ไขข้อสงสัย! ทำไม “ช่องอานม้า” ถึงมีทหาร 2 ฝ่ายอยู่ในพื้นที่
หากพูดถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังคงตึงเครียดหลังเกิดเหตุปะทะ ก่อนจะมีข้อตกลงหยุดยิง อีกสมรภูมิสำคัญที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากในเวลานี้คือ “ช่องอานม้า” จุดผ่อนปรนในการค้าขายและผ่านแดนระหว่างไทย-กัมพูชา อยู่ในพื้นที่ บ้านน้ำยืน พื้นที่ ช่องบก หมู่ 6 ต.โซง อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี และเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ในเทือกเขาพนมดงรัก แนวเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา
ล่าสุดวานนี้ (20 ส.ค.68) เฟซบุ๊ก กองทัพบก ทันกระแส ได้โพสต์ภาพและข้อความระบุว่า…
“ช่องอานม้า” ประเด็นวันนี้
ทำไม? ถึงมีทหารทั้ง 2ฝ่ายอยู่ในพื้นที่
โดยภาพแรกเป็นแผนที่ ชี้จุดสำคัญต่างๆ 4 จุด ได้แก่ ฝั่งไทย , ชุมชนกัมพูชาที่รุกล้ำ (ปัจจุบันล้อมรั้วลวดหนาม) , อนุสาวรีย์ตาอม (ปัจจุบันพังเสียหาย) และฝั่งกัมพูชา
ภาพที่ 2 อธิบายว่า ทางทหารยึดเส้นปฏิบัติการ โดยเส้นปฏิบัติการจะลากผ่านตรงกลางอนุสาวรีย์ตาอมเลย ซึ่งไทยและกัมพูชามีข้อตกลงในการปฏิบัติงานให้แต่ละฝ่าย อยู่ห่างจากเส้นปฏิบัติการอย่างน้อย 200 เมตร โดยทางฝั่งไทย จะมีฐานปฏิบัติการแดนไกล ตั้งอยู่บริเวณนั้น
แต่ที่ผ่านมาในพื้นที่ตรงนี้ ที่เป็นเสมือน BUFFER ZONE นี้ (ฝั่งละ 200 ม.) ไม่ควรจะมีสิ่งปลูกสร้าง ไม่มีควรจะมีใครเข้ามาอยู่อาศัยกลับมีตลาดชุมชนของคนกัมพูชาเข้ามาค้าขาย ตั้งสิ่งปลูกสร้างและขยายชุมชนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไทยก็ได้พยายามผลักดันมาตลอด
ภาพที่ 3 อธิบายว่า ในการปะทะครั้งนี้ไทยจัดการพื้นที่ตรงนี้ได้อนุสาวรีย์ตาอม ที่เป็นจุดแสดง สัญลักษณ์ของกัมพูชา ถูกทำลาย ชุมชนตรงนี้ถูกจัดการให้สิ้นสภาพไปแล้ว ปัจจุบัน พื้นที่ตาอมจึงเป็นการตรึงกำลังของทหารทั้งสองฝ่าย จึงเป็นที่มาว่าทำไมถึงเห็นทหารกัมพูชาเดินไปเดินมา ในบริเวณนั้น
ภาพที่ 4 อธิบายว่า ข้อมูลที่ทหารไทยแจ้งว่ายึดช่องอานม้าได้จุดสำคัญที่สุดคือฐานปฏิบัติการ ที่ห่างออกไปจากอนุสาวรีย์ตาอมประมาณ 3 กิโลเมตร ของกัมพูชา ที่รุกล้ำเข้ามาไทยตั้งแต่ก่อนทำ MOU 43 การปะทะครั้งนี้ไทยสามารถจัดการฐานนี้ได้และผลักดันกัมพูชาออกไป