โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กฟผ.เปลี่ยนซากแบตฯ EV สู่ BESS ปั้นเศรษฐกิจใหม่ นำร่องโรงไฟฟ้าวังน้อย

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมคาร์บอนตํ่าอย่างเต็มตัว การขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แบบก้าวกระโดดได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดความท้าทายใหม่ในด้านการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่หมดอายุการใช้งาน ซึ่งหากขาดการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ แบตเตอรี่เหล่านี้อาจกลายเป็นวัตถุอันตรายที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง

กฟผ.ปั้น “ระบบนิเวศแบตเตอรี่” สู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะหน่วยงานหลักด้านความมั่นคงทางพลังงาน จึงได้เดินหน้ายุทธศาสตร์ “EGAT Sustainable Ecosystem for Used Batteries” เพื่อสร้างระบบนิเวศการจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้วแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิดการสร้างมูลค่าจากของเสีย (Waste to Value) ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการกำจัดซากแบตเตอรี่อย่างถูกวิธี แต่ยังเป็นการปั้นเศรษฐกิจใหม่ ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืน

นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ. ระบุว่า กฟผ. กำลังพัฒนาระบบนิเวศเพื่อการจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้วอย่างยั่งยืน ที่ได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายชั้นนำ อาทิ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เพื่อวางรากฐานตั้งแต่ต้นนํ้าจนถึงปลายนํ้า โดยให้งบสนับสนุนกับ PTEC จำนวน 19.8 ล้านบาท ศึกษาและวิจัย เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ ที่เริ่มตั้งแต่กระบวนการจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้ว ถอดออกจากยานยนต์ไฟฟ้า(อีวี) และรวบรวมโดยใช้กล่องนิรภัยที่พัฒนามาจากเดิมที่ต้องนำเข้าในราคา 5 แสนบาท เหลือเพียงประมาณ 2 แสนบาทต่อกล่อง เพื่อป้องกันอันตรายระหว่างการขนส่งและการจัดเก็บ

คัด SOH ชี้ชะตาแบตเตอรี่ สู่ Second-Life BESS

หลังจากนั้นจะนำเข้าสู่การทดสอบและคัดแยกแบตเตอรี่ตามสมรรถนะที่ตามมาตรฐานสากล เช่น UN และ IEC โดยใช้ค่าดัชนี State of Health (SOH) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความสามารถของแบตเตอรี่เมื่อเทียบกับสภาพใหม่ หากแบตเตอรี่มีค่า SOH สูงกว่า 70 % จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการ Battery Repurpose หรือการนำกลับมาใช้ใหม่ในฐานะ Second-Life Battery โดยเริ่มจากการจัดเก็บในคลังแบตเตอรี่ที่มีการควบคุมอุณหภูมิและสภาพแวดล้อมอย่างเหมาะสม พร้อมรักษาระดับการชาร์จ (State of Charge: SOC) ให้อยู่ในช่วงประมาณ 30-50% เพื่อความปลอดภัยและยืดอายุการใช้งาน

จากนั้นแบตเตอรี่จะผ่านกระบวนการพัฒนาการจับคู่เซลล์แบตเตอรี่ การประกอบใหม่ และการปรับสมดุลแบตเตอรี่ รวมทั้งการพัฒนาซอฟต์แวร์ระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ (Battery Management System: BMS) และระบบบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management System: EMS) การออกแบบและบูรณาการระบบ BMS และการติดตั้งระบบป้องกันอัคคีภัยและระบบความปลอดภัย

เมื่อผ่านการพัฒนาแล้ว แบตเตอรี่จะกลายเป็น Second-Life Battery Energy Storage System (SL-BESS) ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในหลายด้าน เช่น ระบบกักเก็บพลังงาน( BESS) การบริหารจัดการการใช้พลังงาน (Energy Shifting) ระบบสำรองไฟฟ้าในอาคาร โรงงาน หรือชุมชน เป็นต้น

