โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ช่อ พรรณิการ์” ชี้ไทยมาถูกทาง โฟกัสเรื่องทุ่นระเบิด

ข่าวเวิร์คพอยท์ 23

อัพเดต 16 ส.ค. 2568 เวลา 06.55 น. • เผยแพร่ 16 ส.ค. 2568 เวลา 06.55 น. • ข่าวเวิร์คพอยท์

(16 ส.ค. 68) ช่อ-พรรณิการ์ วานิช คณะกรรมการคณะก้าหน้า และที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กับข่าวเวิร์คพอยท์23 ถึงกรณีทางการไทยเชิญตัวแทนทูตจาก 33 ประเทศที่เป็นภาคีของอนุสัญญาออตตาวา และองค์กร-องค์การระหว่างประเทศ ที่ทำงานด้านการต่อต้านทุนระเบิดสังหาร ลงพื้นที่ดูเรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทหารและพลเรือนไทย จากการใช้ทุ่นระเบิดสังหารของกองทัพกัมพูชา

โดย น.ส.พรรณิการ์บอกว่าในการสื่อสารเรื่องความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ในเวทีประชาคมโลก ต้องดูว่าต่างประเทศให้ความสำคัญหรือสนใจเรื่องไหน อย่างเช่นเรื่องของชายแดน ในมุมของคนไทยจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง เป็นเรื่องที่เราให้น้ำหนัก แต่ในประชาคมโลกจะมองว่าเรื่องนี้มองว่าเป็นความขัดแย้งของ 2 ประเทศ ประเทศอื่นเป็นคนนอกก็จะไม่อยากเข้ามายุ่ง

ขณะเดียวกันเรื่องที่ได้รับความสนใจมาเป็นอันดับ 1 คือเรื่องของการใช้ทุ่นระเบิดสังหาร ซึ่งเป็นเรื่องที่นานาชาติรับไม่ได้ และกัมพูชาเองอยู่ในสถานะเสียเปรียบ เนื่องจากหลักฐานทุ่นระเบิดที่พบล่าสุดมีต้นทางจากรัสเซีย และประเทศไทยได้แสดงบัญชีชัดเจนแล้วว่าไม่มีทุ่นระเบิดเหล่านี้ในครอบครอง จะสังเกตได้ว่าในตอนแรกกัมพูชาพยายามโยนว่าทุ่นระเบิดนั้นเป็นของไทยเอง แต่ทางไทยสามารถแสดงหลักฐานได้ชัดเจนว่าไม่ใช่ของเรา ฝั่งกัมพูชาถึงเริ่มบิดไปว่าเป็นการวางทุ่นระเบิดในเขตแดนกัมพูชา เพื่อให้เข้ากับข้อยกเว้นของอนุสัญญาออตตาวา ที่ยกเว้นให้ในกรณีการใช้ทุ่นเพื่อการฝึกซ้อมหรือศึกษาวิจัย

ขณะที่กัมพูชาพยายามเบี่ยงประเด็นไปที่เรื่อง การรุกล้ำเขตแดน ไทยต้องไม่ตกหลุมและกลับไปทุ่มกำลังถกเถียงเรื่องเหล่านั้น ที่สุดท้ายจะไม่มีใครชนะกันแบบเด็ดขาด โดยเธอเห็นด้วยกับใช้วิธี “คุมเชิง” ในพื้นที่พิพาท เช่นวันก่อนที่ฝั่งกัมพูชาพาคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวของอาเซียน หรือ IOT ลงพื้นที่ชายแดนในจุดที่เป็นพื้นที่พิพาทอยู่ ฝั่งไทยก็มีการตรึงกำลังทหารไว้ การทำเช่นนี้ดีแล้ว แต่ต้องไม่โฟกัสเรื่องนี้ไปมากกว่าเรื่องทุ่นระเบิด

ขณะเดียวกันเธอมอว่าไทยมาถูกทางแล้วที่เดินหน้ารุกทางการทูต โดยเน้นพาทูตและองค์กรระหว่างประเทศลงพื้นที่ เก็บรวบรวมและเผยแพร่หลักฐานเชิงประจักษ์ เช่น ซากทุ่นระเบิดที่เพิ่งถูกวางใหม่ ซึ่งถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ที่ทั้งไทยและกัมพูชาเป็นภาคีร่วมกัน

ซึ่งจากรายชื่อของผู้แทนทูตรัฐภาคีและที่ไม่ใช่ภาคีของอนุสัญญาออตตาวา ที่ลงพื้นที่ร่วมกับฝั่งไทยในวันนี้ เธอมองว่าเป็นกลุ่มประเทศที่เป็นตัวหลักสำคัญในเวทีด้านความมั่นคง และด้านสิทธิมนุษยชนของประชาคมโลก น.ส.พรรณิการ์มองว่าการลงพื้นที่วันนี้สำคัญ อาจจะสำคัญกว่าการลงพื้นที่ของคณะ IOT หลังจากนี้ด้วยซ้ำ

โดยฝ่ายของไทยเราต้องพยายามล็อบบี้ ให้ข้อมูล หลักฐานที่เป็นที่ประจักษ์ กับประเทศเป็นประเทศมหาอำนาจเหล่านี้ และโดยเฉพาะประเทศที่เป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, จีน, ฝรั่งเศส, รัสเซีย, และสหราชอาณาจักร ซึ่งมีอำนาจวีโต้ในที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงฯ เพราะล่าสุดกัมพูชาเพิ่งส่งเรื่องกล่าวหาไทยเข้าไปที่คณะมนตรีความมั่นคงฯ อีกครั้งหลังครั้งแรกไม่ส่งผลอย่างที่ทางการกัมพูชาต้องการ

