โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จริงหรือหลอก? เมื่อ ‘ทรัมป์’ อ้างช่วยยุติสงครามที่เกิดขึ้นทั่วโลกแล้ว 7 ครั้ง เพื่อหวังรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

The MATTER

เผยแพร่ 21 ส.ค. 2568 เวลา 10.46 น. • Brief

ท่ามกลางข่าวสงครามและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทรัมป์และฝ่ายบริหารของเขาอ้างว่า นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่สอง ทรัมป์ได้อ้างว่า เขาช่วยยุติความขัดแย้งระหว่างประเทศไปแล้วถึง 7 ครั้ง ตั้งแต่ตะวันออกกลางจนถึงเอเชีย โดยไม่จำเป็นต้องมีการเจรจาข้อตกลง ‘หยุดยิง’

18 สิงหาคม 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ผู้พยายามเป็นตัวกลางในการเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งถูกกดดันจากผู้นำประเทศยุโรปที่ต้องการให้เกิดข้อตกลงหยุดยิง อ้างว่า ตัวเองได้ทำการ ‘ดีล’ เพื่อยุติสงครามแล้วทั้งหมด 6 ครั้ง โดยไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำว่า ‘หยุดยิง’

ก่อนอ้างถึงเรื่องนี้อีกครั้งในวันถัดมา โดยเพิ่มตัวเลขสงครามที่ตัวเองเคยยุติเป็น 7 ครั้ง

ฝ่ายบริหารของทรัมป์กล่าวอีกว่า ‘ผู้นำสันติภาพ’ อย่างทรัมป์ควรได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ จากสงครามที่พวกเขาคาดว่ายุติลงแล้ว

อย่างไรก็ตาม หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าความสงบที่เกิดขึ้นนั้นมักจะอยู่ได้เพียงไม่กี่วัน และยังไม่แน่ชัดว่าข้อตกลงสันติภาพจะยั่งยืนจริงหรือไม่ เนื่องจากความขัดแย้งหลายครั้งมีรากฐานมาจากปัญหาที่ซับซ้อนและยาวนาน

20 สิงหาคม 2568 BBC Verify ได้ตรวจสอบเหตุความขัดแย้งที่ถูกอ้าง เพื่อชวนดูว่าทรัมป์สมควรได้รับเครดิตว่าเป็นผู้ที่ยุติความขัดแย้งอย่างที่กล่าวอ้างหรือไม่

อิสราเอล-อิหร่าน

สงครามระหว่าง ‘อิสราเอล-อิหร่าน’ เกิดขึ้นเป็นเวลา 12 วัน เริ่มต้นเมื่อ 13 มิถุนายน 2568 โดยอิสราเอลได้โจมตีเป้าหมายในอิหร่าน ซึ่งทรัมป์ยืนยันว่าได้รับแจ้งล่วงหน้าก่อนการโจมตีจาก เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีของอิสราเอล

สหรัฐฯ ได้มีส่วนร่วมในการโจมตีทางอากาศต่อแหล่งนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นการเร่งให้ความขัดแย้งนี้สิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว

ถัดมา 23 มิถุนายน 2568 ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความระบุว่า “อิหร่านจะเริ่มหยุดยิงอย่างเป็นทางการ และในอีก 12 ชั่วโมงต่อมา อิสราเอลจะเริ่มหยุดยิงเช่นกัน ซึ่งอีก 24 ชั่วโมงต่อมา โลกจะพบกับการสิ้นสุดสงคราม 12 วันอย่างเป็นทางการ”

หลังความขัดแย้งยุติลง Ayatollah Ali Khamenei ผู้นำสูงสุดของอิหร่านกลับยืนยันว่า ประเทศของเขาได้รับ ‘ชัยชนะอย่างเด็ดขาด (Decisive Victory)’ โดยไม่ได้กล่าวถึงข้อตกลงหยุดยิง

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา อิสราเอลก็ยังคงส่งสัญญาณว่าจะโจมตีอิหร่านอีกครั้งหากมีภัยคุกคามใหม่ ๆ เกิดขึ้น

Michael O'Hanlon นักวิชาการอาวุโส Brookings Institution ให้ความเห็นว่า “ไม่มีข้อตกลงเกี่ยวกับสันติภาพถาวร หรือวิธีการติดตามโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านในระยะยาว” สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นเพียง การหยุดยิงโดยพฤตินัยเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าการโจมตีที่ทำให้อิหร่านอ่อนแอลง ซึ่งมีสหรัฐฯ สนับสนุนนั้น ถือว่ามีนัยสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์

ปากีสถาน-อินเดีย

แม้ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ปากีสถาน-อินเดีย’ สองประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์จะตึงเครียดมาหลายปี แต่การปะทะครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมหลังจากการโจมตีในแคชเมียร์

หลังเหตุโจมตีทางอากาศดำเนินได้ 4 วัน ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความว่าปากีสถานและอินเดียตกลงที่จะ “หยุดยิงอย่างสมบูรณ์และทันที” โดยอ้างว่าเป็นผลจากการเจรจาข้ามคืนอันยาวนานที่สหรัฐฯ เป็นคนกลาง

