โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผ่าโครงสร้าง 'น้ำท่วมน่าน' ผ่านมุมมองวิศวกรปฐพี ชี้ปัญหาระบบจัดการภัยพิบัติ-ทางรอดที่ต้องรู้

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว
รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์

คอลัมน์: สัมภาษณ์พิเศษ ผู้เขียน: สุวัฑ แซงลาด

เปิดมุมมองวิศวกรปฐพี ‘อ.สุทธิศักดิ์’ ชี้ “น่านไม่ได้ล้มเหลว แต่ไม่มีสิ่งป้องกัน” จี้ทำ Master Plan รื้อโครงสร้างกฎหมาย-ระบบราชการ อย่าให้พนังกั้นน้ำสร้างความรู้สึกปลอดภัยจนประมาท

วิกฤตน้ำท่วมจังหวัดน่านที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า นำมาสู่คำถามใหญ่ของสังคมว่า นี่คือ “ภัยธรรมชาติที่เกินรับมือ” หรือ “ความล้มเหลวของระบบป้องกันทางวิศวกรรม”?

‘ประชาชาติธุรกิจ’ คุยเจาะลึกบทเรียนภัยพิบัติเมืองน่าน ผ่านมุมมองของรศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์‘ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมปฐพีและการจัดการภัยพิบัติ ที่จะมาร่วมผ่าโครงสร้างทางภูมิศาสตร์ ข้อจำกัดทางวิศวกรรม รอยอ่างในระบบราชการ และข้อเสนอทางออกเชิงนโยบายเพื่อการปรับตัวอย่างยั่งยืน

ภูมิประเทศ ‘น่าน’ เมืองร่องเขา ปะทะมรสุมด่านแรก

รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ เริ่มต้นฉายภาพให้เห็นถึงลักษณะภูมิประเทศที่พิเศษเฉพาะตัวของจังหวัดน่าน ซึ่งเป็นปัจจัยธรรมชาติหลักที่ทำให้พื้นที่แห่งนี้สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดน้ำหลากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยแบ่งเป็น 3 ปัจจัยสำคัญ ดังนี้

  • ลักษณะภูมิประเทศเป็นร่องใหญ่: หากพิจารณาภาพถ่าย 3 มิติจะเห็นชัดเจนว่า น่านมีลักษณะเป็นร่องเขาขนาดใหญ่ โดยมีร่องเขาเล็กๆ เชื่อมต่อนำน้ำเข้ามายังแกนกลาง ภาพรวมคล้ายก้างปลาหรือขนนก
  • ด่านหน้าปะทะมรสุม: น่านเป็นจังหวัดแรกที่ต้องปะทะกับกลุ่มฝนที่เคลื่อนตัวมาจากเวียดนามและลาว ก่อนจะข้ามไปอุตรดิตถ์หรือพะเยา มีภูเขาสูงคอยดักมวลฝนไว้ หากฝนไม่ข้ามไปก็จะแช่ตัวปักหลักตกหนักอยู่ในพื้นที่
  • ระยะทางระหว่างชุมชนกับภูเขาสั้นมาก: ชุมชนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามร่องน้ำหรือตีนเขา ระยะทางจากตีนเขาขึ้นไปยังยอดเขาที่ชันนั้นสั้นมาก ทำให้มวลน้ำหลากลงสู่ชุมชนได้อย่างรวดเร็ว

จากปัจจัยทางภูมิศาสตร์ทั้ง 3 ประการ ส่งผลให้น้ำหลากเกิดขึ้นรวดเร็วมาก ซึ่งหากย้อนดูประวัติศาสตร์ เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่น่านไม่ใช่เรื่องใหม่ เช่น เมื่อปี 2549 หรือแม้แต่ในภาพจิตรกรรมฝาผนังโบราณก็มีการบันทึกภาพน้ำท่วมไว้ สะท้อนว่าคนโบราณรับรู้ว่าเหตุการณ์นี้คือเรื่องปกติของพื้นที่

ตรวจแถว 3 เครื่องมือจัดการภัยพิบัติ กฎหมาย-โครงสร้าง-เตือนภัย

เมื่อพิจารณาเครื่องมือในการจัดการภัยพิบัติในปัจจุบัน รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ได้แบ่งออกเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ กฎหมาย, โครงสร้างทางวิศวกรรม และระบบตรวจวัดติดตามเตือนภัย

