ไขมันส่วนเกินบริเวณหน้าท้อง อาจบ่งบอกอายุขัยในผู้สูงอายุได้ดีกว่า BMI
เมื่อพูดถึงการประเมินภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน หลายคนคุ้นเคยกับ ดัชนีมวลกาย หรือ BMI (Body Mass Index) ซึ่งคำนวณจากน้ำหนักและส่วนสูง แต่สำหรับผู้สูงอายุ การดูเพียงตัวเลข BMI อาจไม่เพียงพอ เพราะงานวิจัยใหม่พบว่า ขนาดรอบเอวและไขมันบริเวณหน้าท้องอาจสะท้อนความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ชัดเจนกว่า BMI
การศึกษาที่ตีพิมพ์ใน Journal of the American Geriatrics Society เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม วิเคราะห์ข้อมูลผู้ใหญ่อายุ 65 ปีขึ้นไปเกือบ 7,000 คน และติดตามเป็นเวลานานถึง 14 ปี เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง BMI การเปลี่ยนแปลงของรอบเอว และความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต
BMI สูงเล็กน้อย ไม่ได้หมายความว่าเสี่ยงเสียชีวิตสูงขึ้นเสมอไป
ผลการศึกษาพบความสัมพันธ์ที่น่าสนใจว่า ผู้สูงอายุบางกลุ่มที่มี BMI อยู่ในระดับ “น้ำหนักเกิน” กลับมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตต่ำกว่ากลุ่มที่มี BMI อยู่ในเกณฑ์ปกติ
ในผู้ชายที่มี BMI ระหว่าง 25–29.9 ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มน้ำหนักเกิน มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตต่ำกว่าผู้ชายที่มี BMI ปกติประมาณ 46% ขณะที่ผู้หญิงที่มีน้ำหนักเกินมีความเสี่ยงต่ำกว่าประมาณ 27%
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ไม่ควรตีความว่าการมีไขมันส่วนเกินเป็นสิ่งที่ช่วยให้อายุยืนขึ้น เพราะการศึกษานี้แสดงให้เห็นเพียงความสัมพันธ์ระหว่าง BMI กับความเสี่ยงเสียชีวิต ไม่ได้พิสูจน์ว่าไขมันที่เพิ่มขึ้นเป็นสาเหตุที่ทำให้มีอายุยืนกว่า
ปรากฏการณ์ลักษณะนี้บางครั้งเรียกว่า “Obesity Paradox” หรือ “ภาวะย้อนแย้งของโรคอ้วน” ซึ่งอาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น ผู้ที่มีโรคร้ายแรงอาจน้ำหนักลดลงก่อนเสียชีวิต ทำให้กลุ่มที่มีน้ำหนักน้อยดูเหมือนมีความเสี่ยงสูงกว่า หรือเกิดจาก “survivorship bias” ที่ผู้สูงอายุซึ่งมีชีวิตอยู่จนถึงวัยชราแม้จะมีโรคอ้วน อาจมีลักษณะทางสุขภาพแตกต่างจากผู้ที่เสียชีวิตไปก่อนหน้านั้น
รอบเอวอาจสะท้อนความเสี่ยงได้มากกว่า BMI
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ เมื่อพิจารณา รอบเอว นักวิจัยพบรูปแบบที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน
ผู้ชายที่มีรอบเอวมากกว่า 40 นิ้ว หรือประมาณ 101.6 เซนติเมตร และผู้หญิงที่มีรอบเอวมากกว่า 35 นิ้ว หรือประมาณ 89 เซนติเมตร มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงขึ้นประมาณ 24%
ที่สำคัญ ความเสี่ยงดังกล่าวยังคงอยู่แม้นักวิจัยจะนำค่า BMI มาพิจารณาร่วมด้วย
เหตุผลสำคัญคือ รอบเอวสามารถช่วยสะท้อนการสะสมของ ไขมันในช่องท้อง (visceral fat) ซึ่งเป็นไขมันที่สะสมอยู่ลึกภายในช่องท้องและอยู่รอบอวัยวะสำคัญต่าง ๆ
ไขมันประเภทนี้มีความเกี่ยวข้องกับการอักเสบ ภาวะดื้อต่ออินซูลิน และการเปลี่ยนแปลงทางเมตาบอลิซึมหลายประการ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคเบาหวานชนิดที่ 2
ทำไม BMI อาจไม่เพียงพอสำหรับผู้สูงอายุ
BMI มีข้อดีคือคำนวณง่ายและเหมาะสำหรับใช้ดูแนวโน้มในประชากรจำนวนมาก แต่ข้อจำกัดคือ ไม่ได้บอกว่าน้ำหนักตัวประกอบด้วยกล้ามเนื้อหรือไขมันมากน้อยเพียงใด
ตัวอย่างเช่น คน 2 คนที่มีส่วนสูงและน้ำหนักเท่ากันจะมี BMI เท่ากัน แต่คนหนึ่งอาจมีกล้ามเนื้อจำนวนมากและมีไขมันในร่างกายน้อย ขณะที่อีกคนอาจมีกล้ามเนื้อน้อยและมีไขมันสะสมบริเวณหน้าท้องมาก ทั้งที่ BMI เท่ากัน