ทั้งนี้ ปากีสถานได้ขอบคุณและเสนอชื่อทรัมป์ให้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ โดยอ้างถึง ‘การเข้าแทรกแซงทางการทูตอย่างเด็ดขาด’ ของเขา

ขณะที่อินเดียเลี่ยงการพูดถึงการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ โดย Vikram Misri ปลัดกระทรวงการต่างประเทศของอินเดีย ระบุว่า “การเจรจาเพื่อยุติปฏิบัติการทางทหารได้เกิดขึ้นระหว่างอินเดียและปากีสถาน ภายใต้ช่องทางที่มีอยู่ซึ่งจัดตั้งขึ้นระหว่างกองทัพของทั้งสองฝ่าย”

รวันดา-สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก

เมื่อช่วงต้นปี กลุ่มกบฏ M23 ได้เข้ายึดครองพื้นที่อุดมด้วยแร่ธาตุทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) ทำให้ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานระหว่าง ‘รวันดา-สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก’ ปะทุขึ้นอีกครั้ง

เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศได้ลงนามในข้อตกลงสันติภาพที่กรุงวอชิงตัน เพื่อยุติความขัดแย้งที่ดำเนินมานานหลายทศวรรษ โดยทรัมป์กล่าวว่าข้อตกลงนี้จะช่วยเพิ่มการค้าขายระหว่างทั้งสองประเทศกับสหรัฐฯ

แม้ว่าข้อตกลงดังกล่าวจะระบุให้ ‘เคารพการหยุดยิง’ ตามข้อตกลงที่เคยกำหนดเมื่อเดือนสิงหาคม 2024 แต่สถานการณ์จริงยังตึงเครียดเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหาว่าอีกฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

ขณะที่กลุ่มกบฏ M23 ซึ่งสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรระบุว่าเชื่อมโยงกับ ‘รวันดา’ ขู่ว่าจะถอนตัวจากการเจรจาสันติภาพ

ในเดือนกรกฎาคม กลุ่มกบฏนี้ยังก่อเหตุสังหารผู้คนอย่างน้อย 140 คน รวมถึงผู้หญิงและเด็กในภาคตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกตามรายงานของ Human Rights Watch

Margaret MacMillan ศาสตราจารย์และนักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด จึงสรุปว่า เมื่อยังมีการสู้รบระหว่างคองโกและรวันดา ดังนั้น การหยุดยิงนี้จึงไม่เคยเกิดขึ้นจริง

ทั้งนี้ กบฏ M23 หรือขบวนการ 23 มีนาคม เป็นหนึ่งในกลุ่มติดอาวุธกว่า 100 กลุ่มที่ต่อสู้กับกองกำลังคองโกในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกตะวันออกที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุ โดยประจำการอยู่ในพื้นที่ชายแดนรวันดาและยูกันดา ซึ่งมีนักรบมากกว่า 8,000 คน ตามข้อมูลของสหประชาชาติ

ไทย-กัมพูชา

เมื่อ 26 กรกฎาคม 2568 ทรัมป์ได้โพสต์บน Truth Social ว่า ตัวเองกำลังจะโทรหารักษาการนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย เพื่อร้องขอให้มีการหยุดยิงและยุติสงคราม ‘ไทย-กัมพูชา’ ที่กำลังลุกลามอย่างรุนแรง

เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น ทั้งสองประเทศได้ตกลงที่จะ “หยุดยิงทันทีและไม่มีเงื่อนไข” หลังการสู้รบบริเวณชายแดนไม่ถึงสัปดาห์

แม้มาเลเซียจะเป็นเจ้าภาพในการเจรจาสันติภาพครั้งนี้ แต่ทรัมป์ขู่ว่าจะระงับการเจรจาแยกส่วนเกี่ยวกับการลดภาษีภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ หากไทยและกัมพูชายังไม่หยุดสู้รบ ซึ่งทั้งสองประเทศนี้ต่างพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ

จากนั้น 7 สิงหาคม ประเทศไทยและกัมพูชาได้บรรลุข้อตกลงที่มุ่งลดความตึงเครียดตามแนวชายแดนร่วมกัน ขณะที่ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการติดตามและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

อาร์เมเนีย-อาเซอร์ไบจาน

ผู้นำประเทศ ‘อาร์เมเนีย-อาเซอร์ไบจาน’ กล่าวว่า ทรัมป์ควรได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจากความพยายามในการสร้างข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งมีการประกาศที่ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568

โดย Michael O'Hanlon นักวิชาการอาวุโส Brookings Institution ให้ความเห็นว่า ทรัมป์ได้รับเครดิตที่ดีในเรื่องนี้ จากพิธีลงนามในห้องทำงานรูปไข่ (The Oval Office) ซึ่งอาจเป็นแรงผลักดันให้คู่ขัดแย้งก้าวไปสู่สันติภาพ

