โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดงานวิจัย ควรออกแบบโรงเรียนอย่างไรเพื่อรับมือเหตุกราดยิง

THE STANDARD

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
เปิดงานวิจัย ควรออกแบบโรงเรียนอย่างไรเพื่อรับมือเหตุกราดยิง

รศ. ดร.สุปรีดี ฤทธิรงค์ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ และอาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียนจังหวัดนนทบุรี ทำให้มีการพูดถึงประเด็นความปลอดภัยในโรงเรียนกันมากขึ้น

ส่วนตัวในฐานะที่เคยทำวิจัยและเขียนบทความเกี่ยวกับการออกแบบอาคารเพื่อรับมือกับการก่อการร้าย (Terrorism) มาเป็นเวลากว่า 10 ปี และมีโอกาสเป็นที่ปรึกษางานวิจัยของนักศึกษาปริญญาโทชั้นปีที่ 1 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มธ.

หัวข้อ ‘แนวทางการออกแบบและป้องกันสถานศึกษาระดับประถม เพื่อลดความสูญเสียจากปัญหาปัจจัยความไม่ปลอดภัยที่เกิดจากบุคคลภายนอก’ เมื่อปี 2566 ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับการออกแบบอาคารสถานศึกษาเพื่อรองรับสถานการณ์ในรูปแบบการคุกคามเดี่ยวเพื่อก่อการร้ายหมู่

โดยเลือกโรงเรียนขนาดกลางที่มีนักเรียนไม่เกิน 1,000 คน มาเป็นกรณีศึกษา (Case Study) ในการวางแผนปรับปรุงพัฒนาอาคาร

จึงขอนำสาระสำคัญจากงานวิจัยและประสบการณ์มาเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาในอนาคต

ภาพประกอบแนวคิดการออกแบบโรงเรียนเพื่อรับมือเหตุกราดยิง 1
  • แนวคิดหลังงานวิจัย ป้องกันจากรอบนอก-เพิ่มที่หลบซ่อนภายใน

รศ. ดร.สุปรีดี กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการออกแบบโรงเรียน คือความพยายามที่จะหน่วงเวลาผู้ก่อเหตุให้ได้มากที่สุด เพื่อลดความสูญเสีย ช่วยให้ผู้ประสบภัยมีเวลาหนีหรือซ่อนตัว และรอคอยให้เจ้าหน้าที่เข้ามาควบคุมสถานการณ์

แม้งานวิจัยชิ้นนี้จะอ้างอิงทฤษฎีและกฎระเบียบการอพยพจากต่างประเทศ แต่ก็ได้นำมาปรับปรุงให้เข้ากับบริบทของโรงเรียนในประเทศไทย โดยผ่านการเก็บข้อมูลและสอบถามความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิและบุคลากรไทยกว่า 20-30 คน

ภาพประกอบแนวคิดการออกแบบโรงเรียนเพื่อรับมือเหตุกราดยิง 2

สำหรับผลการศึกษาวิจัย แบ่งแนวทางการออกแบบโรงเรียนเพื่อรับมือกับผู้ก่อเหตุใน 2 ลักษณะ คือ

  • ผู้ก่อเหตุจากภายนอก (Outsiders) ซึ่งจะเน้นไปที่การป้องกันตั้งแต่ผังบริเวณรอบนอกอาคาร นับตั้งแต่การออกแบบรั้วให้ปีนเข้ามาได้ยาก และใช้มาตรการหน่วงเวลา เช่น การจัดภูมิทัศน์ด้วยต้นไม้บางประเภท หรือการใช้คูน้ำ เพื่อให้ผู้ก่อเหตุเข้ามาได้ยากและหลบหนีได้ลำบาก

ส่วนการวางผังอาคารจะเป็นแบบกระจายตัวห่างกัน (Cluster) เพื่อเพิ่มระยะห่างระหว่างอาคาร ซึ่งจะช่วยให้ผู้ก่อเหตุถูกมองเห็นได้ง่ายในพื้นที่โล่ง ทำให้ก่อเหตุได้ยากขึ้น ต่างจากอาคารที่ติดกันเกินไป

ภาพประกอบแนวคิดการออกแบบโรงเรียนเพื่อรับมือเหตุกราดยิง 3
  • ผู้ก่อเหตุจากภายใน (Insiders) เนื่องจากเป็นคนในที่จะรู้เส้นทางและผังอาคารดีอยู่แล้ว จึงเน้นการออกแบบพื้นที่ภายในอาคาร

โดยแบ่งเป็นระบบเชิงรุก (Active) ที่เน้นการหลบหนีและการเผชิญเหตุ เช่น ออกแบบความสูงของอาคารและหน้าต่างให้สามารถกระโดดหนีได้ มีบันไดลิงฉุกเฉินและทางหนีไฟที่พร้อมใช้งาน

ส่วนการต่อสู้ แม้จะเป็นวิธีที่ไม่แนะนำ แต่หากจำเป็นก็สามารถใช้เฟอร์นิเจอร์หรือส่วนประกอบอาคาร เช่น การล้มตู้ทับ หรือการปิดล็อกห้องเพื่อขัดขวางผู้ก่อเหตุได้