1. ประเด็นด้านกฎหมาย: เครื่องมือบังคับปรับตัว

ในเชิงผังเมือง พื้นที่ลักษณะร่องเขาของน่านไม่เหมาะแก่การตั้งถิ่นฐานหรือสร้างเมืองอย่างถาวรเพราะน้ำท่วมเป็นประจำ แต่หากจำเป็นต้องตั้งเมือง สิ่งสำคัญคือการปรับปรุงสถาปัตยกรรมและสิ่งปลูกสร้างให้ปลอดภัย โดยใช้ “กฎหมายควบคุมอาคาร” และ “กฎหมายขุดดินถมดิน” เข้ามาจัดระเบียบ

ข้อแตกต่างของน้ำท่วมรอบนี้กับเหตุการณ์ดินถล่มใหญ่ในอดีต (เช่น ที่แม่สาย) คือ รอบนี้มีโคลนดินบ้างแต่โดยรวมเป็นมวลน้ำ พอน้ำลดสภาพก็คืนกลับ ดังนั้น กฎหมายควบคุมอาคารควรกำหนดรายละเอียดเพิ่ม เช่น กำหนดพื้นที่ห้ามก่อสร้างบริเวณร่องน้ำไหล ออกแบบให้อาคารยกพื้นสูงให้น้ำลอดผ่าน หรือควบคุมความหนาแน่นของอาคาร

“ในอดีตที่น่านเคยมีดินถล่มจนต้องย้ายหมู่บ้าน นั่นคือการถูกบังคับย้ายโดยธรรมชาติซึ่งมักมาพร้อมกับความสูญเสีย เราจึงไม่ควรปล่อยให้ธรรมชาติมาบังคับย้ายอีกต่อไป”

การบังคับใช้กฎหมายควบคุมอาคารเป็นอำนาจโดยตรงของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ทั้งระดับจังหวัด อบจ. หรือ อบต. ซึ่งสามารถออกข้อบังคับท้องถิ่นที่กวดขันและลงรายละเอียดได้มากกว่าระดับกระทรวง เช่นเดียวกับกฎหมายขุดดินถมดินที่สามารถห้ามการถมดินขวางทางน้ำไหลได้ หากเราไม่มีโครงสร้างทางวิศวกรรมขนาดใหญ่มาป้องกัน กฎหมายจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการบังคับให้มนุษย์ต้องปรับตัวเพื่อความปลอดภัย

2. ประเด็นโครงสร้างทางวิศวกรรม ‘มายาคติหลังพนังกั้นน้ำ’

มวลน้ำจากน่านทั้งหมดจะไหลลงสู่เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ในปัจจุบันเมืองน่านมีเพียง “พนังกั้นน้ำ” เป็นเครื่องมือหลัก ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กตามร่องเขามีบ้างแต่ไม่มาก เปรียบเหมือนเรามีเพียง “ขันน้ำใบเล็กๆ” ต่อให้มีนับร้อยใบ ถ้าน้ำเทลงมาจากกะละมังใหญ่ใส่จุดเดียว ขันก็ล้น เขื่อนเล็กก็แตก ขณะที่เขื่อนขนาดกลางที่พอจะรับน้ำฝนระดับนี้ได้เราไม่มี ส่วนเขื่อนขนาดใหญ่นั้นโอกาสเกิดขึ้นได้ยากมากในปัจจุบัน

ข้อเตือนใจทางวิศวกรรม: ความเสี่ยงหลังพนังกั้นน้ำ การสร้างพนังกั้นน้ำคือการยกระดับความรุนแรงของน้ำท่วมให้สูงขึ้น หากไม่มีพนัง น้ำอาจท่วมบ่อยแต่ไม่หนัก แต่เมื่อสร้างพนัง เท่ากับเรายอมรับความเสี่ยงที่อันตรายขึ้น ทว่าข้อเท็จจริงนี้กลับไม่ได้ถูกสื่อสารไปยังประชาชนหลังพนัง ทำให้เกิดความรู้สึกปลอดภัยจนประมาท (False Sense of Security) เมื่อใดที่น้ำล้นพนังหรือพนังพัง คนที่อยู่ด้านในจะไม่ปลอดภัยทันที ดังนั้น พื้นที่เศรษฐกิจหลังพนังกั้นน้ำ ยังต้องถือเป็น “พื้นที่สีแดง” ที่ต้องทำจัดโซนนิ่ง ควบคุมอาคาร และมีระบบเตือนภัยควบคู่กันไป