ความแตกต่างนี้ยิ่งมีความสำคัญเมื่ออายุมากขึ้น เพราะผู้สูงอายุมักสูญเสียมวลกล้ามเนื้อตามวัย ขณะเดียวกันอาจมีไขมันสะสมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง
ดังนั้น BMI ที่อยู่ในเกณฑ์ปกติไม่ได้รับประกันว่าผู้สูงอายุจะมีองค์ประกอบร่างกายที่ดี
“ผอม” ก็ไม่ได้หมายความว่าสุขภาพดีกว่า
อีกหนึ่งข้อค้นพบที่ควรให้ความสำคัญคือ ผู้สูงอายุที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ในการศึกษานี้ มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรเกือบ 2 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่มี BMI อยู่ในเกณฑ์ปกติ
หนึ่งในคำอธิบายที่เป็นไปได้คือ ภาวะเปราะบาง (frailty) และการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ซึ่งอาจทำให้ผู้สูงอายุมีแรงน้อยลง เคลื่อนไหวลำบาก ทำกิจวัตรประจำวันได้ลดลง และมีความเสี่ยงต่อการหกล้มมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การมีน้ำหนักต่ำอาจไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเสมอไป เพราะโรคเรื้อรังหรือโรคที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยบางชนิดก็สามารถทำให้น้ำหนักและมวลกล้ามเนื้อลดลงได้เช่นกัน
ผู้สูงอายุควรดู “สุขภาพของร่างกาย” มากกว่าตัวเลขบนตาชั่ง
ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำว่า การประเมินสุขภาพของผู้สูงอายุไม่ควรให้ความสำคัญกับ BMI เพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาร่วมกับปัจจัยอื่น ได้แก่
- รอบเอว และการสะสมของไขมันบริเวณหน้าท้อง
- มวลกล้ามเนื้อและความแข็งแรง
- ความสามารถในการเดินและทำกิจวัตรประจำวัน
- ความดันโลหิต
- ระดับน้ำตาลในเลือด
- ระดับคอเลสเตอรอล
- ระดับกิจกรรมทางกายและสมรรถภาพร่างกาย
- การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักและรอบเอวเมื่อเวลาผ่านไป
การออกกำลังกายจึงควรประกอบด้วยทั้ง กิจกรรมแอโรบิก เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ และ การฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (strength training) รวมถึงการรับประทานอาหารที่มีสารอาหารเพียงพอ โดยเฉพาะโปรตีนที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
รอบเอวเพิ่ม แม้น้ำหนักไม่เปลี่ยน ก็ไม่ควรมองข้าม
สิ่งที่ผู้สูงอายุควรให้ความสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงของร่างกายในระยะยาว ไม่ใช่เพียงตัวเลข BMI ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง
หากรอบเอวค่อย ๆ เพิ่มขึ้น แม้น้ำหนักตัวแทบไม่เปลี่ยนแปลง อาจสะท้อนการสะสมของไขมันบริเวณหน้าท้องที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน หากมีน้ำหนักลดลงโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุ
สรุปแล้ว BMI ยังเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ แต่ไม่ควรใช้เป็นตัวชี้วัดสุขภาพเพียงตัวเดียว โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ การดูรอบเอว มวลกล้ามเนื้อ ความแข็งแรง และตัวชี้วัดสุขภาพด้านอื่น ๆ ร่วมกัน อาจช่วยให้ประเมิน “สุขภาพที่ดีในวัยสูงอายุ” ได้รอบด้านมากกว่าเพียงตัวเลขบนเครื่องชั่งน้ำหนัก.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- สถิติผู้สูงวัยพลัดตกหกล้มพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ผู้หญิงเสี่ยงสูงกว่า 3 เท่า
- เปิด 5 กลุ่มโรคซับซ้อนของคนไทย ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
- การวิจัยชี้ ทำงานหนักเกินไป เสี่ยงโรคอ้วนมากขึ้น
- งานวิจัยชี้ กินอาหารโปรตีนสูงตอนเช้า ช่วยกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อได้ดีกว่า
- อ้วนก่อนอายุ 30 ปี ไม่รีบลด เสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควรสูงขึ้น