โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘Ghost-lighting’ ผีหลอกยังพอทน คนหลอกนี่พอเลย เมื่อผีในความสัมพันธ์ยุคดิจิทัลน่ากลัวกว่าที่คิด หายตัว-กลับมา-ปฏิเสธความผิด จนเราสับสน

a day magazine

อัพเดต 22 ต.ค. 2568 เวลา 14.56 น. • เผยแพร่ 27 ต.ค. 2568 เวลา 03.00 น. • a day magazine

ใครเคยบอกไว้ว่า โดนผีหลอกไม่ได้น่ากลัวเท่าโดนคนหลอก

ผีอาจสับขาหลอกในเรื่องของวิธีการ แต่หากลองนึกดีๆ หรือไปถามเกจิพระอาจารย์ก็อาจรู้ว่าผีตนนั้นต้องการอะไร อยากให้แบ่งส่วนบุญเพื่อไปผุดไปเกิดใช่ไหม

แต่พอเป็นมนุษย์ที่จิตใจยากแท้หยั่งถึง เมื่อโดนหลอก มันอาจซับซ้อนและเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมชนิดคาดไม่ถึง หรือกระทั่งไม่รู้ตัวเลยว่าเขากำลังหลอกอยู่จริงๆ ไหม หรือเราแค่คิดไปเองกันแน่

โดยเฉพาะในเรื่องของความสัมพันธ์ คงไม่มีใครพิศวาสการโดนอีกฝ่ายหลอกแน่ๆ เพราะมันทั้งเสียเวลา เสียสุขภาพจิต และเสียโอกาส

แต่โลกที่เปลี่ยนไปก็นำพาอะไรๆ ที่ซับซ้อนเข้ามา แม้กระทั่งเรื่องของความสัมพันธ์ หลายคนอาจเคยได้ยินพฤติกรรมแบบ Ghosting หรือการหายตัวไปโดยไม่บอกกล่าว ไม่มีการสื่อสารใดๆ ราวกับตายจากไปกลายเป็นผี รวมถึงพฤติกรรมแบบ Gaslighting ที่เป็นการบิดเบือนความจริงหรือทำให้อีกฝ่ายสงสัยในความจำหรือความรู้สึกของตนเอง จนทำให้คนที่โดนรู้สึกสูญเสียความมั่นใจ ความมั่นคง และตั้งคำถามกับคุณค่าของตนเอง

แต่ข่าวร้ายก็คือยุคสมัยนี้มีเทรนด์ของความสัมพันธ์ที่อาจซับซ้อนขึ้น เพราะมันเป็นการเอาพฤติกรรมทั้งสองรูปแบบที่ว่ามารวมกัน!

Ghost-lighting คือนิยามคำนั้น อธิบายง่ายๆ คือการหายไปเฉยๆ โดยไม่อธิบาย แต่สุดท้ายก็กลับมาอีกครั้งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหมือนสับขาหลอกให้เราเข้าใจว่าอีกฝ่ายไปแล้ว พอพยายามทำใจ สุดท้ายกลับโผล่มาพร้อมคำพูดทำนองว่า ‘เราคิดไปเอง’ จนทำให้เกิดความสับสนและเหนื่อยล้าในจิตใจ

โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่คนรุ่นใหม่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ผ่านโลกออนไลน์ตั้งแต่วัยรุ่น ทำให้หลายความความสัมพันธ์เริ่มและจบในพื้นที่ดิจิทัล การ Ghost-lighting จึงเป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย และอาจแทบไม่ต้องเผชิญหน้ากับผลลัพธ์ทางอารมณ์จริงๆ เลย

อย่างไรก็ตาม ใครจะอยากโดนสับขาหลอกในความสัมพันธ์ เช่นนั้นแล้วลองมาทำความเข้าใจกันว่า ทำไมบางคนถึงเลือกทำเช่นนี้

ไม่พร้อมรับผิดชอบอารมณ์

บางคนไม่กล้าพูดความรู้สึกตรงๆ เพราะกลัวจะเกิดบรรยากาศมาคุจนอึดอัด จึงเลือกเงียบหายไปเพื่อหนีจากสถานการณ์นั้น แต่กลับต้องเผชิญความรู้สึกเหงาหรือกลัวที่จะสูญเสียอีกฝ่ายไปจริงๆ เลยกลับมาอีกครั้งโดยไม่พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อเลี่ยงความรู้สึกผิด มันคือพฤติกรรมของคนที่ยังไม่พร้อมจะรับผิดชอบต่ออารมณ์ของตัวเองนั่นเอง

จริงจัง-ถอยห่าง-กลับมา

บางคนอาจเติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบที่รู้สึกไม่ปลอดภัย จนเรียนรู้ตั้งแต่ยังเด็กว่าการเข้าใกล้คนอื่นมากไปนั้นเสี่ยงจะโดนปฏิเสธ ดังนั้นเมื่อความสัมพันธ์เริ่มจริงจัง จึงเลือกถอยห่าง แต่พออีกฝ่ายเริ่มทำใจห่างตาม กลับเลือกที่จะกลับมาเพื่อยืนยันว่าตนเองมีค่า กลายเป็นลูปแห่งความคลุมเครือที่เกิดขึ้นแบบ จริงจัง ถอยห่าง และกลับมาเพื่อปฏิเสธความจริง