การคัดค้านการสร้างเขื่อนในสังคมไทยเป็นเรื่องที่เข้าใจได้เพราะป่าไม้ก็มีความสำคัญ หน้าที่ของวิศวกรคือต้องออกแบบให้ปลอดภัยและกระทบสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด แล้วนำข้อมูลเสนอให้สังคมร่วมตัดสินใจชั่งน้ำหนักระหว่างการรักษาสิ่งแวดล้อมกับการรักษาชีวิตคนและเศรษฐกิจ

“การบังคับใช้กฎหมายควบคุมอาคารหรือการสร้างเขื่อนอาจขัดกับความนิยมและทำให้เสียคะแนนเสียงทางการเมือง จึงอยากเรียกร้องให้มองชีวิตคนและความสูญเสียเป็นหลัก หากมีนักการเมืองหรือผู้ปกครองที่กล้าเสนอแนวทางที่ตนเองอาจเสียคะแนนเสียง แต่เกิดประโยชน์ต่อชีวิตคนในอนาคต เราควรเลือกคนนั้น”

3. ประเด็นระบบการเตือนภัย: จุดบอดเรดาร์ในหุบเขา

ระบบเตือนภัยประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ 1. การคาดการณ์ 2. การตรวจวัด 3. การตัดสินใจ 4. การเตือนภัย

  • การคาดการณ์: กรมอุตุนิยมวิทยา และ สสน. สามารถพยากรณ์ล่วงหน้าได้ 2-3 วันอย่างแม่นยำ แต่น้ำหนักความไม่แน่นอนของพิกัดตก ทำให้ต้องเตือนภัยครอบคลุมพื้นที่กว้าง ส่งผลให้ประชาชนเกิดความเคยชินและประมาท
  • การตรวจวัด: แม้มีระบบเรดาร์สแกนกลุ่มเมฆฝน แต่จุดอ่อนสำคัญของจังหวัดน่านคือ “เงาเรดาร์” หรือจุดบอดที่เกิดจากเทือกเขาสูงบดบัง หากฝนตกลงในหุบเขาที่เป็นเงาเรดาร์ แม้จะเป็นฝนตกหนักแบบ Rain Bomb เครื่องมือก็สแกนไม่เห็น ทำให้ประเมินสถานการณ์คลาดเคลื่อน
  • การตัดสินใจและแจ้งเตือน: เมื่อหน่วยงานยืนยันว่าเป็นสถานการณ์รุนแรง กระบวนการตัดสินใจแจ้งเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast บนมือถือถือว่ารวดเร็วขึ้นมากเมื่อเทียบกับในอดีต

ทางออกเชิงโครงสร้าง คลองลัดน้ำ-แก้มลิง-จัดสรรพื้นที่

ต่อข้อถามที่ว่า หากเปลี่ยนแนวคิดจากการสร้างพนังสูงเพื่อสู้กับน้ำ มาเป็นการแบ่งพื้นที่ให้น้ำไหล ควรทำอย่างไร รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ชี้ว่า การย้ายเมืองน่านเป็นไปได้ยากเพราะเมืองผูกติดกับแม่น้ำ ทางออกในทางปฏิบัติคือ:

  • ทำทางลัดน้ำ (Bypass) และช่องทางน้ำ (Channel): สร้างคลองลัดน้ำเพื่อแบ่งมวลน้ำออกไปนอกเมือง หรือจัดทำช่องทางให้น้ำจากร่องไหลอย่างเป็นระบบ ซึ่งจำเป็นต้องเสียสละพื้นที่เกษตรกรรมและมีการเวนคืนที่ดิน
  • สร้างแก้มลิงพักน้ำ: จัดหาพื้นที่รับน้ำเพื่อชะลอความเร็วและลดปริมาณน้ำหลาก ไม่ปล่อยให้น้ำไหลลงมาปะทะพื้นที่ชุมชนด้านล่างเต็มที่

ผ่าความจริงวิศวกรรม “ไม่ได้ล้มเหลว แต่ไม่มีอะไรป้องกันเลย”

เมื่อถามถึงจุดที่ล้มเหลวที่สุดทางวิศวกรรมของเมืองน่านจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยภัยธรรมชาติ รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ตอบชัดเจนว่า

