กฟผ.เปลี่ยนซากแบตฯ EV สู่ BESS ปั้นเศรษฐกิจใหม่ นำร่องโรงไฟฟ้าวังน้อย
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมคาร์บอนตํ่าอย่างเต็มตัว การขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แบบก้าวกระโดดได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดความท้าทายใหม่ในด้านการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่หมดอายุการใช้งาน ซึ่งหากขาดการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ แบตเตอรี่เหล่านี้อาจกลายเป็นวัตถุอันตรายที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง
กฟผ.ปั้น “ระบบนิเวศแบตเตอรี่” สู่เศรษฐกิจหมุนเวียน
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะหน่วยงานหลักด้านความมั่นคงทางพลังงาน จึงได้เดินหน้ายุทธศาสตร์ “EGAT Sustainable Ecosystem for Used Batteries” เพื่อสร้างระบบนิเวศการจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้วแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิดการสร้างมูลค่าจากของเสีย (Waste to Value) ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการกำจัดซากแบตเตอรี่อย่างถูกวิธี แต่ยังเป็นการปั้นเศรษฐกิจใหม่ ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืน
นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ. ระบุว่า กฟผ. กำลังพัฒนาระบบนิเวศเพื่อการจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้วอย่างยั่งยืน ที่ได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายชั้นนำ อาทิ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เพื่อวางรากฐานตั้งแต่ต้นนํ้าจนถึงปลายนํ้า โดยให้งบสนับสนุนกับ PTEC จำนวน 19.8 ล้านบาท ศึกษาและวิจัย เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ ที่เริ่มตั้งแต่กระบวนการจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้ว ถอดออกจากยานยนต์ไฟฟ้า(อีวี) และรวบรวมโดยใช้กล่องนิรภัยที่พัฒนามาจากเดิมที่ต้องนำเข้าในราคา 5 แสนบาท เหลือเพียงประมาณ 2 แสนบาทต่อกล่อง เพื่อป้องกันอันตรายระหว่างการขนส่งและการจัดเก็บ
คัด SOH ชี้ชะตาแบตเตอรี่ สู่ Second-Life BESS
หลังจากนั้นจะนำเข้าสู่การทดสอบและคัดแยกแบตเตอรี่ตามสมรรถนะที่ตามมาตรฐานสากล เช่น UN และ IEC โดยใช้ค่าดัชนี State of Health (SOH) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความสามารถของแบตเตอรี่เมื่อเทียบกับสภาพใหม่ หากแบตเตอรี่มีค่า SOH สูงกว่า 70 % จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการ Battery Repurpose หรือการนำกลับมาใช้ใหม่ในฐานะ Second-Life Battery โดยเริ่มจากการจัดเก็บในคลังแบตเตอรี่ที่มีการควบคุมอุณหภูมิและสภาพแวดล้อมอย่างเหมาะสม พร้อมรักษาระดับการชาร์จ (State of Charge: SOC) ให้อยู่ในช่วงประมาณ 30-50% เพื่อความปลอดภัยและยืดอายุการใช้งาน
จากนั้นแบตเตอรี่จะผ่านกระบวนการพัฒนาการจับคู่เซลล์แบตเตอรี่ การประกอบใหม่ และการปรับสมดุลแบตเตอรี่ รวมทั้งการพัฒนาซอฟต์แวร์ระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ (Battery Management System: BMS) และระบบบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management System: EMS) การออกแบบและบูรณาการระบบ BMS และการติดตั้งระบบป้องกันอัคคีภัยและระบบความปลอดภัย
เมื่อผ่านการพัฒนาแล้ว แบตเตอรี่จะกลายเป็น Second-Life Battery Energy Storage System (SL-BESS) ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในหลายด้าน เช่น ระบบกักเก็บพลังงาน( BESS) การบริหารจัดการการใช้พลังงาน (Energy Shifting) ระบบสำรองไฟฟ้าในอาคาร โรงงาน หรือชุมชน เป็นต้น
