โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“สหรัฐ” อัดฉีด Intel 5.7 พันล้านดอลลาร์ หนุนทรัมป์ถือหุ้น 10% คุมธุรกิจชิปยุทธศาสตร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 29 ส.ค. 2568 เวลา 09.59 น. • เผยแพร่ 29 ส.ค. 2568 เวลา 02.59 น.

Intel เผยได้รับเงินทุนก้อนใหญ่จากรัฐบาลสหรัฐ หลังตกลงขายหุ้น 10% ให้ภายใต้การเจรจาของประธานาธิบดีทรัมป์ ขณะที่บริษัทยังเดินหน้าปรับโครงสร้าง

วันที่ 29 สิงหาคม 2568 เวลา 02.14 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เดวิด ซินส์เนอร์ ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน (CFO) ของ Intel เปิดเผยระหว่างการประชุมนักลงทุนว่า Intel ได้รับเงินสดมูลค่า 5.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา ภายใต้ข้อตกลงที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เจรจาเพื่อแลกกับการเข้าถือหุ้น 10% ในบริษัทชิปที่กำลังประสบปัญหา

ซินส์เนอร์กล่าวว่า การที่รัฐบาลสหรัฐเข้าถือหุ้นในอินเทลนั้นเป็น แรงจูงใจเพื่อให้อินเทลยังคงควบคุมธุรกิจการผลิตชิปตามสัญญา (foundry) ของตนเอง

ตามข้อตกลงดังกล่าว รัฐบาลยังได้เจรจาขอสิทธิซื้อหุ้นเพิ่มอีก 5% (warrant) ในกรณีที่อินเทลถือครองธุรกิจ foundry ต่ำกว่า 51% โดยซินส์เนอร์กล่าวว่า “ผมไม่คิดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่เราจะลดการถือครองต่ำกว่า 50% ดังนั้นท้ายที่สุดแล้ว ผมคาดว่าสิทธิซื้อหุ้นดังกล่าวจะหมดอายุโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์”

เมื่อวันพฤหัสบดี โฆษกทำเนียบขาว คาโรไลน์ ลีวิตต์ ระบุว่าข้อตกลงระหว่างอินเทลกับรัฐบาลสหรัฐยังอยู่ระหว่างการดำเนินการโดยกระทรวงพาณิชย์ พร้อมกล่าวว่า “รายละเอียดต่าง ๆ ยังอยู่ระหว่างการจัดทำ เรายังต้องตรวจสอบให้ครบถ้วน และยังอยู่ในขั้นตอนการหารือ” ด้านอินเทลปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม”

ลีวิตต์ย้ำว่า ประธานาธิบดีเป็นผู้เสนอข้อตกลงนี้ และรัฐมนตรีพาณิชย์กำลังดำเนินการเพื่อให้เกิดขึ้นจริง

Intel เพิ่งระดมทุน 2 พันล้านดอลลาร์จากซอฟต์แบงก์กรุ๊ป (SoftBank Group) ผ่านการขายหุ้นเมื่อต้นเดือนนี้ และได้ประกาศแผนลดจำนวนพนักงานลงเหลือ 75,000 คน ภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการของซีอีโอ ลิป-บู ทัน (Lip-Bu Tan) ซึ่งรวมถึงการหาลูกค้ารายใหญ่สำหรับธุรกิจการผลิตชิป และการขายกิจการที่ไม่ได้เป็นหัวใจหลักของบริษัท

อินเทลได้ดำเนินการแยกธุรกิจการผลิตชิป (foundry) ออกจากธุรกิจออกแบบชิป โดย foundry เช่น TSMC ทำหน้าที่ผลิตชิปให้กับบริษัทออกแบบที่ไม่มีโรงงานผลิต เช่น Nvidia และ AMD อินเทลเคยระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่าอาจเปิดรับการลงทุนจากภายนอกในหน่วยธุรกิจ foundry และได้จัดตั้งคณะกรรมการบริหารแยกต่างหากเพื่อกำกับดูแล

ซินส์เนอร์กล่าวเพิ่มเติมว่า หากอินเทลเปิดรับนักลงทุนภายนอกในธุรกิจ foundry บริษัทจะมีแนวโน้มเลือก นักลงทุนเชิงกลยุทธ์ (strategic investor) มากกว่านักลงทุนทางการเงิน (financial investor) แต่ย้ำว่ายังต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะถึงจุดนั้น

ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา อินเทลเปิดเผยว่าความสำเร็จของธุรกิจ foundry จะขึ้นอยู่กับการหาลูกค้ารายใหญ่สำหรับกระบวนการผลิตชิปรุ่นใหม่ที่เรียกว่า 14A หากไม่สำเร็จ บริษัทอาจต้องถอนตัวออกจากธุรกิจนี้โดยสิ้นเชิง อย่างไรก็ดี ซินส์เนอร์ได้ลดทอนความกังวล โดยระบุว่าการเปิดเผยความเสี่ยงดังกล่าวเป็นเรื่องปกติที่ฝ่ายกฎหมายต้องดำเนินการ

ซินส์เนอร์กล่าวว่า บริษัทมุ่งหวังจะหาลูกค้ารายใหญ่ให้ได้ภายในปีหน้า และยังคงยึดมั่นในวินัยทางการเงิน ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตรุ่นใหม่ โดยย้ำว่าการลงทุนในกระบวนการ 14A เพื่อใช้งานเฉพาะภายในอินเทลเองนั้น มีต้นทุนสูงเกินไป และไม่สามารถให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้นได้

อ้างอิง : www.reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...