“ผมมองว่าไม่ได้ล้มเหลวสักอัน แต่มันไม่มีสิ่งป้องกันสักอันเลยต่างหาก จะบอกว่าอะไรล้มเหลวล่ะ พนังล้มไหม ก็ไม่ล้ม ทางวิศวกรรมผมมองว่า คุณให้เราทำเต็มที่หรือยัง ถ้ายังไม่ได้ให้เราทำเต็มที่แล้วบอกว่าล้มเหลว อันนี้ไม่ถูก ประเด็นหลักคือ วิศวกรรมในการป้องกัน เราใส่ไปเต็มที่หรือยัง”

สาเหตุที่เมืองท่องเที่ยวอย่างน่านขาดโครงสร้างทางวิศวกรรมในการป้องกัน อาจเพราะเมื่อมีแนวคิดสร้างสิ่งปลูกสร้างที่กระทบสิ่งแวดล้อม มักเกิดกระแสคัดค้านจนขับเคลื่อนได้ยาก ทั้งที่วิศวกรควรถูกใช้เป็นคนกลางในการสร้างสมดุลระหว่างการรักษาธรรมชาติและการรักษามนุษย์ เพราะในความเป็นจริง เมื่อเกิดน้ำป่าไหลหลากรุนแรง สภาพป่าไม้ก็ถูกทำลายเสียหายหนักเช่นเดียวกัน

สารตั้งต้นแก้ปัญหายั่งยืน เริ่มด้วย Master Plan

หากได้รับงบประมาณมาบริหารจัดการน้ำให้น่าน สิ่งที่ต้องทำทันทีไม่ใช่การเร่งสร้างสิ่งปลูกสร้าง แต่คือการจัดทำ “แผนแม่บท” (Master Plan) โดยเอาความต้องการของคนในพื้นที่เป็นตัวตั้ง

แผนแม่บทต้องรวบรวมข้อเท็จจริงและความต้องการของคนทุกกลุ่ม ทั้งชาวบ้าน ผู้ประกอบการธุรกิจ การท่องเที่ยว และข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) นำมากำหนดเป้าหมายร่วมกันว่า ต้องการป้องกันน้ำท่วมระดับใด เช่น ท่วมปีเว้นปี ท่วมทุก 10 ปี หรือไม่ให้ท่วมเลย

“อย่าเพิ่งไปพูดว่าต้องทำพนัง ต้องยกสูง อันนั้นคือคุณกินยาพาราทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่าเป็นอะไร ใช้เวลาทำแผนแม่บทให้ดี แล้วผลักดันให้ไปอยู่ในกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งเพื่อบังคับใช้ในระยะยาว อย่าไปหวังว่ามันจะเสร็จใน 4 ปี หรือ 8 ปี แค่รัฐบาลวางแผนให้ได้ว่าจะไปทางไหน นั่นก็ถือว่าสำเร็จแล้ว”

ที่ผ่านมา ตัวอย่างในพื้นที่จังหวัดเชียงรายหรือเชียงใหม่ เคยมีความขัดแย้งระหว่างการแก้ปัญหาน้ำท่วมกับการอนุรักษ์ป่าไม้ แต่เมื่อมีการพูดคุยและศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ กรมชลประทานก็สามารถปรับขนาดและตำแหน่งอ่างเก็บน้ำให้เกิดประโยชน์ได้ทั้งสองฝ่าย

ระบบราชการอุปสรรคใหญ่กว่ากฎหมายและที่ดิน

ในประเด็นเทคโนโลยีและการเตือนภัย ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยี แต่อยู่ที่ “โครงสร้างภารกิจของระบบราชการ”

ปัจจุบัน กรมอุตุนิยมวิทยาดูแลเรดาร์, กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) มีหน้าที่เตือนภัยแต่ไม่มีเรดาร์ของตนเอง, ขณะที่กรมฝนหลวงมีภารกิจหลักเรื่องทำฝนหลวง การติดตั้งเครื่องมือเตือนภัยบนภูเขาซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยง มักติดขัดข้อกฎหมายของกรมป่าไม้ หรือเมื่อติดตั้งแล้วก็ขาดผู้ดูแลรักษา