นำร่องโรงไฟฟ้าวังน้อย 50 kWh ก่อนขยาย 500 kWh

สำหรับการใช้งานจริง กฟผ. จะนำระบบกักเก็บพลังงาน(BESS) ที่พัฒนาจากแบตเตอรี่ Second Life มาติดติดตั้งที่โรงไฟฟ้าวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อรักษาเสถียรภาพของพลังงานหมุนเวียน โดยในระยะแรกจะเริ่มที่ขนาด 50 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ภายในเดือนธันวาคม 2569 และมีแผนที่จะขยายขนาดกำลังการกักเก็บเป็น 250 และ 500 กิโลวัตต์-ชั่วโมงตามลำดับในอนาคต

นอกจากนี้ยังมีแผนนำไปใช้งาน ณ ศูนย์ กฟผ. ไทรน้อย รวมถึงโครงการ Smart Campus ร่วมกับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าแบตเตอรี่ที่ผ่านการใช้งานแล้วยังสามารถสร้างประโยชน์และลดต้นทุนด้านพลังงานได้จริง

เสื่อมต่ำ 70% ส่งรีไซเคิล ดึงแร่หายากคืนระบบ

ส่วนกรณีที่แบตเตอรี่เสื่อมสภาพจนมีค่า SOH ตํ่ากว่า 70 % หรือชำรุดจนไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ จะถูกส่งเข้าสู่กระบวนการ Battery Recycle ซึ่งกฟผ.ได้พัฒนาต้นแบบโรงงานแยกแบล็คแมส (Black Mass) ขึ้นที่โรงไฟฟ้าวังน้อย กระบวนการนี้เริ่มต้นจากการคายประจุไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัย ก่อนจะนำไปบดแยก (Battery Shredding) เพื่อให้ได้ Black Mass หรือผงรวมโลหะมีค่า ซึ่ง กฟผ. และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประสบความสำเร็จในการพัฒนากระบวนการบดแยกเป็นหน่วยงานแรกของประเทศ โดยมีกำลังการผลิตสูงถึง 400 กิโลกรัมต่อวัน สารที่สกัดได้จากแบล็คแมส เช่น ลิเทียม นิกเกิล โคบอลต์ และแมงกานีส จะถูกส่งต่อเข้าสู่กระบวนการทางเคมี (Hydrometallurgical Process) เพื่อคืนกลับเป็นโลหะบริสุทธิ์และนำไปผลิตเป็นวัสดุขั้วไฟฟ้าสำหรับ แบตเตอรี่สีเขียว (Green Batteries) รุ่นใหม่ต่อไป

ปูทางนิคม Circular-EPR สร้าง New Value Chain ไทย

การที่สามารถสกัดสารเหล่านี้เองได้ถือเป็นก้าวสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียน เนื่องจากเป็นแร่ธาตุที่ไทยไม่สามารถผลิตเองได้จากแหล่งธรรมชาติ การจะผลักดันโครงการนำร่องนี้ไปสู่เชิงพาณิชย์ได้ จึงจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานและกฎหมายรองรับ

ปัจจุบัน กฟผ.จึงได้ร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง นิคมอุตสาหกรรม Circular เพื่อรองรับการบริหารจัดการแบตเตอรี่และขยะอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจรในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งอยู่ใกล้กับแหล่งผลิตรถยนต์อีวี เพื่อบริหารระบบโลจิสติกส์การขนส่งแบตเตอรี่ให้มีต้นทุนการขนส่งที่ตํ่าลง

ขณะเดียวกันยังได้ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ศึกษาแนวนโยบายและมาตรการทางกฎหมายเพื่อเสนอต่อรัฐบาล โดยเน้นยํ้าถึงความจำเป็นในการใช้ระบบ Battery Passport เพื่อสืบย้อนข้อมูลแบตเตอรี่ และหลักการ Extended Producer Responsibility (EPR) ที่กำหนดให้ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าต้องรับผิดชอบต่อแบตเตอรี่ตลอดวงจรชีวิต เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการทิ้งขยะอันตรายในอนาคต

ความสำเร็จของระบบนิเวศแบตเตอรี่นี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการจัดการซากแบตเตอรี่ EV เท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด การเปลี่ยนขยะให้กลายเป็นทรัพยากร ผ่านกระบวนการ SL-BESS และการรีไซเคิลแบล็คแมส จะช่วยสร้างห่วงโซ่มูลค่าใหม่ (New Value Chain) ให้กับเศรษฐกิจไทยอีกด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...