โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

คลัง เล็งอัดมาตรการกระตุ้นศก.ปลายปี หนุนบริโภค-ท่องเที่ยว ดันGDPโตเกิน 2%

PostToday

อัพเดต 22 ส.ค. 2568 เวลา 00.32 น. • เผยแพร่ 22 ส.ค. 2568 เวลา 07.20 น.

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างเตรียมการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง ปี 2568 โดยจะเน้นไปที่การเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ และการส่งเสริมภาคการท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันภายในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ หรือภายในเดือนตุลาคม 2568 เพื่อเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจช่วงปลายปี และผลักดันให้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เติบโตเกิน 2% ภายในปี 2568

“เราประเมินแล้วว่า ถ้าปล่อยให้เป็นไปตามกลไกปกติ การเติบโตเศรษฐกิจจะไม่ถึงเป้าหมาย ขณะนี้เข้าสู่เดือนสุดท้ายแล้ว มาตรการจึงมีความจำเป็น หากทุกอย่างเดินได้ตามแผน มาตรการน่าจะเริ่มได้ช่วงต้นไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะสม หากทุกขั้นตอนผ่านความเห็นชอบทันเวลา ซึ่งจะเป็นการเสริมแรงกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในช่วงปลายปี ซึ่งคาดว่าจะเป็นแรงส่งดันจีดีพีโตได้มากกว่า 2% ”

สำหรับงบประมาณจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจเดิม วงเงิน 1.57 แสนล้านบาทนั้น ขณะนี้ดำเนินการไปแล้วราว 110,000 ล้านบาท และมีการยกเลิกบางโครงการประมาณ 5,000 ล้านบาท โดยยังเหลือ งบประมาณราว 26,000 ล้านบาท ที่จะถูกโอนเข้าสู่ งบกลางกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อสามารถนำมาใช้สนับสนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทันในปีงบประมาณ 2568

นายจุลพันธ์ย้ำว่า การนำเงินมาใช้นั้นไม่สามารถผูกพันงบในลักษณะของโครงการใหม่ได้ เนื่องจากเวลาที่เหลือไม่เพียงพอ จึงต้องใช้กลไกที่ยืดหยุ่น เช่น การโอนเข้างบกลาง

ในส่วนของมาตรการด้านแรงงาน รัฐบาลยังเดินหน้าแผน ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาททั่วประเทศ ซึ่งแม้จะเป็นผลดีต่อแรงงาน แต่ส่งผลต่อภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ในภาคท่องเที่ยวและบริการ

กระทรวงการคลังเตรียมหารือและออกมาตรการ ลดหย่อนภาษี หรือมาตรการบรรเทาภาระอื่น ๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัวได้ โดยเน้นการสร้างสมดุลให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์

"ซึ่งในอดีตเราเคยใช้กลไกลดหย่อนภาษี วันนี้เราก็อาจต้องกลับมาดูว่าเพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่พอ ก็ต้องมีมาตรการเสริมเพื่อบรรเทาภาระผู้ประกอบการ"

อีกหนึ่งประเด็นที่รัฐบาลติดตามอย่างใกล้ชิดคือผลกระทบจาก มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ หรือที่เรียกว่า “ภาษีทรัมป์” และสถานการณ์ในประเทศกัมพูชา ซึ่งอาจกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและภาคส่งออก โดยรัฐบาลจะใช้ ธนาคารของรัฐ เช่น ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME D Bank) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)เป็นเครื่องมือปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) และมาตรการพักชำระหนี้บางส่วน ภายใต้ นโยบายกึ่งการคลัง ที่จะเสนอผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.)

ขณะนี้ 2 ธนาคารอยู่ระหว่างการประเมินกลุ่มลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ เพื่อเตรียมออก มาตรการเฉพาะทาง ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตร-เอสเอ็มอี ที่เชื่อมโยงกันในภาคการผลิต

สำหรับ แหล่งงบประมาณเพิ่มเติม นอกจากงบกลางแล้ว นายจุลพันธ์กล่าวว่า รัฐบาลสามารถใช้งบจากหลายช่องทาง เช่นกองทุนเพิ่มขีดความสามารถ กลไกทางกฎหมายตามมาตรา 28 ซึ่งเป็นการอนุญาตให้ใช้เงินนอกงบประมาณในกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น โดยไม่กระทบวินัยการคลัง

ด้านความคืบหน้างบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ล่าสุด นายจุลพันธ์ระบุว่า ได้ผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว และอยู่ระหว่างรอเข้าสู่วาระการพิจารณาของ วุฒิสภาในวันที่ 1-2 กันยายน 2568 โดยคาดว่าจะสามารถผ่านกระบวนการได้ทัน เริ่มใช้ 1 ตุลาคม 2568

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...