โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘พรรคส้ม’ ชวน ‘เพื่อไทย’ ทำงานหนักร่วมกันในฐานะฝ่ายค้านเสียงข้างมาก

The Bangkok Insight

อัพเดต 08 ก.ย 2568 เวลา 01.49 น. • เผยแพร่ 08 ก.ย 2568 เวลา 01.49 น. • The Bangkok Insight

"พรรคส้ม" ชวน "เพื่อไทย" ทำงานหนักร่วมกันในฐานะฝ่ายค้านเสียงข้างมาก "ไอติม" ชี้ เป็นประโยชน์ต่ออนาคตประเทศ มากกว่าการหักหาญหรือทำลายล้างกันด้วย "นิติสงคราม"

วานนี้ (7 ก.ย.) พรรคประชาชน โพสต์ [ พรรคประชาชน-พรรคเพื่อไทยควรร่วมมือกันเพื่อผลประโยชน์ประชาชน: ติดตามการรักษาสัญญา-ตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาล-ผลักดันกฎหมายก้าวหน้าในสภาฯ แทนการทำลายล้างกันด้วยนิติสงคราม ]

เพื่อไทย

จากกรณีที่ สส.พรรคเพื่อไทยได้ร่วมกันเข้าชื่อยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยสมาชิกภาพการเป็น สส. ของณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (2) ประกอบมาตรา 185 (1) และ (2) โดยอ้างว่าการทำบันทึกข้อตกลง (MOA) ระหว่างหัวหน้าพรรคทั้งสองนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ เข้าข่ายครอบงำและแลกเปลี่ยนผลประโยชน์

พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีสิทธิวิจารณ์การตัดสินใจของพรรคประชาชนได้เต็มที่ และพรรคประชาชนก็ต้องพร้อมน้อมรับทุกความเห็นและทุกการตรวจสอบ แต่เหตุผลที่ สส.พรรคเพื่อไทยใช้ในการยื่นคำร้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยว่าการทำข้อตกลง MOA ของพรรคประชาชนเป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญและเข้าข่ายการล้มล้างการปกครองนั้น มีความย้อนแย้งและไม่ส่งผลดีต่อความเข้มแข็งของประชาธิปไตย ซึ่งเป็นเป้าหมายที่พรรคเพื่อไทยต้องการยึดมั่น

(1) พรรคเพื่อไทยระบุว่าการทำข้อตกลงตาม “เงื่อนไข 3 ข้อหลัก” ของพรรคประชาชนขัดรัฐธรรมนูญ แต่ก่อนที่พรรคประชาชนจะตัดสินใจว่าจะทำข้อตกลงกับพรรคใด พรรคเพื่อไทยเองเป็นฝ่ายที่ประกาศยอมรับทุกเงื่อนไขของพรรคประชาชนหลังจากได้มีการหารือกันถึงรายละเอียดที่สำนักงานพรรคประชาชน ยังไม่นับถึงความพยายามของพรรคเพื่อไทยก่อนหน้านั้นที่ได้ประกาศเงื่อนไขหรือข้อเสนอเพิ่มเติมจาก 3 ข้อเสนอหลักของพรรคประชาชน

(2) พรรคเพื่อไทยระบุว่าการตั้ง “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” ขัดต่อหลักการประชาธิปไตย แต่นอกจากการมีอยู่ของรัฐบาลเสียงข้างน้อยจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้และเคยเกิดขึ้นแล้วหลายครั้งในประเทศประชาธิปไตยทั่วโลก ตัวแทนพรรคเพื่อไทยที่มาพูดคุยกับผู้บริหารพรรคประชาชนก็เข้าใจและยอมรับเองตั้งแต่วันนั้น ว่าพร้อมจะคงสถานะความเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยในห้วงเวลาก่อนยุบสภา หากมีการทำข้อตกลง MOA กับพรรคประชาชน

(3) พรรคเพื่อไทยระบุว่าการ “ยุบสภาภายใน 4 เดือน” ก่อนจะหมดวาระในเดือนพฤษภาคม 2570 อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่พรรคเพื่อไทยเองกลับเป็นฝ่ายที่ยืนยันว่าพร้อมยุบสภาภายใน 4 เดือนเมื่อครั้งพยายามโน้มน้าวให้พรรคประชาชนทำข้อตกลง MOA ร่วมกับเพื่อไทย รวมถึงยังได้ยื่นข้อเสนอพิเศษหลังจากที่พรรคประชาชนได้ลงนามข้อตกลง MOA ไปแล้ว ว่าพร้อม “ยุบสภาทันที” - หากพรรคเพื่อไทยยังยืนยันว่าจะใช้เหตุผลนี้ในการยื่นศาลรัฐธรรมนูญ แล้วเราจะตีความคำสัญญาที่ผ่านมาเรื่องการยุบสภากันอย่างไร?