อำนาจและอัตตา

คนบางกลุ่ม โดยเฉพาะที่มีแนวโน้มแบบโรคหลงตัวเอง (Narcissistic) มักพยายามทำให้คนอื่นอยู่ในจุดที่ไม่แน่ใจ เพื่อให้ตัวเองรู้สึกเหนือกว่า เหมือนกับว่ายิ่งอีกฝ่ายสับสน ยิ่งรู้สึกว่าควบคุมได้ ดังนั้นสำหรับบางคน Ghost-lighting จึงเหมือนเกมจิตวิทยาเล็กๆ ที่สร้างความรู้สึกมีอำนาจ ขณะที่ก็ไม่ต้องการเผชิญหน้ากับความรู้สึกผิดและความอับอาย เมื่อสับขาหลอกและกลับมาอีกครั้ง แทนที่จะขอโทษหรือยอมรับผิด ก็กลับปฏิเสธความจริงเหล่านี้ เพียงเพราะปกป้องอัตตาของตนเองเท่านั้น

หายไปในโลกออนไลน์

อย่างที่กล่าวว่าโลกดิจิทัลทำให้ทุกอย่างเป็นเรื่องง่าย เช่นเดียวกับการหายไปโดยไม่บอกกล่าว และไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องผลลัพธ์ เพราะไม่มีการเผชิญหน้ากันตรงๆ โลกดิจิทัลจึงค่อยๆ ขัดเกลาให้คนชินกับการหนีโดยไม่ต้องรับผิดชอบทางอารมณ์ใดๆ และหากต้องการกลับมาก็เพียงแค่พิมพ์ข้อความหรือ DM ไปหาอีกฝ่ายอีกครั้งเท่านั้น

เปราะบางทางอารมณ์

ยุคนี้เรื่องของ Mental Health หรือสุขภาพจิตถูกพูดถึงอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ๆ ขณะเดียวกันหลายคนก็มองว่านี่เป็นเจนที่เปราะบางสูงมาก เพราะเติบโตในสังคมที่แทบทุกอย่างถูกบันทึกไว้ ถูกแชร์ง่าย ทำให้เกิดการตัดสินในโลกโซเชียล หลายคนจึงเลือก ‘ควบคุม’ ภาพลักษณ์ในความสัมพันธ์แทนที่จะ ‘เปิดใจ’ จริง เพราะเมื่อความสัมพันธ์เริ่มเดินหน้าไป ก็จะเริ่มรู้สึกกลัว ทั้งกลัวโดนปฏิเสธ กลัวดูเป็นฝ่ายอ่อนแอ จึงเลือกหนีหาย และกลับมาอีกครั้งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพียงเพื่อรักษาหน้าของตนเองเอาไว้

มากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่แฟน

‘เป็นมากเกินกว่าเพื่อน แต่ไม่ใช่คนรัก’ หากใครรู้จักประโยคนี้ เราคือเพื่อนกัน (อายุอานาม) ยุคนี้ความสัมพันธ์แบบคลุมเครือ ไม่ชัดเจน เพิ่มขึ้นมาก จนเกิดเป็นเทรนด์มากมาย แต่ความสัมพันธ์ชนิดนี้มีจุดร่วมคล้ายกัน คือไม่มีกรอบชัดเจนว่าใครต้องทำอะไร เมื่อฝ่ายหนึ่งเริ่มรู้สึกผูกพัน แต่อีกฝ่ายไม่รู้จะรับมือหรือรับผิดชอบยังไง จึงเลือกจะเฟดตัวไป และเมื่อรู้สึกผิด ก็กลับมาแก้ภาพนั้นอีกครั้ง โดยทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น Ghost-lighting จึงกลายเป็นเครื่องมือเพื่อรักษาสถานะคลุมเครือนั้นไว้ โดยไม่ต้องเอ่ยคำว่าเลิกแม้แต่คำเดียว

สรุปแล้ว Ghost-lighting เป็นคอนเซ็ปต์ของผีในร่างคนที่เลือกจะสับขาหลอกโดยการหายไปและย้อนกลับมาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพียงเพื่อผลลัพธ์ทางความรู้สึกส่วนตนบางอย่าง แบบที่ไม่ได้แคร์อีกฝ่ายอย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับให้ผลลัพธ์ที่ทำให้อีกฝ่ายสงสัยในคุณค่าของตนเองแทน

อย่างไรก็ดี หากเรารู้ทันพฤติกรรมแบบนี้ และมองว่ามันคือเกมจิตวิทยาหนึ่ง การจะเอาชนะเกมนี้คือการรักษาความชัดเจนในใจตัวเอง และไม่ยอมให้ใครมาบิดเบือนความจริงในใจของเรา

เพราะเมื่อเชื่อหัวใจตัวเอง จะไม่มีใครมาหลอกเราได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...