ย้อนไปเมื่อมีนาคม 2568 รัฐบาลทั้งสองประเทศกล่าวว่า พวกเขาพร้อมที่จะยุติความขัดแย้งที่ดำเนินมาเกือบ 40 ปี ซึ่งมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่สถานะของภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัค (Nagorno-Karabakh)

ทั้งนี้ การปะทุของความขัดแย้งที่รุนแรงครั้งล่าสุดได้เกิดขึ้นในเดือนกันยายน 2023 เมื่ออาเซอร์ไบจานยึดครองดินแดนส่วนนี้ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชาวอาร์เมเนียจำนวนมาก

อียิปต์-เอธิโอเปีย

กรณีความขัดแย้ง ‘อียิปต์-เอธิโอเปีย’ เกิดจากความตึงเครียดเกี่ยวกับประเด็นเขื่อนที่อยู่บนแม่น้ำไนล์ ซึ่งเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมานานหลายปี

โครงการเขื่อน Grand Ethiopian Renaissance Dam (GERD) โดยเอธิโอเปีย เริ่มก่อสร้างในปี 2011 เพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งทำให้เกิดความกังวลว่าอาจส่งผลต่อปริมาณน้ำในแม่น้ำไนล์และอาจเกิดภัยแล้งที่อียิปต์

ปัจจุบัน GERD ได้สร้างเสร็จแล้ว และจะมีการเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน 2025

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน รัฐมนตรีต่างประเทศของอียิปต์กล่าวว่าการพูดคุยกับเอธิโอเปียต้องหยุดชะงักลง หลังจากการเจรจาที่ไม่ลงรอยกันนานถึง 12 ปี

ทั้งนี้ ทรัมป์เคยกล่าวว่า หากตนเป็นอียิปต์ ก็อยากได้น้ำจากแม่น้ำไนล์เช่นกัน พร้อมสัญญาว่าสหรัฐฯ จะเข้ามาร่วมแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างรวดเร็ว

แม้อียิปต์จะยินดีกับคำพูดของทรัมป์ แต่เจ้าหน้าที่เอธิโอเปียมองว่าคำพูดเหล่านี้อาจทำให้ความตึงเครียดทวีความรุนแรงขึ้น

และปัจจุบัน ยังไม่มีการบรรลุข้อตกลงอย่างเป็นทางการระหว่างอียิปต์และเอธิโอเปียเพื่อแก้ไขความขัดแย้งนี้

เซอร์เบีย-โคโซโว

เมื่อ 27 มิถุนายน 2568 ทรัมป์อ้างว่าตนเองมีส่วนป้องกันไม่ให้เกิดการปะทะระหว่าง ‘เซอร์เบีย-โคโซโว’ โดยขู่ว่าหากมีการสู้รบระหว่างสองประเทศก็จะไม่มีการค้าขายกับสหรัฐอเมริกา

โดยทั้งสองประเทศมีความขัดแย้งกันอย่างยาวนาน ซึ่งเป็นผลพวงจากสงครามบอลข่านในทศวรรษ 1990 และความตึงเครียดก็เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

Margaret MacMillan ศาสตราจารย์และนักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด มองว่า เซอร์เบียและโคโซโวไม่ได้สู้รบหรือยิงกันตั้งแต่แรก ดังนั้นจึงไม่ใช่สงครามที่จะต้องมาทำให้ยุติ

ทำเนียบขาวได้ชี้แจงถึงความพยายามทางการทูตของทรัมป์ในสมัยแรกว่า สองประเทศนี้ได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ทำเนียบขาวร่วมกับทรัมป์ในปี 2020 แต่ขณะนั้นพวกเขาไม่ได้อยู่ในภาวะสงคราม

เมื่อพิจารณาถึงความขัดแย้งระหว่างประเทศทั้ง 7 เหตุการณ์ ที่ทรัมป์อ้างว่าตนเองมีส่วนร่วมในหารผลักดันให้เกิดสันติภาพ จนทีมงานของเขามองว่าทรัมป์เหมาะสมที่จะได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

ขณะเดียวกัน ‘การยุติสงคราม’ ที่ทรัมป์กล่าวอ้าง อาจเกินจากความเป็นจริง เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นในทั้ง 7 เหตุการณ์เป็นเพียง ‘การหยุดยิงชั่วคราว’ หรือ ‘การลดความตึงเครียด’ หรือบางครั้งก็ใช้วิธีการข่มขู่ทางเศรษฐกิจมากกว่าที่จะร่วมผลักดันให้เกิดการเจรจาหรือหยุดยิงจริง ๆ

ดังนั้น ความสงบที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาหรือป้องกันสงครามที่อาจเกิดในระยะยาว เนื่องจากความขัดแย้งเหล่านี้มีรากฐานมาจากปัญหาที่ซับซ้อนและยาวนานหลายทศวรรษ

อ้างอิงจาก

BBC.com

theguardian.com

state.gov

theguardian.com

aljazeera.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...