(4) พรรคเพื่อไทยระบุว่าการทำ “ข้อตกลง MOA” ต่างๆ ระหว่างพรรคการเมืองอาจขัดรัฐธรรมนูญหรือเข้าข่ายการครอบงำพรรคการเมือง ทั้งที่ข้อตกลงนั้นล้วนถูกทำอย่างเปิดเผยและเกี่ยวข้องกับประเด็นทางสาธารณะ หากพรรคเพื่อไทยเชื่อแบบที่ยื่นคำร้องจริง ก็เท่ากับเป็นความพยายามสร้างบรรทัดฐานให้พรรคการเมืองหลีกเลี่ยงการทำสัญญาประชาคมต่อหน้าประชาชนเกี่ยวกับจุดยืนหรือนโยบายสาธารณะ ซึ่งจะไม่ส่งผลดีต่อแนวทางการทำการเมืองที่โปร่งใสและประชาชนมีส่วนร่วม ที่ทุกฝ่ายน่าจะอยากเห็น

พวกเราสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจของพรรคเพื่อไทยต่อการตัดสินใจของพรรคประชาชน และยอมรับว่าพรรคเพื่อไทยเองเป็นฝ่ายที่ได้รับผลกระทบมาก่อนหน้านี้จากกลไกของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่หากเราต้องการให้รัฐบาลภูมิใจไทยไม่เบี้ยวต่อข้อตกลงเรื่องยุบสภาและการปลดล็อกการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และไม่กระทำการใดๆ อันจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของประชาธิปไตยและกระบวนการยุติธรรมในช่วง 4 เดือนข้างหน้านี้ การทำงานหนักร่วมกันของพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้าน จะเป็นประโยชน์ต่ออนาคตประเทศ มากกว่าการหักหาญหรือทำลายล้างกันด้วยกลไกนิติสงคราม

แน่นอนว่าพรรคประชาชนเคารพสิทธิของพรรคเพื่อไทยในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเป็นเอกเทศ โดยไม่ร่วมมือกับพรรคประชาชนแต่ด้วยคณิตศาสตร์การเมืองในระบบรัฐสภา การร่วมมือกันในประเด็นที่เห็นตรงกัน จะทำให้ฝ่ายค้านทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น เพราะจะมีเสียง สส. ของสองพรรครวมกันเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร

แม้พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชนต่างมี สส. ของตนเองเพียงพอในการ “เปิด” อภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่หากต้องการจะ “ล้ม” รัฐบาลได้ผ่านการลงมติไม่ไว้วางใจในกรณีที่มีการเบี้ยวสัญญาหรือใช้อำนาจโดยมิชอบ ความร่วมมือของสองพรรคมีส่วนสำคัญต่อการมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร

แม้พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชนต่างมีร่างกฎหมายของตนเองที่อยากผลักดันในสภาฯ แต่หากสองพรรคพูดคุยและตกลงกัน กฎหมายทุกฉบับที่สองพรรคเห็นตรงกันว่าควรผลักดัน ก็สามารถผ่านความเห็นชอบของสภาฯ ไปได้ ในขณะที่กฎหมายทุกฉบับของรัฐบาลภูมิใจไทยที่ สองพรรคเห็นตรงกันว่าไม่ควรให้ผ่าน ก็ไม่มีทางผ่านความเห็นชอบของสภาฯ ไปได้

แม้พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชนอาจมีมุมมองที่ต่างกันต่อการตัดสินใจของพรรคประชาชนที่ผ่านมา แต่หากทั้งสองพรรคร่วมกันคงความเป็นเอกภาพของ สส. ภายในพรรคตนเองได้สำเร็จ สถานะของรัฐบาลใหม่จะเป็น “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” ต่อไป และฝ่ายค้านจะทำงานได้ต่อไปในฐานะเสียงข้างมากในสภาฯ

การเมืองไทยควรมุ่งสู่การติดตามการรักษาสัญญา การตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาล และการผลักดันกฎหมายที่ก้าวหน้าในสภาฯ ให้เกิดผลแท้จริง แทนที่จะปล่อยให้การต่อสู้ทางการเมืองถูกลดทอนให้เหลือเพียงนิติสงครามเพื่อทำลายล้างกัน อันไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในระยะยาว

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...