชิงลึก และการทำตัวเลขแบบยืดหยุ่นรายวันและรายสัปดาห์ (Daily & Weekly Tracking) มาวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้ากลุ่มนี้อย่างละเอียด เพื่อปิดจุดอ่อนและส่งมอบสิ่งที่ลูกค้าต้องการได้อย่างตรงจุดและรวดเร็วที่สุด”

เทรนด์ Well-being เมื่อบ้านต้องเป็น “Safe Zone” ปราศจากมลพิษภายนอก

นอกเหนือจากเรื่องของทำเลและราคาแล้ว พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ยังให้ความสำคัญกับเรื่องของสุขภาวะและการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมองว่า “บ้าน” และ “คอนโดมิเนียม” ต้องทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ช่วยคัดกรองความตึงเครียดและมลภาวะภายนอกออกไป

แสนสิริจึงได้นำแนวคิดด้านสุขภาพและความปลอดภัยมารวมเข้ากับการออกแบบที่อยู่อาศัยในเชิงรุก โดยให้ความสำคัญตั้งแต่ระบบการจัดการน้ำสะอาด ระบบควบคุมและกรองอากาศบริสุทธิ์ภายในอาคารที่มีเครื่องมือวัดค่าความปลอดภัยอย่างชัดเจนและจับต้องได้ ตลอดจนการเป็นพันธมิตรร่วมกับสถาบันทางการแพทย์ชั้นนำเพื่อจัดสรรอุปกรณ์ส่งเสริมสุขภาพและดูแลด้านความปลอดภัยเชิงรุกให้กับลูกบ้าน

นอกจากนี้ การออกแบบคอนโดมิเนียมยุคใหม่ของแสนสิริยังผสานแนวคิดการประหยัดพลังงานและการนำวัสดุรีไซเคิลมาใช้งานซึ่งนายองอาจระบุว่า นี่เป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและค่าส่วนกลางให้กับลูกบ้านในระยะยาว ช่วยลดความกังวลเรื่องรายจ่ายและรักษามูลค่าของทรัพย์สินให้ยังคงดูใหม่อยู่เสมอ ซึ่งถือเป็นมิติสำคัญของ Well-being ในการอยู่อาศัยที่แสนสิริตั้งใจมอบให้แก่ผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...