“จีน” ยึดมั่นนโยบายเศรษฐกิจ “เน้นการผลิตเหนือการบริโภค” หลังแข่งขันสหรัฐรุนแรง
"จีน" ยึดมั่นนโยบายเศรษฐกิจ "เน้นการผลิตเหนือการบริโภค" หลังแข่งขันสหรัฐรุนแรง เตรียมประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ วางแผน 5 ปี ดันอุตฯไฮเทคสู้สหรัฐ
วันที่ 15 ตุลาคม 2568 เวลา 13.42 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีนเตรียมจัดการประชุมใหญ่ในเดือนนี้ เพื่อกำหนดวิสัยทัศน์ระยะ 5 ปี โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมไฮเทค เพื่อยกระดับโครงสร้างการผลิตของประเทศและเสริมอำนาจทางเศรษฐกิจในเวทีโลก ท่ามกลางการแข่งขันกับสหรัฐที่รุนแรงขึ้น
การประชุมดังกล่าว ซึ่งเรียกว่า “ประชุมเต็มคณะ” (Plenum) มีแนวโน้มที่จะประกาศมาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และลดความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานที่สะสมมายาวนาน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตระยะยาวของเศรษฐกิจจีน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าเป้าหมายทั้ง 2 อย่าง การส่งเสริมอุตสาหกรรมและการกระตุ้นการบริโภค กลับขัดแย้งกันในเชิงนโยบาย เพราะการพัฒนาอุตสาหกรรมต้องใช้ทรัพยากรภาครัฐจำนวนมาก ขณะที่การกระตุ้นการบริโภคต้องโอนงบประมาณสู่ครัวเรือนมากขึ้น ซึ่งหมายถึงการลดเงินลงทุนของภาครัฐและธุรกิจ
เศรษฐกิจจีนในทศวรรษที่ผ่านมาเติบโตได้จากการเน้นฝั่งการผลิตเป็นหลัก แต่ก็ส่งผลให้เกิดแรงกดดันด้านเงินฝืด หนี้สะสม และอุปทานล้นตลาด โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมหนัก
สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้น หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะเรียกเก็บภาษีสินค้าจากจีนในอัตราสูงถึงสามหลักเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งทำให้ปักกิ่งต้องเลือกว่าจะเน้นการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ หรือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลัก
Chen Bo นักวิชาการจากสถาบันเอเชียตะวันออก มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ กล่าวว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 (ปี 2026–2030) จะเน้นย้ำการสนับสนุนการวิจัยเทคโนโลยีและการพัฒนาอุตสาหกรรมขั้นสูง เมื่อเกิดความขัดแย้ง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการผลิต ไม่ใช่บริการ
ในบทความของนิตยสารพรรคคอมมิวนิสต์ Qiushi เมื่อเดือนกรกฎาคม ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ระบุว่า โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบศตวรรษ ซึ่งการปฏิวัติทางเทคโนโลยีและการแข่งขันระหว่างประเทศมหาอำนาจสัมพันธ์กันมากขึ้น พร้อมเรียกร้องให้จีนต้องยึดพื้นที่สูงเชิงยุทธศาสตร์ในสนามแข่งขันเทคโนโลยีโลก
ปัจจุบันจีนครองความเป็นผู้นำในหลายอุตสาหกรรม เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม รวมถึงอุตสาหกรรมแร่หายาก ซึ่งจีนใช้เป็นเครื่องต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ก่อนการเจรจาการค้ากับสหรัฐในปลายเดือนตุลาคม
Guo Tianyong จากมหาวิทยาลัยการคลังและเศรษฐศาสตร์กลาง กรุงปักกิ่ง เตือนว่า “หากเราไม่พัฒนาอุตสาหกรรมขั้นสูง วันนี้ ในอนาคตเราจะต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้อื่น” แต่ก็เน้นว่าจีนจำเป็นต้องรักษาสมดุลนโยบายระหว่างภาคอุตสาหกรรมและการบริโภค
นักวิเคราะห์จาก Morgan Stanley คาดว่าภายหลังการประชุม พรรคจะประกาศกรอบนโยบายที่“เน้นเทคโนโลยีและอุปทานเป็นหลัก พร้อมเพิ่มความสำคัญต่อสวัสดิการสังคมแบบค่อยเป็นค่อยไป” ซึ่งหมายความว่า “การฟื้นตัวเชิงปริมาณอย่างเด็ดขาดยังไม่น่าจะเกิดขึ้นภายในปี 2569”
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จีนเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งเงินฝืดจากราคาสินค้าโรงงานที่ตกต่ำ วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ หนี้ท้องถิ่นที่เพิ่มสูงเกินควบคุม และอัตราว่างงานของเยาวชนในระดับสูงเป็นประวัติการณ์
Larry Hu หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จีนของ Macquarie กล่าวว่า “หากพึ่งพาเพียงอุปสงค์ภายนอก โดยไม่กระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ จะทำให้เกิดทั้งปัญหาการว่างงานและภาวะเงินฝืด” พร้อมเตือนว่า หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไปในระยะยาวจะกลายเป็นปัญหารุนแรงแน่นอน
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 (ปี 2026–2030) จะเป็นฉบับที่ 15 ของจีน ตั้งแต่เริ่มใช้ระบบแผน 5 ปีในยุคสหภาพโซเวียต แม้ในแผนฉบับก่อนหน้า (ฉบับที่ 14) จะระบุว่าต้องใช้การบริโภคเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ และฉบับที่ 13 ก็สัญญาว่าจะเพิ่มสัดส่วนการบริโภคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ในความเป็นจริง ครัวเรือนจีนยังคง เก็บออมมากกว่าการใช้จ่าย เพราะความเชื่อมั่นลดลงจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์และมาตรการล็อกดาวน์ในช่วงโควิด
รัฐบาลได้เริ่มใช้มาตรการกระตุ้นบางส่วน เช่น เงินอุดหนุนสินค้าผู้บริโภค สวัสดิการเลี้ยงดูบุตร และเพิ่มเงินบำนาญเล็กน้อย ขณะที่ศาลสูงของจีนเพิ่งออกคำสั่งให้นายจ้างและลูกจ้างต้องจ่ายเงินสมทบประกันสังคมอย่างครบถ้วน ซึ่งถือเป็นรากฐานในการพัฒนาระบบสวัสดิการในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ที่ปรึกษานโยบายรายหนึ่ง กล่าวว่า “ผลลัพธ์อาจไม่มากนัก เพราะแม้ทุกคนจะตระหนักถึงปัญหาการบริโภคที่อ่อนแอ แต่ข้อจำกัดด้านงบประมาณของรัฐบาลท้องถิ่นยังคงรัดตัว” หลังภาคอสังหาริมทรัพย์ซบเซา เจ้าหน้าที่ระดับสูงรายนี้กล่าวเสริมว่า “ตอนนี้เราแทบไม่พบเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ที่แท้จริงแล้ว”
Dan Wang ผู้อำนวยการฝ่ายจีนของ Eurasia Group กล่าวปิดท้ายว่า “แผน 5 ปีฉบับใหม่นี้จะกล่าวถึงเรื่องความเป็นอยู่ของประชาชน สวัสดิการ และการคุ้มครองผู้มีรายได้น้อยมากขึ้น แต่ไม่ควรเข้าใจว่าเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางเศรษฐกิจ” พร้อมเสริมว่า “ในประเทศที่มีแนวทางมาร์กซิสต์อย่างเข้มข้นเช่นจีน ทุกอย่างยังคงหมุนรอบการผลิตเป็นหลัก”
อ้างอิง : www.reuters.com