ขณะที่ระบบเชิงรับ (Passive) จะเน้นการพรางตัวและซ่อนตัว (Camouflage) เช่น การทำผนัง 2 ชั้น (Double Wall) บริเวณหลังกระดานเพื่อให้หลบซ่อนตัวได้, การใช้พื้นที่ใต้พื้นต่างระดับ เช่น ห้องเรียนแบบสเตเดียม เป็นที่ซ่อนตัว หรือการหลบซ่อนบนฝ้าเพดานที่มีการทำทางเดินแคทวอล์ก (Catwalk) เชื่อมต่อไปยังทางออกอื่นได้ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม แม้ผู้ก่อเหตุอาจรู้ที่ซ่อนตัว แต่อีกหนึ่งวิธีคือการเพิ่มเหลี่ยมมุมต่างๆ โดยการปรับปรุงโถงทางเดิน (Corridor) ที่ไม่อยากให้เป็นลักษณะทางตรงโล่งยาว สามารถเห็นได้ทุกอย่าง ซึ่งอาจทำให้เดินก่อเหตุได้ง่ายและรวดเร็ว

งานวิจัยจึงเสนอให้ปรับปรุงทางเดินให้มีลักษณะซิกแซ็ก (Zigzag) แบบสลับฟันปลา เหลื่อมมุมกัน หรือเป็นแบบโค้งมน เพื่อบดบังสายตาของผู้ก่อเหตุ ช่วยให้ผู้ประสบภัยสามารถค่อยๆ หลบหนีและเคลื่อนตัวไปตามเหลี่ยมมุมต่างๆ ได้อย่างปลอดภัย

ภาพประกอบแนวคิดการออกแบบโรงเรียนเพื่อรับมือเหตุกราดยิง 4
  • เสนอภาครัฐ มท.-ศึกษาธิการ ผลักดันนโยบายโรงเรียนปลอดภัย

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อเพิ่มความปลอดภัยของโรงเรียนในอนาคต โดยสามารถดำเนินการใน 2 กลไกหลัก ได้แก่

  • กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ควรบรรจุแผนการอพยพและการซักซ้อมหนีภัยจากการกราดยิงหรือการถูกคุกคามจากผู้ก่อการร้าย เข้าไปในหลักสูตรและแผนการซ้อมของโรงเรียน ควบคู่ไปกับการซ้อมหนีไฟตามปกติ รวมถึงการมีระบบดูแลความปลอดภัยทางจิตเวชในห้องเรียนเพื่อป้องกันปัญหาการบูลลี่ (Bullying) และภาวะซึมเศร้า
  • กระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานควบคุมการก่อสร้าง ควรผลักดันให้เรื่องการป้องกันการก่อการร้ายและการกราดยิง ถูกบรรจุอยู่ในข้อกำหนด กฎกระทรวง หรือข้อบัญญัติการก่อสร้างอาคารประเภทสถานศึกษา

โดยร่วมมือกับวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย หรือสภาสถาปนิกในการออกคู่มือแนวทาง (Guideline) ควบคุมดูแลความปลอดภัย

“ข้อเสนอภายในงานวิจัยนี้ เชื่อว่าสามารถนำไปทำได้ไม่ยาก ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบผนังสองชั้น การหลบในตู้ ฝ้าเพดาน ใช้ทางออกฉุกเฉิน หรือการหน่วงเวลาผู้ก่อเหตุ ฯลฯ

“สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนเสริมที่ช่วยรับมือกับเหตุการณ์ได้ดีกว่าที่ไม่มีอะไรรองรับเลย และในงานวิจัยยังสามารถนำไปศึกษาต่อยอดต่อได้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยเพิ่มเติมในเชิงพฤติกรรมศาสตร์เพื่อทำความเข้าใจความคิดของผู้ก่อเหตุ และออกแบบอาคารเพื่อทำลายกระบวนการคิด หรือขัดขวางไม่ให้แผนการของผู้ก่อเหตุประสบความสำเร็จ” รศ. ดร.สุปรีดี กล่าว

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยินดีมอบองค์ความรู้และเล่มวิจัยนี้ให้แก่โรงเรียนหรือหน่วยงานที่สนใจนำไปศึกษาต่อยอดเพื่อประโยชน์ของสังคมต่อไป โดยสามารถติดต่อได้ทาง sdr@tu.ac.th หรือที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อนึ่ง งานวิจัยหัวข้อ ‘แนวทางการออกแบบและป้องกันสถานศึกษาระดับประถม เพื่อลดความสูญเสียจากปัญหาปัจจัยความไม่ปลอดภัยที่เกิดจากบุคคลภายนอก’ ดำเนินการวิจัยโดย ชนิกา ภิรมย์พลัด, ศิรชัช เชาวนะปัญจะ และ เบญญาภา ปานทอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิชา AR611 พื้นฐานการออกแบบและวิจัยสถาปัตยกรรม สาขาวิชาสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีการศึกษา 2566

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...