นำร่องโรงไฟฟ้าวังน้อย 50 kWh ก่อนขยาย 500 kWh
สำหรับการใช้งานจริง กฟผ. จะนำระบบกักเก็บพลังงาน(BESS) ที่พัฒนาจากแบตเตอรี่ Second Life มาติดติดตั้งที่โรงไฟฟ้าวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อรักษาเสถียรภาพของพลังงานหมุนเวียน โดยในระยะแรกจะเริ่มที่ขนาด 50 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ภายในเดือนธันวาคม 2569 และมีแผนที่จะขยายขนาดกำลังการกักเก็บเป็น 250 และ 500 กิโลวัตต์-ชั่วโมงตามลำดับในอนาคต
นอกจากนี้ยังมีแผนนำไปใช้งาน ณ ศูนย์ กฟผ. ไทรน้อย รวมถึงโครงการ Smart Campus ร่วมกับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าแบตเตอรี่ที่ผ่านการใช้งานแล้วยังสามารถสร้างประโยชน์และลดต้นทุนด้านพลังงานได้จริง
เสื่อมต่ำ 70% ส่งรีไซเคิล ดึงแร่หายากคืนระบบ
ส่วนกรณีที่แบตเตอรี่เสื่อมสภาพจนมีค่า SOH ตํ่ากว่า 70 % หรือชำรุดจนไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ จะถูกส่งเข้าสู่กระบวนการ Battery Recycle ซึ่งกฟผ.ได้พัฒนาต้นแบบโรงงานแยกแบล็คแมส (Black Mass) ขึ้นที่โรงไฟฟ้าวังน้อย กระบวนการนี้เริ่มต้นจากการคายประจุไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัย ก่อนจะนำไปบดแยก (Battery Shredding) เพื่อให้ได้ Black Mass หรือผงรวมโลหะมีค่า ซึ่ง กฟผ. และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประสบความสำเร็จในการพัฒนากระบวนการบดแยกเป็นหน่วยงานแรกของประเทศ โดยมีกำลังการผลิตสูงถึง 400 กิโลกรัมต่อวัน สารที่สกัดได้จากแบล็คแมส เช่น ลิเทียม นิกเกิล โคบอลต์ และแมงกานีส จะถูกส่งต่อเข้าสู่กระบวนการทางเคมี (Hydrometallurgical Process) เพื่อคืนกลับเป็นโลหะบริสุทธิ์และนำไปผลิตเป็นวัสดุขั้วไฟฟ้าสำหรับ แบตเตอรี่สีเขียว (Green Batteries) รุ่นใหม่ต่อไป
ปูทางนิคม Circular-EPR สร้าง New Value Chain ไทย
การที่สามารถสกัดสารเหล่านี้เองได้ถือเป็นก้าวสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียน เนื่องจากเป็นแร่ธาตุที่ไทยไม่สามารถผลิตเองได้จากแหล่งธรรมชาติ การจะผลักดันโครงการนำร่องนี้ไปสู่เชิงพาณิชย์ได้ จึงจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานและกฎหมายรองรับ
ปัจจุบัน กฟผ.จึงได้ร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง นิคมอุตสาหกรรม Circular เพื่อรองรับการบริหารจัดการแบตเตอรี่และขยะอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจรในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งอยู่ใกล้กับแหล่งผลิตรถยนต์อีวี เพื่อบริหารระบบโลจิสติกส์การขนส่งแบตเตอรี่ให้มีต้นทุนการขนส่งที่ตํ่าลง
ขณะเดียวกันยังได้ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ศึกษาแนวนโยบายและมาตรการทางกฎหมายเพื่อเสนอต่อรัฐบาล โดยเน้นยํ้าถึงความจำเป็นในการใช้ระบบ Battery Passport เพื่อสืบย้อนข้อมูลแบตเตอรี่ และหลักการ Extended Producer Responsibility (EPR) ที่กำหนดให้ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าต้องรับผิดชอบต่อแบตเตอรี่ตลอดวงจรชีวิต เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการทิ้งขยะอันตรายในอนาคต
ความสำเร็จของระบบนิเวศแบตเตอรี่นี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการจัดการซากแบตเตอรี่ EV เท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด การเปลี่ยนขยะให้กลายเป็นทรัพยากร ผ่านกระบวนการ SL-BESS และการรีไซเคิลแบล็คแมส จะช่วยสร้างห่วงโซ่มูลค่าใหม่ (New Value Chain) ให้กับเศรษฐกิจไทยอีกด้วย