น.ส.พรรณิการ์ยังย้ำเรื่องของการทำงานสื่อสารเชิงรุก ไม่ใช่การทะเลาะเบาะแว้งเชิงรุก การสื่อสารเชิงรุกคือการคอยให้ข่าว ให้ข้อมูลที่ถูกต้องออกไปให้บ่อยครั้ง พาทูตหรือผู้แทนประเทศต่างๆ ลงพื้นที่ให้มากที่สุด อย่ามองว่าเราได้เปรียบแล้วจะไม่สื่อสาร โดยตนมองว่าความเคลื่อนไหวของไทย 3 เรื่อง คือการพารัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวาลงพื้นที่, การพากาชาดสากลลงพื้นที่ และเรื่องคณะ IOT เป็นการทำงานที่เพียงพอ

ในเรื่องของความกังวลว่ากัมพูชาจ้างล็อบบี้ยิสต์มาทำงานช่วยเรื่องภาพลักษณ์ของประเทศ มีการอ้างตัวเป็นนักข่าวทำเนียบข่าวแล้วลงพื้นที่ น.ส.พรรณิการณ์มองว่า ในสหรัฐฯ การจ้างล็อบบี้ยิสต์ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย เพียงแต่ต้องทำให้โปร่งใส และตนมองว่าล็อบบี้ยิสต์ที่ทางกัมพูชาจ้างนั้นไม่ใช่เจ้าที่น่าเชื่อถือ

เรื่องการจัดฉากของกัมพูชาตนมองว่าไทยเราต้องวางตนเป็นผู้ใหญ่ มีวุฒิภาวะ ปฏิบัติตามกติกาโลก ไม่ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ไม่ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และเพียงบอกว่ากัมพูชาทำอะไรที่ผิด ส่วนเรื่องล็อบบี้ยิสต์ในทางการทูตแล้วก็รู้ทันกัน

“ยิ่งกัมพูชาทำแบบนี้ ทำโปรดักชั่นปลอม รื้อรั้วลวดหนามปลอม ก็ยิ่งทำให้ประชาคมโลกได้เห็นว่ากัมพูชามีพฤติกรรมแบบไหน สื่งที่เราต้องทำก็คือ ทำให้ประชาคมโลกเห็นว่า แนวทางการดำเนินการในเรื่องนี้ของเราเป็นผู้ใหญ่ และมีระเบียบวิธีที่ถูกต้อง ตามหลักทางการทูต ขณะที่กัมพูชานั้นเป็นอีกแบบหนึ่ง” น.ส.พรรณิการ์กล่าว

ส่วนข้อกังวลเรื่องของประเทศฝรั่งเศส ที่เป็นสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงฯ ดูเหมือนจะมีสายสัมพันธ์สนิทสนมกับทางฝั่งกัมพูชามากกว่าไทย น.ส.พรรณิการ์ระบุว่าตนเคยบอกแล้วว่าประธานาธิบดีมาครง ของฝรั่งเศสนั้นคุยด้วยไม่ยาก

พร้อมทั้งแนะนำว่าไทยเรามีแต้มต่อในมือคือประเด็นเรื่องของการลอบสังหารนายลิม กิมยา นักการเมืองฝ่ายค้านของกัมพูชา ที่ กทม. โดยนายลิม กิมยานั้นถือสัญชาติฝรั่งเศสด้วย และมีภรรยาเป็นคนฝรั่งเศส และเมื่อไม่นานนี้สำนักข่าวอัลจาซีราได้เผยแพร่คลิปเสียงที่ระบุว่าเป็นเสียงของ สมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรี และประธานวุฒิสภาของกัมพูชา พูดคุยสั่งการเรื่องให้ไล่ล่า จัดการนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามที่อยู่ในประเทศไทย

รัฐบาลไทยสามารถยกเรื่องนี้หารือกับฝรั่งเศสได้ ให้ข้อมูลที่เรามีซึ่งตอนนี้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของเราแล้วกับฝรั่งเศส เพื่อให้ฝรั่งเศสนำเรื่องขึ้นศาลโลกหรือ ICJ ที่ทั้งฝรั่งเศสและกัมพูชาเป็นภาคีด้วยกันทั้งคู่ได้ โดยที่ไทยไม่ต้องขึ้นศาลโลกหรือไม่ต้องรับเขตคอำนาจศาลโลกไปด้วย เพียงแต่ให้ข้อมูลที่เรามีอยู่ในมือกับฝรั่งเศสเท่านั้น โดยที่ผ่านมามีหลายคดีที่ฝรั่งเศสนำเรื่องขึ้นศาลโลกเพราะมีพลเมืองฝรั่งเศสถูกกระทำ

ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยต้องตัดสินใจว่าจะนำไปพูดคุยหรือไม่ หากยกไปพูดคุยทางฝรั่งเศสแทบไม่มีทางที่จะปฏิเสธ แต่ตนก็ไม่เห็นว่ารัฐบาลไทยจะกระเตื้องเรื่องนี้ ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะในคลิปดังกล่าวมีการกล่าวอ้างไปถึงนายเคลียง ฮวด ที่มีประเด็นอยู่หรือไม่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...