“ไต้หวัน” ปฏิเสธข้อเสนอแบ่งผลิตชิป 50-50 กับสหรัฐ ยันไม่เคยเจรจา-ไม่ยอมรับเงื่อนไข
"ไต้หวัน" ย้ำคณะเจรจาไม่เคยตกลงแบ่งสัดส่วนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์กับสหรัฐ หลังมีรายงานข้อเสนอ 50-50 พร้อมผลักดันเจรจาลดภาษี-เพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐ
วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เวลา 07.39 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ไต้หวันจะไม่ยอมรับข้อตกลงกับสหรัฐที่ให้การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ครึ่งหนึ่งไปอยู่ในประเทศนั้น ผู้เจรจาด้านภาษีศุลกากรระดับสูงของเกาะกล่าวเมื่อวันพุธ หลังจากเดินทางกลับถึงบ้าน
ฮาวเวิร์ด ลัทนิค รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐ กล่าวกับสถานีโทรทัศน์ News Nation ของสหรัฐ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า สหรัฐมีข้อเสนอให้ไต้หวันแบ่งการผลิตชิปแบบ “50-50” โดยปัจจุบันการผลิตส่วนใหญ่ยังคงอยู่ที่เกาะแห่งนี้
เฉิง หลี่-ฉิน รองนายกรัฐมนตรีไต้หวัน ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะเจรจาภาษีกับสหรัฐ กล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังกลับถึงเกาะว่า ไม่ได้หารือถึงข้อเสนอ 50-50 ที่สหรัฐเสนอระหว่างการเจรจา
“คณะเจรจาของเราไม่เคยให้คำมั่นใด ๆ เกี่ยวกับการแบ่งสัดส่วนการผลิตชิปครึ่งต่อครึ่ง ขอให้มั่นใจว่าเราไม่ได้หารือเรื่องนี้ในการเจรจาครั้งนี้ และเราก็จะไม่ยอมรับเงื่อนไขเช่นนั้น”
ไต้หวัน ซึ่งเป็นที่ตั้งของผู้ผลิตชิปตามสัญญารายใหญ่ที่สุดของโลกอย่าง TSMC มีดุลการค้าเกินดุลจำนวนมากกับสหรัฐฯ ปัจจุบันการส่งออกของไต้หวันไปยังสหรัฐ ต้องเสียภาษีศุลกากรในอัตรา 20% โดย TSMC กำลังลงทุน 165,000 ล้านดอลลาร์ในการสร้างโรงงานผลิตชิปในรัฐแอริโซนาของสหรัฐ แม้ว่าส่วนใหญ่ของการผลิตยังคงอยู่ในไต้หวัน
รัฐบาลไต้หวันกล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่า หวังจะได้อัตราภาษีที่เอื้อประโยชน์มากขึ้นจากสหรัฐ หลังการเจรจามีความคืบหน้าในบางประเด็น ในการกล่าวต่อสภาที่ไทเปเมื่อวันอังคารนายกรัฐมนตรีโช จุง-ไถ ระบุว่าเฉิงได้มีการหารือหลายครั้งกับสหรัฐเกี่ยวกับประเด็นภาษี
การปรึกษาหารือเชิงเนื้อหาที่สำคัญที่สุดกำลังดำเนินอยู่
เฉิงยังกล่าวที่สนามบินว่ามีการหารืออย่างละเอียด ซึ่งทำให้เกิดความคืบหน้าในบางประเด็น
แยกต่างหากจากนี้ สำนักงานประธานาธิบดีไต้หวันกล่าวเมื่อวันอังคารว่า ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ได้พบกับ ลุค เจ. ลินด์เบิร์ก รัฐมนตรีช่วยว่าการฝ่ายการค้าสินค้าเกษตรต่างประเทศของกระทรวงเกษตรสหรัฐ
ไล่ ระบุว่าคณะผู้แทนด้านการเกษตรของไต้หวันที่จะไปเยือนสหรัฐ ในเดือนกันยายน มีแผนจะซื้อสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ มูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์ในช่วง 4 ปีข้างหน้า รวมถึงถั่วเหลือง ข้าวสาลี ข้าวโพด และเนื้อวัว
อ้างอิง : reuters.com