“ผมทำเรื่องภัยพิบัติมา 30 ปี ปัจจัยสำคัญที่สุดในความลำบากของการจัดการภัยพิบัติคือ เรื่องระบบราชการ กฎหมาย และที่ดิน วิทยาศาสตร์และนักวิจัยตอบโจทย์ได้หมด แต่ในทางปฏิบัติทำไม่ได้… การทำแผนแม่บทจึงต้องใช้กระบวนการทั้ง Top-down และ Bottom-up มาเจอกันตรงกลาง เพื่อสร้างความเข้าใจและผลักดันเป็นกฎหมาย”

รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์

มิติเศรษฐศาสตร์ ‘ภัยพิบัติ ฉุด GDP’ และซัพพลายเชนประเทศ

เมื่อเปรียบเทียบงบประมาณเยียวยาหลังน้ำลดที่จ่ายทุกปี กับงบลงทุนทำระบบป้องกันภัยพิบัติ รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ชี้ให้เห็นผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์ว่า

ในการจัดทำงบประมาณแต่ละปี โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐต้องผ่านกระบวนการยากลำบาก แต่เมื่อเกิดภัยพิบัติ รัฐกลับต้องจ่ายเงินเยียวยาจำนวนมหาศาล เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ที่ต้องจ่ายเยียวยากว่าหมื่นล้านบาท หรือเมื่อครั้งน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ซึ่งส่งผลให้ GDP ของประเทศตกต่ำลงทันที

การที่ GDP ตกต่ำเกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ 1. สภาพคล่องฉุกเฉินที่เสียไป และ 2. การสูญเสียโอกาสนำงบประมาณไปลงทุนพัฒนาประเทศ ในโลกปัจจุบัน ภัยพิบัติเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนทั้งหมด เช่น น้ำท่วมที่น่าน ส่งผลกระทบต่อซัพพลายเชนการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจทั้งระบบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

‘รับรู้ ยอมรับ ปรับตัว’ หัวใจสำคัญรับมือภัยพิบัติ

หากภาครัฐยังคงแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ไม่ใช่แค่จังหวัดน่านเท่านั้น แต่ทุกพื้นที่ในประเทศไทยจะยังคงต้องเผชิญกับภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้น รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ทิ้งท้ายด้วยข้อคิดสำคัญว่า การจัดการภัยพิบัติไม่ใช่หน้าที่ของภาครัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นหน้าที่ของทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งต้องยึดหลัก 3 คำสำคัญ

คาถาทางรอดภัยพิบัติ: 3 คำสำหรับประชาชนและภาครัฐ

  • รับรู้: รับรู้ว่ามีภัยพิบัติอยู่รอบตัว และธรรมชาติกำลังเปลี่ยนแปลง
  • ยอมรับ: ยอมรับข้อเท็จจริงว่าภัยพิบัติเกิดขึ้นจริง แม้บางพื้นที่จะไม่เคยท่วมมานาน 50-80 ปี แต่รอบวัฏจักรภัยพิบัติกำลังหมุนเวียนกลับมา
  • ปรับตัว: ปรับรูปแบบการดำเนินชีวิตและการอยู่อาศัยให้พ้นภัย ภาคประชาชนและเอกชนมีกำลังคนมากกว่าภาครัฐมหาศาล หากประชาชนปรับตัวให้พ้นภัยได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือ จะช่วยลดความสูญเสียได้อย่างยั่งยืน

บทเรียนจากประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเนเธอร์แลนด์ ได้ก้าวไปสู่ขั้นการ “ปรับตัว” เป็นหลัก เนื่องจากโครงสร้างทางวิศวกรรมถูกสร้างจนเต็มขีดจำกัดแล้ว สำหรับประเทศไทย สิ่งที่ต้องทำทันทีคือ “เกิดที่ไหน อย่าให้เกิดซ้ำ” ป้องกันพื้นที่สำคัญอย่างเต็มกำลัง วางแนวคิดกรณีเลวร้ายที่สุด หรือ Worst Case Scenario เผื่อไว้ และเร่งทำแผนแม่บทรับมืออย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้ทุกคนใช้ชีวิตอยู่บนความประมาทอีกต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ผ่าโครงสร้าง ‘น้ำท่วมน่าน’ ผ่านมุมมองวิศวกรปฐพี ชี้ปัญหาระบบจัดการภัยพิบัติ-ทางรอดที่ต้องรู้

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...